VESPAPALA

จากสัญลักษณ์แห่งการเดินทาง สู่สื่อกลางของบทสนทนาทางศิลปะ VESPAPALA พาตีความ Vespa ใหม่ผ่านผลงานของศิลปิน 7 คน ณ FLO COFFEE BREWERS และ HAAN STUDIO ย่านสันป่าข่อย จังหวัดเชียงใหม่

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO: AUTTAWIT KANTAKORN

(For English, press  here)

เวสป้าอยู่ตรงไหน เมื่อไหร่ในความทรงจำของคุณ?

เวสป้าของเราเกิดขึ้นตอนดูภาพยนตร์เรื่อง ‘โรมรำลึก’ (1953) ภาพของออเดรย์ เฮปเบิร์น ในบทเจ้าหญิงแอน ที่กระโดดควบ Vespa 125 ซิ่งป่วนเมืองแบบงงๆ โดยมีเกรกอรี เพ็ก ในบทโจ แบรดลีย์ ซ้อนท้ายผ่านตรอกซอกซอยในกรุงโรม ทั้งเบียดโต๊ะคาเฟ่ข้างทางและชนแผงขายของจนวุ่นวาย ความทรงจำในเวลานั้นทำให้ฉากคลาสสิกที่แสนน่ารักนี้กลายเป็นภาพจำอมตะข้ามกาลเวลา

Source: Wikimedia Commons

เพราะนี่คือหมุดหมายที่ตอกย้ำให้คนทั้งโลกจดจำเวสป้าในฐานะ ‘สัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ’ ซึ่งการหลุดออกจากกรอบเดิมๆ และการออกไปใช้ชีวิตด้วยสายตาของตัวเอง จิตวิญญาณแห่งการออกเดินทางนี้เองที่กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของแคมเปญ ‘เวสป้าปะล่ะ’ โดย Vespa Thailand ที่อยากชวนผู้คนในยุคนี้ก้าวออกจากเส้นทางคุ้นเคย แล้วออกไปสร้างความทรงจำบทใหม่ผ่านพื้นที่ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว

หลังจากแคมเปญนี้ได้ออกเดินทางไปสร้างความคึกคักตามจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในคราวนี้ เวสป้าได้นำพาสีม่วงไลแลคอันเป็นสีอัตลักษณ์ของแคมเปญนี้มาสร้างสีสันในย่านสันป่าข่อย ภายในเมืองเชียงใหม่ตลอด 1 เดือนเต็ม ด้วยความเชื่อที่ว่า ร้านค้าท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ ร้านไอศกรีม ร้านอาหารพื้นเมือง หรือสตรีทฟู้ด นั้นไม่เคยเป็นแค่ที่ทางสำหรับแวะพักชั่วคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ขับเคลื่อนเมือง ทำให้ผู้คนได้ออกตามรอยและสัมผัสเสน่ห์ของเชียงใหม่ในมุมมองที่แตกต่างออกไป

จากเส้นทางท่องเที่ยวรอบเมือง หมุดหมายที่โดดเด่นและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่สุดคงหนีไม่พ้น พื้นที่หลักของ FLO COFFEE BREWERS และ HAAN STUDIO ที่ซึ่งทำให้เวสป้าเปลี่ยนกลายเป็นผืนผ้าใบทางความคิด ถ่ายทอดผ่านมุมมองของ 7 ศิลปินท้องถิ่น ซึ่ง art4d ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับศิลปิน 2 ท่าน คือ กบ—พิชัย บุญคุ้มอยู่ (KOBBY) และตี่—ฆฤพร สาตราภัย ถึงที่มาที่ไป ความทรงจำ และเวสป้าในใจของพวกเขา

กบ—พิชัย บุญคุ้มอยู่ (KOBBY)

“เวสป้ากับผมรู้จักกันตั้งแต่วันที่ผมเกิด เพราะเป็นพาหนะแรกที่คุณพ่อขับไปรับผมกับคุณแม่หลังคลอด และเป็นพาหนะที่อยู่กับครอบครัวเรามาเป็นเวลานาน ถึงตอนนี้ก็ร่วม 60 ปีแล้ว”

พิชัยเล่าถึงความทรงจำของเขาที่มีต่อเวสป้า และเสริมว่าจนถึงตอนนี้ครอบครัวก็ยังใช้เวสป้าเป็นพาหนะหลักอยู่ตลอด และเวสป้ายังเป็นพาหนะที่มีเสน่ห์เหนือกาลเวลา มีคุณค่าทางการออกแบบเหมือนผลงานศิลปะที่ร่วมสมัยอยู่เสมอ

ด้วยฐานคิดดังกล่าว ผลงานของเขา ‘Organic Camouflage’ อันเป็นโปรเจกต์ที่ได้รับความร่วมมือจาก FLO COFFEE BREWERS จึงเกิดขึ้นจากการทดลองหยิบยืม ‘ลายพราง’ ในทางการทหาร แต่เลือกพูดถึงการผนวกรวมกันของป่า ชุมชนเมือง และเวสป้า จึงทำให้ลายพรางที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้เป็นการรวมองค์ประกอบเพื่อกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของจังหวัดเชียงใหม่ แทนที่จะหลบลี้หนีหายไปจากสายตาหรือสังคม

หากลองสังเกตที่ผลงานหลากสีสันนี้ เราจะมองเห็นการปะติดที่ได้รับอิทธิพลจากงานสไตล์โบโระ (Boro) ของญี่ปุ่นหรือการนำวัสดุหลากหลายแหล่งมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็น กระสอบกาแฟ ลายตะกร้าหวาย ลายผ้าลูกไม้ มาพ่นสีเพื่อสร้าง Texture ใหม่ๆ หรือทำเป็นลายฉลุเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับคนในท้องถิ่น โดยยังมีส่วนขยายเป็นงานกราฟิตีบนผืนผ้าใบขนาด 4×4 เมตร เพื่อสื่อถึงลายพรางหรือศิลปะที่แทรกซึมอยู่ในเมือง

พิชัยเล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่าดีใจที่เวสป้าเปิดโอกาสให้ศิลปินหลากหลายมาร่วมทำงาน และเขาอยากให้ทั้งคนที่รักศิลปะและคนที่สนใจเวสป้าได้มาสัมผัสบรรยากาศและรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชุมชนอย่างกลมกลืน

“เสน่ห์ของเมืองกับเสน่ห์ของเวสป้า เมื่อรวมกับความงามของผลงานศิลปะ ก็ทำให้เมืองเชียงใหม่เกิดความเคลื่อนไหวตลอดเวลา กลายเป็นความพิเศษที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนในวันนี้”

และหากผลงานของพิชัยคือการสำรวจการหลอมรวมวัตถุให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองและปัจจุบันขณะ ผลงานของฆฤพร ศิลปินและผู้ก่อตั้ง Graph Coffee Co. กลับพาเราย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงชะตากรรมของวัตถุ ผ่านการสืบค้นร่องรอย ความทรงจำ และความสัมพันธ์อันสับหลีกซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับเวสป้า

ตี่—ฆฤพร สาตราภัย

ความผูกพันของฆฤพรต่อเวสป้าเริ่มต้นขึ้นในวัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วย Vespa Smallframe ยานพาหนะสองล้อคันแรกในชีวิตที่ก้าวข้ามจากจักรยาน ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านของชีวิตทำให้ Smallframe คู่ใจของเขาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเติบโตที่แม้ในปัจจุบันจะถูกเปลี่ยนมือไปแล้ว ทว่าเสน่ห์ในเชิงการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าที่เหนือกาลเวลายังคงประทับอยู่ในความทรงจำของเขาในฐานะ ‘ประติมากรรมทางความคิด’ ที่ร่วมสมัยอยู่เสมอ

ในนิทรรศการครั้งนี้ ฆฤพรนำเสนอผลงานประติมากรรมในชื่อ ‘สิ่งที่ยังหลงเหลือ’ ที่ HAAN STUDIO ซึ่งหยิบยกสภาวะการปะทะกันระหว่างความปรารถนา ความทรงจำ และการล่มสลายของวัตถุมาคลี่คลาย เขาเริ่มต้นจากการเชื่อมโยงปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านข่าวสารสองเหตุการณ์ คือ ข่าวชายหนุ่มขับรถประชดครอบครัวลงสระน้ำจนตัวรถจมหายไปครึ่งคัน สื่อถึงความขัดแย้งเชิงอารมณ์ที่จมซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ สลับกับข่าวการมอบรถยนต์ของครอบครัวที่ใช้มาเป็นเวลานานโดยอังคณา นีละไพจิต ให้แก่มูลนิธิกระจกเงา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อในสังคม ทำให้เห็นถึงบริบทและหน้าที่ของวัตถุชิ้นเดิมที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ปรากฏการณ์ทั้งสองถูกนำมาสังเคราะห์เข้ากับความทรงจำส่วนตัวที่มีต่อเวสป้า ฆฤพรเลือกที่จะปฏิเสธการนำเสนอรถคลาสสิกในฐานะยวดยานที่จัดวางไว้เฉยๆ ที่เป็นความปกติของรูปแบบ ผ่านการ ‘หั่นตัดทอน’ โครงสร้างของเวสป้าออกเป็นครึ่งหนึ่งเพื่อแสดงถึงความผิดปกติบางอย่างที่มีผลต่อความทรงจำของผู้คน

“ถ้าเอารถคลาสสิกมาตั้งเฉยๆ มันคงไม่มีความหมาย แต่การหั่นครึ่งช่วยเล่าว่า อีกครึ่งที่หายไปมันยังคงอยู่กับคนที่เคยใช้งาน ส่วนครึ่งที่เห็นคือความสมบูรณ์แบบในความฝัน เราต้องการถ่ายทอดความทรงจำและความรู้สึกกล้ำๆ กึ่งๆ นั้นออกมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน”

นอกจากนี้ ผลงานยังเพิ่มมิติการรับรู้ผ่านผัสสะ ด้วยการติดตั้งระบบเซนเซอร์ที่ส่งสัญญาณไฟและเสียงเครื่องยนต์ทำงานขึ้นเมื่อผู้เข้าชมเดินเข้าใกล้ เพื่อชุบชีวิตให้ประติมากรรมครึ่งท่อนชิ้นนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ฆฤพรทิ้งท้ายถึงเป้าหมายของการสื่อสารในงานชิ้นนี้ว่าเวสป้าเป็นเพียงวัตถุตัวแทนที่เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนได้ย้อนกลับมาทบทวนและตั้งคำถามกับตนเอง

“งานชิ้นนี้อยากให้ผู้ชมตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่า ว่าแม้รถจะเป็นเพียง object ชิ้นหนึ่ง แต่ละคนย่อมมีสิ่งที่มีคุณค่าในใจแตกต่างกัน งานชิ้นนี้จึงอยากให้คนดูได้กลับมาทบทวนว่า อะไรคือสิ่งที่ยังหลงเหลือและมีคุณค่าอยู่ในความทรงจำของตัวเขาเอง”

  • ‘ตื่นขึ้น ตั้งอยู่ หลับใน (กูรู้จักกู น้อยเกินไป)’ ภาพยนตร์สั้นโดย สันติ แต้พานิช

นอกจากผลงานทั้งสองชิ้นแล้ว ภายใน FLO COFFEE BREWERS ที่ตั้งอยู่ในอาคารลิ้มศักดากุล ยังปรากฏผลงานอยู่ทั่วพื้นที่ของ HAAN STUDIO เราจะมองเห็นผลงานหลากหลายรูปแบบในพื้นที่เพดานสูง แผ่นพื้นกว้าง ที่เอื้อให้งานทัศนศิลป์แต่ละชิ้นได้ทำงานกับมิติสเปซอย่างเต็มที่ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เดินสำรวจร่องรอยการตีความเวสป้าผ่านภาษาศิลปะของอีก 5 ศิลปินท้องถิ่นที่จัดวางกระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลงานภาพยนตร์สั้นของสันติ แต้พานิช, ผลงานประติมากรรมของสุรเชษฐ์ สุกุมลนันทน์ เจ้าของ HAAN STUDIO, ผลงานสื่อผสมของภราดล พรอำนวย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องยนต์ของเวสป้า, ประติมากรรมไรเดอร์โดยอาทิตย์ มิ่งเชื้อ และผลงานจัดวางจากโทโมมิ ซาโตะ บรรณาธิการชาวญี่ปุ่น

สุดท้ายนี้นอกจากผลงานที่แสดงถึงความทรงจำที่สำคัญจากเวสป้า เราจะมองเห็นว่าแคมเปญ ‘เวสป้าปะล่ะ’ คือการตอกย้ำถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Vespa ที่ผูกพันกับผู้คนมานานหลายทศวรรษ ทั้งการเป็นสัญลักษณ์แห่งการออกไปใช้ชีวิต และการกล้าก้าวข้ามเส้นทางเดิมๆ ทำให้ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดบทสนทนาครั้งใหม่ระหว่างแบรนด์ วัฒนธรรมท้องถิ่น และศิลปะร่วมสมัย สะท้อนว่าเวสป้ายังคงเป็นวัตถุวัฒนธรรมที่พร้อมปรับเปลี่ยนและสร้างความทรงจำชุดใหม่ร่วมกับผู้คนในทุกยุคสมัยอยู่เสมอ

เวสป้าปะล่ะ จัดแสดงที่ FLO COFFEE BREWERS และ HAAN STUDIO ย่านสันป่าข่อย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569

vespa.co.th
facebook.com/vespathailand