Daniel Walden จาก a·g Licht เผยแนวคิดเบื้องหลัง Audi Pavilion ในงาน Light + Building 2026 ที่ใช้แสงเป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ หล่อหลอมบรรยากาศ และเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนจดจำ
TEXT: NATHANICH CHAIDEE
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
ปีนี้นับเป็นวาระอันดีของการครบรอบ 30 ปี ของ a·g Licht สตูดิโอออกแบบแสงสว่างจาก Cologne ประเทศเยอรมนี ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1996 โดย Daniel Walden เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมที่ Cologne ซึ่งมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้กันกับพื้นที่ของ Cologne Trade Fair ที่มักจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทดลองสร้างบูธภายในงานแฟร์จริง ทำให้เขาได้เรียนรู้การทดลองกับโครงสร้าง พื้นที่ และการใช้งานแสงด้วยตัวเอง ประสบการณ์นี้เองที่ส่งอิทธิพลต่อความรู้และความหลงใหลใน ‘แสง’ ในฐานะสื่อกลางโดยการจัดแต่งแสงให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ที่สามารถกำหนดบรรยากาศ หล่อหลอมอารมณ์ความรู้สึก และสร้างฟังก์ชันให้กับสถาปัตยกรรม
ตลอดระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านมา สตูดิโอได้สร้างสรรค์ผลงานแล้วมากกว่า 800 โครงการทั้งในเยอรมนีและระดับนานาชาติ ด้วยทีมงานจากหลากหลายศาสตร์ ทั้งสถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้สตูดิโอสามารถทำงานได้ในหลายสเกล ตั้งแต่พื้นที่สำนักงานทั่วไปไปจนถึงงานระดับไอคอนิก เช่น BMW Welt ที่มิวนิก โปรเจกต์มีเดียฟาซาดขนาดกว่า 30,000 ตารางเมตร ร้านแฟลกชิปใน Cologne และ Hamburg ที่จะเปิดทำการในปีนี้และปีหน้า รวมถึงโครงการสถานีรถไฟใต้ดินโดฮา

Photo: Rungladda Chakputra
หนึ่งในผลงานสำคัญที่นำมาแบ่งปันประสบการณ์ในงาน Light + Building 2026 | Talk+Tour #02 ครั้งนี้ คืองาน Audi Pavilion ในงาน Consumer Electronics Show (CES) 2012 ที่ลาสเวกัส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Audi เข้าร่วมงานเทคโนโลยีระดับโลกนี้ โดย Audi ต้องการนำเสนอวิสัยทัศน์ของรถยนต์แห่งอนาคต—พื้นที่ซึ่งเทคโนโลยี การเชื่อมต่อ ซอฟต์แวร์ และระบบดิจิทัลจะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ตั้งแต่ระบบแสดงผลแบบ head-up display ไปจนถึงประสบการณ์มัลติมีเดียภายในรถ ด้วยแนวคิดของการจัดแสดงที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า เพียงเส้นแสงธรรมดาๆ หรือการใช้โคมไฟประเภทเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างนิยามและหล่อหลอมอัตลักษณ์ของพื้นที่ทั้งหมดขึ้นมาได้

Photo: Rungladda Chakputra

Photo courtesy of Messe Frankfurt Exhibition GmbH
เส้นแสงเหล่านี้มาจากการตีความโจทย์ที่มาจากคีย์เวิร์ดสั้นๆ ได้แก่ connectivity, future, data stream, network และ identity โดยมีภาพยนตร์ไซไฟที่ออกฉายในปี 2010 กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ภาพของเส้นกริดเรืองแสงในฉากหลังสะท้อนโลกแห่งการเชื่อมต่อ การไหลเวียนของข้อมูล และอนาคตที่เป็นดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นนำไปสู่แนวคิดตั้งต้นในการสร้างพื้นที่ทั้งหมดขึ้นจากเส้นแสงเพียงเส้นเดียว บนพื้นที่จัดแสดงขนาดเพียง 360 ตารางเมตร ที่ต้องการสื่อสารแนวคิดขนาดใหญ่ของ Audi

Photo: Rungladda Chakputra
โจทย์ที่สร้างขึ้นต่อจากแนวคิดในการออกแบบคือ การสำรวจว่าจะขยายการรับรู้ของพื้นที่ได้อย่างไรด้วยโคมไฟเพียงชนิดเดียว คำตอบอยู่ที่วัสดุ การสะท้อน และการสร้างภาพลวงตาเชิงมิติ ทีมออกแบบของ a·g Licht ทดลองสเก็ตช์อย่างเรียบง่ายบนกริดขนาด 120 x 120 เซนติเมตร ซึ่งเป็นสัดส่วนมาตรฐานของหลอดฟลูออเรสเซนต์ 28 วัตต์ นำมาสู่แสงจากหลอดกว่า 1,910 ดวง บนพื้นผิวสีขาวเงาสูงและเพดานกระจกสะท้อน เพื่อขยายภาพลวงตาของมิติให้ดูไร้ขอบเขต เกิดเป็นโครงสร้างแสงที่ห่อหุ้มครอบคลุมพื้นที่ในทุกระนาบ ทำให้จุดประสงค์ของพื้นที่เป็นการเล่าเรื่อง สร้างอัตลักษณ์ และเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นประสบการณ์ โดยเทคนิคการติดตั้งให้ได้ตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานความปลอดภัยในสหรัฐฯ ทีมต้องร่วมงานกับผู้ผลิตจากเนเธอร์แลนด์ในการสร้างโครงสร้างทั้งหมดเป็นชิ้นงานเดียว แทนการส่งโคมไฟแยกชิ้นไปติดตั้งภายหลัง เพื่อให้การรับรองมาตรฐานครอบคลุมทั้งระบบ

Photo courtesy of Messe Frankfurt Exhibition GmbH

Photo: Rungladda Chakputra
แนวคิดเส้นแสงไร้ที่สิ้นสุดนี้ถูกต่อยอดในสเกลที่เล็กลงในลิฟต์คู่ของโรงแรม 25hours Hotel The Circle, Cologne ซึ่งออกแบบร่วมกับ Werner Aisslinger ด้วยการใช้เส้นแสงสร้างภาพลวงตาไร้ที่สิ้นสุดภายในลิฟต์ จนกลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมบน Pinterest และ Instagram ถึงขั้นที่แขกต้องต่อคิวรอถ่ายภาพก่อนขึ้นห้องพัก หรืออีกผลงานล่าสุดที่แสดงให้เห็นผลลัพธ์จากการใช้โคมไฟเพียงชนิดเดียวในการสร้างอัตลักษณ์ของล็อบบี้ทางเข้า FOUR Frankfurt ซึ่ง a·g Licht โดยได้รับโจทย์เพียงคำเดียวคือน้ำตกหรือ ‘waterfall’
เพื่อให้เชื่อมโยงกับแนวคิดของ ‘น้ำ’ ทีมจึงต้องตีความภาพของน้ำตกให้กลายเป็นประสบการณ์เชิงสถาปัตยกรรมภายในโถงทางเข้าสูงสองชั้นที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ แต่เปิดโอกาสให้เล่นกับมิติในแนวดิ่งได้อย่างน่าสนใจ ทีมออกแบบจึงหันกลับไปสู่ภาษาที่เรียบง่าย อย่างการใช้แสงและกระจก โดยทดลองความโปร่งแสง ความขุ่นมัว และวัสดุรองรับด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวสีบรอนซ์ สีขาว หรือสีทอง เพื่อศึกษาว่าพื้นผิวแต่ละชนิดจะตอบสนองต่อแสงอย่างไรเมื่อโคมเปิดหรือปิด โดยมุ่งมองหาความพลิ้วไหวราวกับสายน้ำที่ไหลลดหลั่นจากเพดานลงสู่โถงลิฟต์

Photo courtesy of Messe Frankfurt Exhibition GmbH
หลังจากผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลลัพธ์สุดท้ายคือประติมากรรมแสงขนาดมหึมาที่ทอดตัวพลิ้วไหวอยู่กลางโถงราวกับสายน้ำเรืองแสง จากความร่วมมือกับ Zumtobel ในการพัฒนาระบบโคม custom-made ผ่านกระบวนการ mock-up ตั้งแต่การเลือกเส้นผ่านศูนย์กลางของกระจก การออกแบบลอนริ้วบนพื้นผิวเพื่อสะท้อนแสง ไปจนถึงการควบคุมให้แหล่งกำเนิดแสงถูกซ่อนอยู่ภายในอย่างแนบเนียน พร้อมกับระบบปรับอุณหภูมิสีได้ตั้งแต่ 2,700K ถึง 6,500K ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน ราวกับจังหวะของธรรมชาติที่ถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรมแสงอย่างละเอียดอ่อน ซึ่งแม้จะดูเป็นความคิดเรียบง่าย แต่สิ่งสำคัญคือการมีส่วนร่วมกับผู้ผลิตที่มีความพร้อมอยู่แล้วเพื่อร่วมกำหนดทิศทางและหล่อหลอมให้แนวคิดแปรเปลี่ยนมาเป็นรูปธรรม

Photo courtesy of Messe Frankfurt Exhibition GmbH
สำหรับ a·g Licht แล้ว แสงได้กลายเป็นเป็นวัสดุอีกประเภทหนึ่งของงานสถาปัตยกรรมที่สามารถกำหนดอารมณ์ เล่าเรื่อง และสร้างประสบการณ์ที่ผู้คนจดจำได้อย่างลึกซึ้ง และจากผลงานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า บางครั้ง โคมไฟเพียงประเภทเดียว หากถูกใช้อย่างชาญฉลาด ก็เพียงพอที่จะสร้างความรับรู้และจดจำให้กับพื้นที่ได้ โดยอีกส่วนสำคัญคือ การได้เห็นแสงจริงในสเกลจริงผ่านการทำ mock-up แม้ในวันที่เทคโนโลยีอย่าง AI หรือเครื่องมือจำลองจะช่วยให้การสื่อสารแนวความคิดเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว การรับรู้แสงยังคงเป็นประสบการณ์ที่ต้องอาศัยการมองเห็นจริง เพราะทุกครั้งที่แสงสัมผัสพื้นผิวหรือแทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ มักเปิดเผยให้เห็นบางสิ่งใหม่ที่ไม่มีเครื่องมือใดคาดการณ์ได้อย่างสมบูรณ์

Photo: Rungladda Chakputra