11.29

Furnish Studio | Photo: Beer Singnoi

11.29 พื้นที่รวมวัตถุดิบชั้นเลิศจากเหล่าสถาปนิกที่ออกไปเติบโต เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมที่ดี บนหลักการของการพึ่งพาอาศัย

TEXT: 11.29
PHOTO CREDIT AS NOTED

(For English, press here)

WHO

11.29 Studio ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็น ‘องค์กร’ แต่เริ่มจากการเป็น ‘กลุ่มก้อนความเชื่อ’ ของเพื่อนนักศึกษาสถาปัตยกรรมในช่วงรอยต่อของการเรียนจบ ที่อยากจะผลักดันมุมมองและภาษาสถาปัตยกรรมในแบบฉบับของตัวเองออกไปสู่สังคม

WHAT

เรานิยามพื้นที่นี้ว่าเป็น ‘Platform of Ideas’ มากกว่าสํานักงานสถาปนิกทั่วไป มันคือพื้นที่รวมตัวของสถาปนิกที่แยกย้ายกันไปเติบโต ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์และมุมมองต่อโลกแล้วนํา ‘เลเวลของค่าประสบการณ์’ หรือทักษะเฉพาะตัวเหล่านั้นกลับมาดรอปไว้ที่จุดศูนย์กลาง เพื่อสร้างผลงานที่เกิดจากการตกผลึกของสถาปัตยกรรมในแต่ละช่วงเวลา

Vermillion Cafe | Photo: Tectwadviang studio

WHEN/WHERE

ก่อตัวขึ้นจากบทสนทนาในช่วงปลายของการศึกษา และพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านการทํางานจริง พื้นที่ของเราไม่ใช่แค่ที่ตั้งทางกายภาพ แต่คือพื้นที่ทางความคิดที่เปิดกว้างให้สมาชิกได้ออกไปใช้ ชีวิตและเรียนรู้ก่อนจะกลับมารวมตัวกันในทุกๆ chapter สําคัญของการออกแบบ

WHY

เพราะเราเชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่ดีในยุคปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากทรัพยากรทางความคิด ประสบการณ์ และทุนทรัพย์ที่หลากหลาย การ ‘ปะทะกัน’ ของไอเดียที่แต่ละคนแบกมาจากโลกภายนอกคือวัตถุดิบชั้นเลิศที่จะขับเน้นให้อัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมของ 11.29 มีความเข้มข้นและชัดเจน

Vermillion Cafe | Photo: Tectwadviang studio

Vermillion Cafe | Photo: Tectwadviang studio

คุณนิยามสไตล์งานของตัวเองไว้อย่างไร

Architectural Mutualism (สถาปัตยกรรมแห่งการพึ่งพิง) หากจะนิยามสไตล์งานของเรา ภาพรวมที่ชัดเจนที่สุดคือ ‘สถาปัตยกรรมแห่งการพึ่งพิง’ เราไม่ได้มองว่าอาคารคือวัตถุแปลกปลอมที่วางลงบนที่ดิน แต่เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ต้องค้ำจุนซึ่งกันและกัน สถาปัตยกรรมของเราจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีมันมีปัจจัยอื่นๆ มาประกอบร่าง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติที่โอบล้อมวัสดุที่เคยถูกทิ้ง หรือวิถีชีวิตของผู้คน สังคม ความงามในแบบ 11.29 จึงไม่ใช่ความงามที่เบ็ดเสร็จในตัวเอง แต่เป็นความงามที่เกิดจาก ‘สภาวะพึ่งพิง’ ที่แยกกันไม่ได้

อะไรคือแรงบันดาลใจและหลักการในการทำงานแต่ละครั้ง

แรงบันดาลใจที่ไร้รูปแบบ แรงบันดาลใจของเรามักไม่ได้เริ่มต้นจากระเบียบวิธีที่เคร่งครัดแต่เกิดจาก ‘สภาวะที่เป็นอิสระ’ ของความคิดในสมุดสเก็ตช์ เราให้ค่ากับเศษเสี้ยวไอเดียที่ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ซึ่งบางครั้งอาจดูเหมือนไร้รูปแบบ ไร้ระเบียบ หรือดูเหมือนไม่มีสาระสําคัญในตอนแรก ทว่าสําหรับ 11.29 สิ่งเหล่านี้คือวัตถุดิบที่บริสุทธิ์ที่สุดที่สั่งสมมาจากประสบการณ์และการสังเกตโลกในแต่ละช่วงชีวิต (chapter) ของพวกเรา

Vermillion Cafe | Photo: Tectwadviang studio

หลักการ ถักทอ และ จัดกลุ่มความคิด หลักการทํางานของเราคือการนําเอาไอเดียที่กระจัดกระจายเหล่านั้นมา ‘จัดกลุ่มและสร้างระบบ’ ผ่านโครงร่างทางความคิด (conceptual framework) ที่ยืดหยุ่น เราเชื่อว่าในกระบวนการออกแบบทุกจุดสามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้เสมอโดยไม่จําเป็นต้องเป็นเส้นตรง เราพยายามมองหา จุดบรรจบระหว่างไอเดียที่เป็นอิสระเข้ากับข้อจํากัดจริงของบริบทและวัสดุ

หัวใจของการทํางาน: สถาปัตยกรรมแห่งการพึ่งพิง (Mutualism) ท้ายที่สุด หลักการที่เป็น ‘แกนกลาง’ ของทุกโปรเจกต์คือการสร้างสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ว่าจะเป็นการนําวัสดุที่ถูกมองข้าม (เช่น ลูกปูน, ไม้เก่า, หรือเศษ กระจูด) มาชุบชีวิตใหม่ หรือการออกแบบโครงสร้างที่ทําหน้าที่ค้ำจุนธรรมชาติไปพร้อมกับตัวอาคาร งานออกแบบของ 11.29 จึงไม่ใช่แค่การสร้างรูปทรงที่โดดเด่น แต่คือการสร้าง ‘ระบบนิเวศ ทางความคิด’ ที่ทุกองค์ประกอบถักทอและค้ำจุนซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์

Furnish Studio | Photo: Beer Singnoi

โปรเจกต์ไหนที่คุณภูมิใจมากที่สุด เพราะอะไร

จริงๆ แล้วเรามีความภาคภูมิใจในทุกโปรเจกต์ครับ เพราะกว่าจะได้ผลลัพธ์สุดท้ายมา ทุกงานต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองที่เข้มข้นมาก ตั้งแต่การทําความเข้าใจพื้นที่ การมองหาช่องว่างระหว่างความต้องการของผู้ใช้งาน (function) ความต้องการของบริบท (site) และสิ่งที่เราปรารถนาจะผลักดันในเชิงภาษาสถาปัตยกรรม (architectural language) ของเราเอง ทุกโปรเจกต์คือสนามทดลองที่ให้บทเรียนและข้อสรุปใหม่ๆ กับเราเสมอ

Furnish Studio | Photo: Beer Singnoi

แต่หากต้องเลือกโปรเจกต์ที่อยู่ในความทรงจําและมีความสําคัญกับเรามากที่สุดเราขอยกให้ ‘Furnish Studio’ ครับ แม้ในวันนี้เราอาจจะไม่ได้มองว่ามันเป็นงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่สิ่งนี้คือ ‘หมุดหมายแรก’ ที่พิสูจน์ความเชื่อและแนวทางที่เราพยายามตกผลึกมาตลอด Furnish Studio คือก้าวแรกที่เรากล้าจะทดลองตามสัญชาตญาณและระบบคิดที่เราเชื่อมั่น เป็นงานที่ทําให้เราได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและข้อจํากัดจริงในหน้างานเพื่อนํามาพัฒนาให้กระบวนการคิดของ 11.29 แข็งแกร่งขึ้น หากไม่มีจุดเริ่มต้นที่งานชิ้นนี้ เราคงไม่มีแรงผลักดันและความชัดเจนในการสื่อสารภาษาสถาปัตยกรรมมาจนถึงทุกวันนี้

  • Furnish Studio | Photo: Beer Singnoi

คุณชอบขั้นตอนไหนระหว่างทำงานมากที่สุด

ขั้นตอนที่ผมชอบที่สุดไม่ใช่ตอนที่งานเสร็จสมบูรณ์ แต่คือ ‘กระบวนการถกเถียงและแลกเปลี่ยน’ (critical discussion) ภายในทีมครับ อย่างที่ผมบอกว่า 11.29 เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนที่แยกย้ายกันไปเติบโตแล้วกลับมาพบกัน การรวมตัวในแต่ละครั้งจึงไม่ใช่แค่การประชุมงานทั่วไป แต่มันคือการนําประสบการณ์และมุมมองที่แต่ละคนแบกมา ‘ชนกัน’ ตรงกลาง ผมเรียกกระบวนการนี้ว่ามันคือ ‘สงครามทางความคิด’ ที่ไม่มีการประนีประนอม ทุกคนจะงัดเอาเหตุผล มุมมอง และความเชื่อของตัวเองออกมาสู้กันอย่างเข้มข้น เราเถียงกันด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ ‘อยากให้งานออกมาดีที่สุดเท่าที่เวลาและโอกาสนั้นจะอํานวย’ เราแทบไม่มีคําว่า ‘ยอมๆ กัน ไป’ แต่มันคือการพิสูจน์ด้วยเหตุผลว่าทําไมองค์ประกอบนี้ถึงควรอยู่หรือทําไมแนวคิดนี้ถึงยังไม่ทํา ความเข้มข้นในขั้นตอนนี้เองที่ผมหลงใหลที่สุด เพราะมันคือการ ‘เคี่ยว’ ไอเดียที่กระจัดกระจายให้ตกผลึก จนเหลือเพียงข้อสรุปที่คมคายและหนักแน่นพอที่จะเป็นตัวแทนของ 11.29 สําหรับผม กระบวนการปะทะกันอย่างตรงไปตรงมานี้เองที่ทําให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้

Vessel | Image courtesy of 11.29

ถ้าคุณสามารถเชิญ ‘ครีเอทีฟ’ สักคนไปดื่มกาแฟด้วยกันได้ คุณจะเลือกใครและทำไม

ถ้าต้องเลือกใครสักคนมานั่งดื่มกาแฟในพื้นที่ที่เราออกแบบ ผมอยากเชิญนักเขียนและผู้สร้างอย่าง ฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) จาก Studio Ghibli ครับ เหตุผลไม่ใช่เพราะเรื่องของสถาปัตยกรรมโดยตรง แต่เป็นเพราะผมประทับใจในวิธีการที่เขา ‘มองโลก’ มิยาซากิให้ค่ากับสิ่งละอันพันละน้อยรอบตัวตั้งแต่ทิศทางของลม การเคลื่อนไหวของใบไม้ ไปจนถึงความอบอุ่นของแสงที่ลอดผ่านหน้าต่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจที่ 11.29 พยายามถักทอลงไปในงานของเราเสมอ

Vessel | Image courtesy of 11.29

ผมอยากให้งานสถาปัตยกรรมที่เรา ‘เคี่ยวกรํา’ ทางความคิดมาอย่างหนักหน่วงทําหน้าที่เป็นผู้ปกป้องความวุ่นวายจากโลกภายนอก เพื่อให้คนอย่างเขาได้นั่งลงอย่างผ่อนคลายและพูดคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ เรื่องธรรมชาติ หรือเรื่องกาลเวลาที่ผ่านไป ผมอยากเห็นพื้นที่ที่ออกแบบมาด้วยความเข้มข้นถูกใช้งานด้วยความสุนทรีย์ที่เรียบง่ายที่สุด เพราะนั่นคือการพิสูจน์ว่าสถาปัตยกรรมได้ทําหน้าที่เป็น ‘ภาชนะรองรับชีวิต’อย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ

facebook.com/11.29.studio