จรูญ บุญสวน นำพาทุกคนไปชมสวนดอกไม้หลากหลายชนิดของเขาในนิทรรศการ The Journey of Colors
TEXT & PHOTO: SARUNKORN ARTHAN EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
ดอกไม้นานาพันธุ์ไม่ว่าจะชนิดไหน สีอะไร ลักษณะอย่างไร หุบตูม แย้มพราย หรือสะพรั่งบาน ล้วนเป็นสิ่งที่ยังความจำเริญสายตาแก่ผู้จับตาจ้องมอง และไม่ว่ากระจัดกระจายอยู่แห่งหนตำบลใด ทั้งในสวนพฤกษศาสตร์ ฟาร์มเพาะปลูก บนแจกัน หรือแม้แต่ริมทางกลางป่าก็ตาม ดอกไม้ทุกดอกต่างเติบโต เผยอกลีบแย้มบาน แพร่พันธุ์ไปในที่ใกล้และไกล สุดท้ายก็ตายลงและเวียนว่ายในสังสารแห่งชีวิต
แต่ต่างกันกับดอกไม้ที่ปลูก ‘บนเฟรมตรึงผ้าใบ’ ที่ทำให้วงเวียนนั้นช้าลงบนแผ่นผ้าใบ เพราะดอกไม้เหล่านั้นไม่ได้เติบโตจากเกษตรกรที่มือเย็นที่สุด แต่กลับเป็นคนธรรมดาผู้มีสุขที่ปลูกดอกไม้ผ่านทีแปรง พรวนดินด้วยสีเข้มอ่อน และใส่ปุ๋ยด้วยวานิช ตั้งกระถางของมันไว้ในแกลเลอรี รดน้ำด้วยสายตาที่จับจ้องและมีส่วนร่วมในการเติบโต (หรือคงอยู่) ของมัน

Le Matin clair aux saules (1914-1926), Claude Monet | Photo courtesy of RMN-Grand Palais (Musée de l’Orangerie) / Hervé Lewandowski
คนผู้มีสุขเหล่านั้นมีอยู่หลายคนในโลกประวัติศาสตร์ศิลปะ เป็นต้นว่า โคล้ด โมเนต์ (Claude Monet) ‘พระบิดา’ แห่งลัทธิ Impressionism ที่ปลูกบัวกลางบึงผ้าใบในผลงาน Le Matin clair aux saules (1914-1926) เช่นเดียวกับลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ฝรั่ง (ศิลป์ พีระศรี) อย่าง จรูญ บุญสวน ที่ปลูกดอกไม้บนเฟรมผ้าใบมาเป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษ และได้นำเสนอการเดินทางของจรูญที่สะท้อนผ่านเส้นสีและฝีแปรงที่ไม่เคยมีวันหยุดเขียนในผลงานตลอดช่วงชีวิตมาจัดแสดงในนิทรรศการ The Journey of Colors ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA)

จากชีวิตวัยเยาว์ที่โอมล้อมด้วยท้องนา ท้องร่อง และหนองน้ำอันอุดมสมบูรณ์ในจังหวัดสิงห์บุรี จรูญจึงมีความผูกพันและเกิดเป็นความสุขแห่งรักในธรรมชาติ ในต้นไม้ ในดอกไม้ ในสัตว์น้อยใหญ่ จนเป็นสิ่งบันดาลใจ ‘ในใจตน’ และเป็นอิทธิพลในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากสิ่งที่รัก ‘ธรรมชาติ’ นั่นเอง ซึ่งในนิทรรศการ The Journey of Colors นี้ จรูญหอบเอาแรงบันดาลใจ ประสบการณ์ ความรู้ ความรัก ความสุข ความเพียรพยายาม และชีวิตการทำงานหลายสิบปีมากางแผ่ผ่านสวนดอกไม้สีสดที่รอคอยให้ใครสักคนหลงเข้ามาสูดกลิ่นกลีบดอกไม้ไอเกสรที่คลุ้งอวลในจินตนาการ และปลดปล่อยสรรพวิญญาณล่องลอยไกลไปในภวังค์แห่งความรื่นรมย์

เช่นเดียวกับ เฟื่องฟ้าหลากสี ที่เป็นความตั้งใจที่ไม่ตั้งใจของจรูญที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการชมบึงบัวของโมเนต์ที่พิพิธภัณฑ์เดอโรลองเจอรี (Musée de l’Orangerie) เมื่อหลายสิบปีก่อน และต่อมาให้หลัง จรูญ ได้มีความคิดอยากปลูกดอกเฟื่องฟ้า (แทนดอกบัว) ในผ้าใบขนาดยาวถึงสิบเมตรเช่นเดียวกันกับโมเนต์ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และการขนย้ายจึงเหลือเพียง 8.5 เมตร แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของมันลดลงแม้แต่น้อย เพราะว่าในปลายสุดของห้องนิทรรศการนี้ เหล่าเฟื่องฟ้าก็อวดสีสดบานสะพรั่งและโบกไกวพุ่มทักทายเหล่าผู้คนที่ดาหน้าเข้ามาชมโฉมมัน

นอกจากนั้นยังมีอีกหลากพรรณพฤกษชาติที่เบ่งบานไสวชูช่อท้าทายทุกคนให้มายลโฉม เช่น บัวสวรรค์ กล้วยไม้ เป็นต้น และยังมีผลงานนามธรรมดูเคร่งขรึม เข้มข้นแต่ไหลลื่นบนขนาดเท่าโปสการ์ดที่จรูญทำขึ้นในช่วงปี 2507-2525 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการการทำงานของจรูญตั้งแต่ต้นชีวิต มากไปกว่านั้นยังแสดงให้เห็นว่าก่อนมา ‘ปลูกต้นไม้’ เขาก็ได้ทดลองวาดเขียนหลากหลายเส้นทางและทำมันอย่างเชี่ยวชาญเสียด้วย

และทั้งหมดนี้คือสวนดอกไม้ของจรูญ บุญสวน—สวนที่ไม่ได้ปลูกด้วยดินและน้ำ แต่ปลูกด้วยสี ความทรงจำ และการเฝ้ามองอย่างอ่อนโยน นิทรรศการ The Journey of Colors จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการแสดงผลงานจิตรกรรม หากเป็นพื้นที่ที่ศิลปินและผู้ชมได้พบกันกลางสวนสีที่ไม่มีวันโรยรา ไม่ว่าคุณจะเดินผ่านภาพ เฟื่องฟ้าหลากสี หรือกระถางดอกไม้แสนสวยกระถางอื่นๆ หรือแม้แต่หยุดอยู่หน้าภาพขนาดเท่าโปสการ์ดจากยุคแรกเริ่ม ทุกภาพต่างบอกเล่าการเดินทางของศิลปินผู้เลือกจะ ‘ปลูกดอกไม้’ ด้วยพู่กัน และปล่อยให้มันเติบโตและสร้างความสุขในจินตนาการของผู้ชมแต่ละคนไม่รู้จบ

นิทรรศการ The Journey of Colors จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ถึงวันที่ 21 กันยายน 2568 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1 และ 2 พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA)








