LEE BUL: FROM 1998 TO NOW

นิทรรศการเดี่ยวจาก Lee Bul ที่ตั้งคำถามถึงค่านิยมร่วมสมัย ความก้าวหน้า และไซบอร์ก

TEXT: NATHATAI TANGCHADAKORN
PHOTO: NATHATAI TANGCHADAKORN EXCEPT AS NOTED

(For English, press here)

คุณคิดว่าจะทำงานศิลปะไปได้อีกนานเท่าไหร่? ในไทยเราก็มีศิลปินชั้นครูหลายคนที่ยืนระยะมาอย่างยาวนานจนชื่อเสียงเป็นที่คุ้นเคยทั่วไป สำหรับวันนี้ art4d จะพาไปชมนิทรรศการเดี่ยวของศิลปินหญิงชาวเกาหลีที่ทำงานศิลปะมากว่า 40 ปี อย่าง Lee Bul ที่ปีนี้จะมีอายุครบ 62 ปี อย่างไรก็ตาม อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับแนวคิดและผลงานที่ออกมาสู่สายตาผู้ชม ซึ่งนิทรรศการ Lee Bul: From 1998 to Now นั้นก็ไม่ใช่การรวบรวมผลงานทั้งชีวิตของเธอมาจัดแสดง หากแต่เป็นผลงานช่วงหลังปี 1998 ที่แนวคิดการรังสรรค์งานของเธอมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

Lee Bul: From 1998 to Now เป็นนิทรรศการที่เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมที่ M+ ระหว่างเทศกาล Art March Hong Kong 2026 โดยเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่าง M+ และ Leeum Museum of Art ในเกาหลีใต้ และจะจัดแสดงจนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2026 ธีมหลักของนิทรรศการก็อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น งานนี้เป็นการจัดแสดงผลงานในยุคหลังของ Lee ที่ขยายความสนใจจากประวัติศาสตร์การเมืองและประเด็นทางสังคมในเกาหลี สู่การเชื่อมโยงเข้ากับบริบทในภูมิภาครอบๆ ตลอดจนระดับโลกในช่วงปลายยุค 90 ซึ่งครอบคลุมทั้งเทคนิคประติมากรรมและงานสองมิติ

Via Negativa (2022)

  • Thaw (Takaki Masao) (2007)

ใน 3 ส่วนของนิทรรศการล้วนตั้งคำถามต่อนิยามและค่านิยมของยุคสมัย ตั้งแต่ส่วนแรกอย่าง Landscape of Utopian Dreams: Mon grand récit and Perdu ที่แสดงงานหลังปี 2005 – ปัจจุบัน และส่วนที่สอง The Body and Technology: Cyborgs and Anagrams ที่ย้อนกลับไปตั้งต้นในปี 1998 รวมถึง Inside the Artist’s Mind ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รวบรวมสเก็ตช์และโมเดลก่อน Lee จะสร้างงานจริงมาให้เราชมอย่างจุใจ

Souterrain (2012, 2016)

Souterrain (2012, 2016)

หลังลอดผ่านม่านมุ้งบางๆ และประตูที่มีฐานะเป็นหนึ่งในงานศิลป์อย่าง Souterrain (2012, 2016) ซึ่งแปลตรงตัวว่าใต้ดิน เราจะได้เห็นผลงานที่ก้ำกึ่งระหว่างงานศิลปะและโมเดลสถาปัตยกรรมโปรยอยู่เต็มพื้นที่เปิดโล่ง ไฮไลต์อย่าง Mon grand récit: Weep into stones… (2005) จากซีรีส์ Mon grand récit (2005 – ongoing) นั้น เป็นผลงานแรกๆ หลังจาก Lee ย้ายจุดโฟกัสจากร่างกายมนุษย์มาที่งานสถาปัตยกรรม มันกำลังเสียดสี ‘ความก้าวหน้า’ ของศตวรรษที่ 20 และสะท้อนภาพของความพยายามพัฒนาเพื่อไขว่คว้าอุดมคติที่ล้มเหลวของมนุษย์ ด้วยประติมากรรมที่ก่อร่างขึ้นจากไฮเวย์ คลื่นน้ำที่กวาดเศษซากสิ่งปลูกสร้างมารวมตัวกันเป็นหอคอยขนาดย่อม และโมเดลเซคชันกลับหัวที่คล้ายคลึงมัสยิดใหญ่ Hagia Sophia ในอิสตันบูล

  • Mon grand récit: Weep into stones… (2005)

Hagia Sophia เคยมีฐานะเป็นถึงอาสนวิหารประจำกรุงคอนสแตนติโนเปิลของนิกายอีสเทิร์นออร์โธดอกซ์ หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นโบสถ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อครั้งจักรวรรดิโรมันตะวันออกครอบครองพื้นที่บริเวณนี้ ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิดในยุคจักรวรรดิออตโตมัน จนกระทั่งปี 1935 ก็ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ และกลับมาเป็นมัสยิดในปี 2020 ในงานนี้ Lee จึงหยิบเงาร่างของ Hagia Sophia มาเป็นสัญลักษณ์สำหรับสื่อสารถึงผู้ชมว่า แม้แต่สถาปัตยกรรมหรือแลนด์มาร์กใดๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกฎเกณฑ์และการให้คุณค่าที่แตกต่างของสังคมแต่ละยุคสมัย ไม่มีสิ่งใดที่จีรังยั่งยืน

Untitled (Willing To Be Vulnerable – Velvet | Photo courtesy of Lee Bul

  • Aubade (2007)

บนผนังไม่ไกลกันนั้นยังมีผลงานกึ่ง 2 มิติอย่าง Untitled (Willing To Be Vulnerable – Velvet) และซีรีส์ Perdu (2016 – ongoing) ซึ่งเป็นการทดลองการใช้วัสดุ อาทิ กำมะหยี่ เส้นไหม เปลือกหอยมุกบนงานเพ้นท์ จากความสนใจต่อองค์ประกอบภายในของสิ่งมีชีวิตที่ออกสู่ภายนอกร่างกายด้วยรูปแบบต่างๆ หรือ Aubade (2007) และ Aubade V (2019) งานประติมากรรมซึ่งปรากฏกายพร้อมโครงสร้างโลหะที่ชวนให้เรานึกถึงหอรับส่งสัญญาณขนาดใหญ่ที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยเส้นสายระโยงระยางเหมือนเศษซากที่ถูกละทิ้งจากมนุษย์และเทคโนโลยี พร้อมกับการประดับประดาด้วยข้อความจากหนังสือและบทความต่างๆ ที่เอ่ยถึง ‘ยูโทเปีย’

After Bruno Taut (Beware the sweetness of things) (2007)

แต่งานที่ดึงดูดสายตาที่สุดสำหรับผู้เขียนคือ After Bruno Taut (Beware the sweetness of things) (2007) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Bruno Taut สถาปนิกชาวเยอรมันเจ้าของแนวคิด ‘Alpine Architecture’ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 (และก่อนจักรวรรดิเยอรมันจะล่มสลาย) โดยเป็นแนวคิดของการสร้างเมืองแก้วและกระจกแสนวิจิตรงดงามขึ้นบนเทือกเขาแอลป์ ด้วยความตั้งใจที่จะเสนอหนทางอื่นในการใช้พลังของมวลมนุษย์ นอกเหนือจากการใช้เพื่อสงครามและความขัดแย้ง Lee ได้สร้างภูเขาลอยฟ้าที่ให้ความรู้สึกเย็นเยียบขึ้นจากวัสดุสะท้อนแสงและโครงสร้างโปร่งเบาเพื่อแสดงความเคารพต่อแนวคิด ขณะเดียวกันก็มอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้เราด้วยรูปลักษณ์ที่นิยามไม่ได้ว่าเก่าหรือใหม่

โซนที่สองของนิทรรศการ The Body and Technology: Cyborgs and Anagrams พาเราย้อนกลับมาที่ร่างกายและบทบาทของมนุษย์ ผลงานที่ต้อนรับเราจึงมีรูปร่างอย่างมนุษย์ ส่วนหนึ่งของซีรีส์ Cyborg (1998 – 2006) อย่าง Cyborg W6 (2001) และ Cyborg W8 (2004) ลอยอยู่เหนือพื้นตามแนวทางการจัดแสดงปกติของซีรีส์นี้ โดยศิลปินเคยมีโปรเจกต์ก่อนหน้าที่ใช้ชื่อว่า Cyborg Red and Cyborg Blue (1997 – 1998) ซึ่งวางตั้งกับพื้นและมีสีที่ฉูดฉาด ต่างกับ Cyborg W1 – W10 ที่เป็นสีขาวล้วน

Cyborg (1998 – 2006)

สาเหตุที่เลือกใช้สีขาวกับ Cyborg นั้น Lee เคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ตอนที่จัดแสดงนิทรรศการ Lee Bul: Supernova in Karaoke Land ไว้ว่า “สีขาว ซึ่งเป็นสีที่เป็นกลางและอยู่เหนือกาลเวลา ถูกใช้เพื่อเชื่อมโยง (งานชุดนี้) เข้ากับประติมากรรมคลาสสิก ขณะเดียวกันฉันได้สร้างรูปลักษณ์ที่ขัดแย้งกับมันอย่างน่าฉงน อีกเหตุผลคือเพื่อปลุกภาพลักษณ์ตามขนบของวีรบุรุษในตำนาน ด้วยสีขาวที่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับคุณธรรม”

Cyborg W6 (2001)

สำหรับสายตาเราในยุคปัจจุบัน หัวข้อเรื่องพันธุวิศวกรรม วิศวกรรมชีวภาพ หรือปัญญาประดิษฐ์อาจเป็นเรื่องธรรมดา ตลอดจนเทคนิค CGI ในภาพยนตร์ก็ทำให้เราเคยชินกับเรื่องเหล่านี้ไม่ต่างจากบทสนทนาในชีวิตประจำวันอื่นๆ แต่เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน แม้จะพอพบเห็นอนิเมชันและภาพยนตร์ฮอลลีวูดแนวไซไฟเจ๋งๆ อยู่บ้าง ทว่าผลงานของ Lee ก็ยังถือว่าล้ำหน้าอย่างโดดเด่นในวงการศิลปะร่วมสมัย นอกจากนี้ Cyborg ที่ควรจะเป็นตัวตนเหนือจินตนาการที่ไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของร่างกายมนุษย์ กลับเห็นได้ชัดว่ามีเพศเป็นหญิง ทั้งยังมีส่วนที่พยายามเข้าใกล้ความงามในอุดมคติ ‘แบบคลาสสิก’ ไม่ว่าด้วยสีขาว ร่างที่ไร้แขนขา หรือท่วงท่าที่ล้อเลียนมา ชวนให้เราตั้งคำถามถึงความงามและสถานะ ‘สิ่งของ’ (object) ของมัน ซึ่งในแง่หนึ่งก็อาจเป็นการตั้งใจเสียดสีจาก Lee เองด้วยซ้ำ

Monster: Black (1998, 2011)

Plexus (1997 – 1998)

Lee Bul ให้ความสนใจต่อประเด็นทางสังคมไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ที่แน่ๆ คือเธอมีสื่อกลางที่จะสร้างความตราตรึงใจแก่ผู้คนให้ใช้ได้มากมายหลายแบบ ครั้งหนึ่งเธอเคยสวมชุดสัตว์ประหลาดสีแดงเดินทางจากโซลไปโตเกียวเป็นระยะเวลา 12 วัน ใน Sorry of suffering-You think I’m a puppy on a picnic? (1989) โดยหลังปี 1994 เธอก็ค่อยๆ ผันจากการทำ ‘ประติมากรรมนุ่มนิ่ม’ ที่อาศัยร่างกายและความเคลื่อนไหวมาทำประติมากรรมลอยตัวแทน ทว่ายังคงความท้าทายต่อค่านิยมบางอย่างไว้ ดังที่ปรากฏในงาน Monster: Black (1998, 2011) ซึ่งเต็มไปด้วยรยางค์หน้าตาประหลาดที่ก้าวข้ามค่านิยมด้านความงามทุกข้อไปแล้ว หรือ Plexus (1997 – 1998) ช่วงลำตัวของผู้หญิงที่ถูกแบะและประดับประดาด้วยลูกปัดหลากสีสันราวกับดอกไม้กำลังบานออกบนร่างกายที่จัดแสดงอย่างเฉิดฉินในนิทรรศการ

  • Inside the Artist’s Mind

แม้บทความของนิทรรศการนี้จะจบลง ผู้เขียนก็จำต้องยอมรับว่าตัวเองได้ข้ามรายละเอียดไปมากมายหลายอย่าง ทั้งจำนวนงานที่ไม่ครบดี พื้นเพของตัว Lee Bul เองที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของงานอย่างปฏิเสธไม่ได้ การเลือกใช้วัสดุและเทคนิคการสร้างสรรค์ รวมถึงบริบทของสถานที่จัดแสดงอย่าง M+ แต่ด้วยพลังงานของแต่ละชิ้นทำให้เราเลือกนำเสนอเรื่องราวด้วยความเข้มข้นมากกว่า โดยเชื่อว่าผู้อ่านที่ได้รับรู้จะเกิดความสงสัยเช่นเดียวกับผู้เขียน ซึ่งเดินชมถ้วนทั่วโซน Inside the Artist’s Mind แล้วก็ยังมีข้อสงสัยมากมายจนต้องไปค้นคว้าต่อเอง การที่เลือกเกริ่นบทความนี้ด้วยอายุของศิลปินก็ไม่มีสาเหตุอื่นใดนอกจากแสดงความประทับใจล้วนๆ

ย้ำอีกสักครั้ง Lee Bul: From 1998 to Now จัดแสดงอยู่ที่ M+ ในฮ่องกง ด้วยความร่วมมือระหว่าง M+ และ Leeum Museum of Art ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 9 สิงหาคม 2026 แนะนำว่าทุกคนควรไปดูด้วยตาเนื้อ ฟังคำบรรยายจากเจ้าหน้าที่ แล้วกลับมาอ่านรายละเอียดของงานแต่ละชิ้นให้เต็มที่

Lee Bul | Photo courtesy of Lee Bul

westk.hk/en/home
mplus.org.hk/en/exhibitions/lee-bul-from-1998-to-now
facebook.com/westk.hk