ASH AND ALTERATION

‘ถ่านเถ้าและกลายกลับ’ นิทรรศการที่ชวนสำรวจคุณค่าของวัตถุและความทรงจำที่หลงเหลือหลังความตาย ผ่านสิ่งของและจดหมายเหตุของ ‘อังคาร กัลยาณพงศ์’ ที่ได้รับการตีความและต่อยอดโดยนักวิชาการและศิลปินร่วมสมัย

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF JWD ART SPACE
 EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

เมื่อใครคนหนึ่งเดินทางสู่สัมปรายภพ สิ่งที่ตกค้างอยู่มากกว่าคุณงามความดี คงเป็นสิ่งของที่ยังเคว้งอยู่ท่ามกลางโลกมนุษย์ที่ไม่ได้ตามบุคคลผู้ล่วงลับไปด้วย ของเหล่านั้นดูคล้ายจะเป็นขยะ (เพราะคงไม่มีใครจะใช้มันต่อไปแล้ว) กระนั้นมันกลับเป็น ‘ของมากค่า’ ที่ทิ้งไว้ต่างหน้าเผื่อความคิดถึงของผู้เดินทางไกลคนนั้นเอง

สิ่งนี้ทำให้เรานึกถึงคลิป ยืนเดี่ยว#14 ผิดผี ของแตงโม—กิตติพร โรจน์วณิช ที่พูดถึง ‘ผีพ่อ’ และการจัดการกับ ‘ของ’ ของพ่ออยู่ด้วย และเกิดเป็นคำถามต่อมาว่าเราจะจัดการกับของที่ผู้ตายเคยใช้อย่างไรให้เหมาะสม มันควรจะเป็นหรือควรจะเก็บไว้อย่างไร และเก็บไว้ ‘ทำไม’ และสำคัญโดยเฉพาะการระบุคุณค่าของวัตถุเหล่านั้นต่อความทรงจำนั้นเป็นอย่างไรด้วย

อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ ทายาทและผู้จัดการวัตถุของ ‘อังคาร กัลยาณพงศ์’ บิดาผู้เป็นศิลปินและกวีซีไรต์ที่ละกายสังขารไปสู่แดนสุขาวดีราวสิบกว่าปีที่แล้ว เธอได้จัดตั้งหอจดหมายเหตุและผลงานอังคาร กัลยาณพงศ์ เพื่อจัดเก็บ รวบรวม และเป็นสถาบันหลักในการสืบค้นผลงานต่างๆ ของอังคารผู้เป็นพ่อ ซึ่งการดูแลวัตถุตกค้างเหล่านี้คือกระบวนการปลุกชีวิตให้สิ่งของหลงเหลือได้กลับมาส่งเสียงและสื่อสารกับผู้คนในยุคปัจจุบัน

ในมุมมองของเรามองว่ากระบวนการจัดการวัตถุแห่งความทรงจำของอ้อมแก้วได้คลายปมคำถามถึง ‘คุณค่าของสิ่งของหลังความตาย’ และเธอได้คลี่คลายและแสดงให้เราได้เห็นผ่านนิทรรศการ ถ่านเถ้าและกลายกลับ ที่ JWD Art Space ซึ่งความน่าสนใจของนิทรรศการนี้นั้นเสมือนนำเอาซากเถ้าถ่าน จดหมายเหตุ และสิ่งของตกทอดจากอังคาร กัลยาณพงศ์ มาเปิดบทสนทนาร่วมกับศิลปินและนักวิชาการ ทั้งนี้เพื่อชวนเราตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ของที่ถูกทิ้งไว้เมื่อใครคนหนึ่งจากไปนั้น จะถูกเปลี่ยนผ่านและ ‘กลายกลับ’ มาเป็นความหมายใหม่แก่ผู้ที่ยังอยู่ได้อย่างไร

Photo: Sarunkorn Arthan

เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่ของ JWD Art Space ห้องสีขาวขนาดยาวไม่ได้บังคับเราไปทางไหนเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกเส้นทางต่างอยากให้เราเลือกเอง เลือกที่จะสัมผัส เลือกที่จะเรียนรู้กับกองเถ้าของอังคาร สิ่งแรกที่เราเดินตรงเข้าไปพบคือ สารพันสิ่งของและ ‘กองขยะ’ ของอังคารที่ครั้งหนึ่งเคยระเกะระกะ แต่จู่ๆ ในวันนี้มันกลายเป็นคุณค่าที่แสดงถึงความเป็นไปและพัฒนาการบางอย่างของศิลปินไปได้อย่างน่าแปลกใจผ่านการคัดสรรและจัดเรียงโดยประพันธ์ แจ้งกิจชัย ที่ชี้ชวนให้ดูของ (เคย) ไม่สำคัญให้มีความหมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

Photo: Sarunkorn Arthan

ตั้งแต่ภาพถ่ายใบเก่าหน้าพุทธสถานของอังคารคู่กับศิลป์ พีระศรี และสุวรรณี สุคนธา ภาพสเก็ตช์ที่ไม่อาจบ่งบอกช่วงเวลาแห่งการเขียนและลำดับ ตัวอักษรยุกยิกอ่านออกบ้าง ไม่ออกบ้าง กระดาษใบเสร็จที่เปื้อนเกรยอง ไหนจะเฟรมภาพที่อังคารเฟ้นเลือกให้เข้ากับผลงานเองกับมือ (ที่บัดนี้ถูกถอดออกและเรียงเป็นตั้งเหมือนเจดีย์) หุ่นปูนปลาสเตอร์ หนังสือตำราศิลปะ ผลงานสมัยเรียนศิลปากร หรือแม้แต่แท่งถ่านเกรยองที่เกือบกลายเป็นเถ้าที่ถูกจัดเรียงเป็นใบหน้าของศิลปินผู้ล่วงลับ เหล่านี้คือ ‘เศษซากของอังคาร’ ที่ธำรงตนเป็นพยานแห่งการมีอยู่ การเคยมีอยู่ และสภาวะที่ไม่จางหายไปในกระแสน้ำและกระแสอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้มองเห็นว่าแม้สิ่งของเก่าเก็บนี้อาจเป็นขยะของอังคาร แต่นั่นไม่ใช่ขยะของคนอื่น เพราะมันกลายเป็นภาชนะอุ้มโอบลมหายใจของอังคารไว้ในของคร่ำคร่านี้เอง

ในพื้นที่ใกล้กันก็มีเศษซากอุปกรณ์การทำงานของสองศิลปินร่วมสมัย เตาแม่เหล็กไฟฟ้าและเศษขี้ผึ้งจากการทดลองทำงานของ ธาดา เฮงทรัพย์กูล และผลงานทดลองไซยาโนไทป์ รวมถึงแม่พิมพ์จากเศษซากจากหอจดหมายเหตุและผลงานอังคาร กัลยาณพงศ์ ที่ทำโดยจุฬญาณนนท์ ศิริผล ซึ่งทั้งสองศิลปินนี้หยิบยกและฉกเอาไอเดียความคิดบางอย่างของอังคารมาต่อยอดเป็นผลงานของตัวเอง

  • เหนือ, 2026

ผลงานของธาดานำพาเราไปสำรวจภาพภูมิทัศน์และประวัติศาสตร์ความขัดแย้งเชิงพื้นที่ ผ่านผลงานชุด North / West / East / South (2026) ที่ย้อนแกะรอยสายตาของอังคารยามออกเดินทางบันทึกผืนป่าและธรรมชาติ ทว่าธาดาได้ซ้อนทับประสบการณ์ร่วมสมัยลงไปเพื่อกาง ‘แผนที่ประวัติศาสตร์ทางอารมณ์’ สำรวจร่องรอยการเปลี่ยนแปลง การพัฒนา และความเปราะบางของประเทศไทยทั้งสี่ทิศด้วยเทคนิคการเขียนภาพด้วยขี้ผึ้งร้อน (Encaustic) เมื่อเย็นลงจะเกิดเป็นปรากฏการณ์คราบไขขุ่น (Wax Bloom) บนพื้นผิวงาน ร่วมกับการขูด ขีด และกระเทาะชั้นขี้ผึ้งให้เกิดรอยแตก ราวกับเป็นภาษาที่ใช้รื้อถอนภาพภูมิทัศน์อันสงบงามในจินตภาพของอังคาร แล้วนำกลับมาร้อยเรียงเข้ากับสภาวะการเมืองและบาดแผลเชิงพื้นที่นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น (ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงชีวิตของอังคาร) มาจนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าผืนแผ่นดินยังคงแบกรับร่องรอยการกระทำของมนุษย์อยู่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

กาลจักร (เกรยอง), 2026. / กาลจักร (หัวปากกาคอแร้ง), 2026. / กาลจักร (ดินสอ), 2026

  • กาลจักร (หัวปากกาคอแร้ง), 2026

ขณะที่ จุฬญาณนนท์ ศิริผล ได้คลี่คลายมรดกของอังคารออกเป็นสองทิศทาง ในชุดผลงาน ‘กาลจักร’ (2026) เขาหยิบยืมวัตถุตกทอดจริงจากหอจดหมายเหตุ ไม่ว่าจะเป็นหัวปากกาคอแร้ง แท่งเกรยอง ดินสอ หินแม่น้ำ หรือขวดเหล้า มาอาบแสงอาทิตย์ ‘จริงๆ’ ผ่านเทคนิคไซยาโนไทป์เพื่อแปรสภาพเศษซากอุปกรณ์สร้างสรรค์ให้กลายเป็นภาพเงาของดวงดาวและจักรวาลอันเวิ้งว้าง ชุบชีวิตให้เครื่องมือของกวีกลับมาส่งเสียงกังวานถึงสัจธรรมธรรมชาติ

Paradise? #2, 2025.

Paradise? #2, 2025.

ทว่าในอีกมิติหนึ่งผ่านประติมากรรมแสง Paradise? #2 และผลงานวิดีโอจัดวาง Zap จุฬญาณนนท์กลับเปลี่ยน ‘แสงสว่าง’ เครื่องหมายแห่งปัญญาบริสุทธิ์ตามความคิดของอังคาร ให้กลายเป็นแสงไฟฟ้าสังเคราะห์จากเครื่องดักแมลง ทำให้แสงในชุดนี้จึงไม่ได้ส่องนำทาง แต่กลายเป็นกงจักรแผดเผาที่หลอกล่อมนุษย์ให้เดินเข้าสู่กับดักอำนาจ คล้ายเป็นภาพอุปมาของสามัญชนผู้ถูกบีบเค้นและเงียบหายไปพร้อมความตายภายใต้โครงสร้างรัฐอันไม่เป็นธรรม

  • กึ่งศตวรรษของการวิจารณ์ อังคาร กัลยาณพงศ์ โดย อาทิตย์ ศรีจันทร์

สุดท้ายเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดเมื่อนึกถึงอังคาร นั่นคือ ‘วรรณกรรม’ ซึ่งในนิทรรศการนี้ได้ทำการรื้อถอนสสารของการจดจารอย่างเข้มข้นผ่านการทำงานของ ชัยรัตน์ พลมุข ที่นำบทกวีสี่บทไปจารลงบนใบลานแล้วเผาจนกลายสภาพเป็นเถ้าถ่าน แปรเปลี่ยนการอ่านบทกวีจากการจ้องมองตัวอักษรไปสู่การเพ่งมองความสลายพร่าเลือนในเปลวไฟ (เป็นไปได้ไหมว่าเหมือนการเผาตำราของครูโบราณเพื่อให้ศิษย์จดจำบทเรียนได้แม่นที่สุด) ขณะที่ จิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร เข้าไปสร้างบทสนทนากับ ‘จดหมายถึงน้อย’ เอกสารส่วนตัวที่จะเป็นนิยายในอนาคตของอังคาร แต่จิรัฏฐ์นำมาถักทอขึ้นใหม่เป็น fan-fiction ในชื่อ ‘บทกวีจากน้อย’ ที่ตอบรับเสียงอดีตด้วยท่วงทำนองร่วมสมัย ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์วรรณกรรมโดย อาทิตย์ ศรีจันทร์ ที่ลงไปคลี่คลายพัฒนาการทางวรรณศิลป์ตลอดครึ่งศตวรรษของอังคารเพื่อพาเราออกเดินทางตามรอยอักขระและอารมณ์ความรู้สึกที่ยังคงตกค้างอยู่ในผลงานของอังคาร กัลยาณพงศ์

Photo: Sarunkorn Arthan

สิ่งหนึ่งที่นิทรรศการนี้กำลังบอกกับเรานอกจากการตีความใหม่จาก ‘เถ้าถ่าน’ ของอังคาร กัลยาณพงศ์แล้วนั้น คงเป็นด้านใหม่ และมุมมองใหม่ที่เราจะมองอังคารให้เป็นคน ไม่ใช่ ‘ท่านอังคาร’ ผู้สูงศักดิ์ แต่ขอให้มอง ‘กลายกลับ’ เป็นแต่อังคารในฐานะศิลปินและเป็นมนุษยผู้มีใจสูงแสนธรรมดาในโลกที่กำลังผ่านมาและผ่านไป

‘อังคาร’ คือ เถ้าถ่านของกาลเวลา
‘อังคาร’ เป็น ผลแผดเผาจากซากระทมขมขื่นของอสุภะ
‘อังคาร’ คือ สภาวะก้าวข้ามความดับสูญ
‘อังคาร’ เป็น (มากกว่า) สิ่งมีชีวิตที่วิจิตรวิจารณ์ปณิธานกวี

นิทรรศการ เถ้าถ่านและกลายกลับ (Ash and Alteration) จัดแสดงระหว่างวันที่  8 สิงหาคม – 25 ตุลาคม 2569 ที่ JWD Art Space

jwd-artspace.my.canva.site/ashandalteration