MOORING

‘Mooring’ นิทรรศการที่พาผู้ชมเดินทางผ่าน 4 จุดทอดสมอ เพื่อสำรวจสิ่งที่ยังหลงเหลือระหว่างความทรงจำ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสภาวะล่องลอย

TEXT: PROMPOHN CHASRI
PHOTO: KETSIREE WONGWAN

(For English, press here)

Mooring ชวนสำรวจจุดทอดสมอ ระหว่าง ‘ร่องรอย’ ความทรงจำ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ กับสภาวะ ‘ล่องลอย’ ของชีวิต ผ่านผลงาน 4 ศิลปินรุ่นใหม่ในโครงการ Open Ground

ลิฟต์ใหม่แปลกตาพาผู้เขียนขึ้นมายังชั้น 3 ของอาคาร ที่ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการ Mooring ร่องรอยอาคาร คราบฝุ่นบนผนัง และแสงที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างขุ่นมัวคือสิ่งแรกที่ทักทายก่อนจะเจอกับผลงานศิลปะชิ้นใด ความตื่นตานี้พาให้ผู้เขียนนึกย้อนถึงทุกครั้งที่เคยมาเยือน Bangkok Kunsthalle ซึ่งนิทรรศการก่อนหน้าล้วนใช้งานเพียงแค่บริเวณชั้น 1 และชั้น 2 เท่านั้น การขึ้นมาชั้น 3 ครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกราวกับว่าผู้เขียนเพิ่งเคยมาที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก (ก่อนจะตื่นตามากยิ่งขึ้นเมื่อพบว่ายังมีนิทรรศการอื่นๆ จัดแสดงในชั้น 4 และชั้น 5)

Mooring นิทรรศการแรกของ Open Ground โครงการสนับสนุนการสร้างสรรค์โดย Bangkok Kunsthalle มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันศักยภาพศิลปินและผู้ปฏิบัติการสร้างสรรค์ที่นำเสนอแนวคิดที่หนักแน่น และกล้าทดลอง พร้อมขยายขอบเขตการทำงานของตนเอง โดยรวบรวมผลงานของ 4 ศิลปินรุ่นใหม่ ได้แก่ อาริสา เผือกผ่อง, เคย์ จาง, ธนัช ธีระดากร และ วนิสสา บอช ภัณฑารักษ์โดย ฐพงค์ ศรีใส

นิทรรศการในครั้งนี้ว่าด้วยเรื่องราวอันร้อยเรียงมาจากประสบการณ์ส่วนตัว ความทรงจำ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ โดยหยิบยกการอุปมาถึงการทอดสมอ การยึดโยงชั่วคราว เป็นภาพแทนของความพยายามในการค้นหาจุดยึดของการถอดแปลความและการเปลี่ยนผ่านของเรื่องราวระหว่างผู้คน สถานที่ และเวลา สิ่งเหล่านี้ได้ประกอบสร้างผ่านการเล่า การรับฟัง และการตีความของแต่ละปัจเจกบุคคล หากมองโดยรวมนิทรรศการนี้เป็นการเดินทางของเรือลำหนึ่ง ผลงานทั้งสี่ชิ้นจึงอาจเปรียบได้กับจุดทอดสมอที่กระจายอยู่ตลอดเส้นทาง แต่ละจุดคือการหยุดพักชั่วคราวในการนั่งลงดู ฟัง และคิด ก่อนที่สมอเรือจะถูกถอนขึ้นมาอีกครั้งเพื่อให้เรือประสบการณ์ของเรานั้นล่องต่อไป

จุดทอดสมอแรกปรากฏขึ้นในห้องซึ่งถูกกั้นด้วยฉากที่ประกอบขึ้นจากไม้ไผ่และแผ่นกระดาษลังตัดแปะต่อกันเป็นผนังชั่วคราว ภายในเผยให้เห็นจอวิดีโอขนาดใหญ่ฉายผลงาน Untitled  โดย อาริสา เผือกผ่อง วิดีโอความยาว 49 นาที บันทึกบทสนทนาระหว่างศิลปินและพ่อของเธอกับการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งผูกติดกับความทรงจำในวัยเยาว์ของเขา เราจะอยู่ในตำแหน่งสายตาเดียวกับอาริสา โดยมองเห็นผู้เป็นพ่อเดินนำหน้ากล้อง ภาพเคลื่อนผ่านจากสถานที่หนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่งราวกับกำลังเดินตามรอยความทรงจำที่กระจัดกระจาย เผยให้เห็นภาษากายและท่าทางอันเคอะเขินยามเขาเข้าไปพูดคุยกับผู้คน แววตาที่ส่องสะท้อนอารมณ์ ตลอดจนร่องรอยของภูมิทัศน์ที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาจนแทบไม่เหลือเคียงเดิม แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังคงปะติดปะต่อเรื่องราวของตนผ่านผู้คนที่ได้พบเจอระหว่างการเดินทาง

ตลอดเวลา 49 นาที ผู้เขียนพลันนึกถึงบทหนึ่งในหนังสือ บันทึกว่าด้วยภาพถ่าย (La chambre claire แปลจากภาษาฝรั่งเศสโดย สายัณห์ แดงกลม) โดย โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) เมื่อเขาย้อนดูภาพถ่ายวัยเด็กของแม่ผู้ล่วงลับด้วยความเศร้าโศกและโหยหา หากแต่ในขณะเดียวกัน เขาได้ตั้งคำถามถึงการค้นหาตัวตนและสารัตถะที่ดำรงอยู่ก่อนจะมาเป็นแม่ของเขา สำหรับอาริสาเอง การออกเดินทางครั้งนี้ค่อยๆ กะเทาะบทบาทความเป็นพ่อออกไป คงเหลือไว้เพียงมนุษย์ผู้ทะยานอยากในอิสรภาพ หลีกหนีจากกรอบบังคับบางอย่างในชีวิต นอกจากนี้ตลอดการฉายวิดีโอ อย่างไรก็ตาม Untitled เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์บทใหม่ระหว่างอาริสาและผู้เป็นพ่อผ่านการทำความเข้าใจในฐานะมนุษย์ร่วมโลก และเมื่อตัวตนในอดีตได้รับการคลี่คลาย สมอแห่งความยึดติดเดิมค่อยๆ ถอนขึ้น ปล่อยให้ความทรงจำและความหมายเหล่านั้นหลุดลอยไปตามกระแสธารแห่งกาลเวลา

จุดทอดสมอถัดมานำพาผู้ชมข้ามฟากจากความทรงจำเชิงปัจเจกไปสู่วัฒนธรรมร่วม ในผลงาน Piāo 飘 / ลอยกระทง  โดย เคย์ จาง จัดวางเสื่อ เบาะรองนั่งและเก้าอี้ให้โอบล้อม บังคับทิศทางสายตาของผู้ชมให้พุ่งตรงไปยังจอวิดีโอด้านหน้า ประกอบกับหูฟังที่วางข้างเบาะรองนั่ง เชื้อเชิญบังคับให้เราต้องถอดรองเท้า ทรุดตัวลงนั่ง และเข้าสู่สภาวะสำรวมสมาธิ บรรยากาศรอบข้างถูกแต่งแต้มด้วยโคมแดงและเครื่องบูชาที่จุดธูปได้จริง ราวกับจำลองพิธีกรรมในศาลเจ้าจีนมาไว้ในห้องอาคารคอนกรีต

สภาวะของการอยู่ระหว่างปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด เมื่อเคย์เชื่อมโยงภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมดั้งเดิม เข้ากับเทคโนโลยีความทันสมัยในโลกปัจจุบัน ในขณะที่ผู้ชมกำลังจุดธูปภายในพื้นที่นิทรรศการ ภาพในวิดีโอก็กำลังปรากฏผู้คนที่เดินทางไปทำพิธีกรรมในศาลเจ้า จุดธูป โยนเหรียญเสี่ยงทาย หรือขอพรต่อพระโพธิสัตว์กวนอิม การซ้อนทับกันของพื้นที่และห้วงเวลานี้ สะท้อนว่าแม้โครงสร้างสังคมภายนอกจะรุดหน้าด้วยเทคโนโลยีไปไกลเพียงใด หากแต่ชุดความเชื่อและพิธีกรรมกลับไม่ได้ถูกทำลายลง มันกลับลื่นไหลและเคียงคู่กันอย่างแนบเนียน ความสนใจต่อสภาวะของการเปลี่ยนผ่านและการดำรงอยู่ระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนพื้นที่ วัฒนธรรม ความเชื่อ ขมวดเกลียวลงในความหมายของอักษรจีน Piāo 飘  ซึ่งหมายถึง การล่องลอย เป็นสภาวะที่ไม่สามารถหยั่งรากลึกอยู่ ณ พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอย่างแท้จริง

ความล่องลอยยังคงดำเนินต่อในผลงาน My temple is a monstrous body โดย วนิสสา บอช เธอตั้งคำถามเชิงนิเวศวิทยาและสำรวจปรากฏการณ์ธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ ผ่านวิดีโอ และประติมากรรมแก้วเป่าด้วยมือ เสียงบรรยายตลอด 12 นาทีแทนตนเองว่า ‘ฉัน’ พาผู้ชมเดินทางผ่านการฟังไปยังภูมิทัศน์อันไร้การปะติดปะต่อเป็นเส้นตรง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และโครงสร้างอุตสาหกรรม แม้ดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กลับถูกวางเคียงข้างกัน ในฐานะสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อรองรับและผูกสัมพันธ์กับสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเรียกสิ่งนั้นว่าวิญญาณ ธรรมชาติ หรือพลังงานก็ดี ประติมากรรมแก้วเป่าด้วยมือที่ห้อยจากเพดานเอง ก็ได้ทำหน้าที่แทนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ดำรงอยู่ระหว่างภูมิทัศน์ธรรมชาติกับสิ่งปลูกสร้างจำลองของมนุษย์ ความโปร่งแสงและเปราะบางของแก้วสะท้อนสภาวะอันสั่นคลอนของความพยายามยึดครองธรรมชาติ พร้อมแปรความหมายของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ให้มีสภาวะเป็นร่างมหึมาที่ลื่นไหลและไร้ขอบเขตตายตัว

ขณะที่ผลงานสามชิ้นก่อนหน้านำพาเราดิ่งลงลึกไปในความทรงจำ ตัวตน และสภาวะอันก้ำกึ่ง ผลงาน CAPITAL COMPLEX โดย ธนัช ธีระดากร กลับดึงเราให้ตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับโครงสร้างเชิงอำนาจ ธนัชสำรวจการเมืองของเสียง ผ่านงานจัดวางที่ประกอบไปด้วยงานคอลลาจเสียงความยาว 45-60 นาทีวนลูป ถ่ายทอดผ่านลำโพงโทรโข่ง เบื้องหน้าฉากผ้าใบพิมพ์ลายฉากพื้นหลังในละครลิเก พร้อมแถบไฟนีออน

ธนัชหยิบยกเสียงในชีวิตประจำวัน ท่วงทำนองหมอลำ ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และบรรยากาศจากสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ อันผูกติดกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาปะติดปะต่อกัน เสียงเหล่านี้ได้เผยพลวัตทางอำนาจแฝงตัวอย่างแนบเนียน เปลี่ยนสถานะจากการเป็นเสียงวิพากษ์สังคมไปสู่ความบันเทิง หรือถูกโครงสร้างอำนาจนั้นๆ ยึดครองจนกลายเป็นเครื่องมือกระจายอำนาจ ลำโพงโทรโข่งด้านบนกระจายความถี่ที่เคยถูกซ่อนเร้น ขณะที่ฉากพื้นหลังในละครลิเกและข้อความสโลแกนทางการเมืองอย่าง ‘ACT OBSERVE ORIENT DECIDE’ หรือ ‘TOGETHER WE CAN’ ส่องสะท้อนถึงการปะทะกันระหว่างเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมกับยุทธวิธีการช่วงชิงความคิดริเริ่มและควบคุมความทรงจำของผู้คน การเปิดพื้นที่ให้เสียงสะท้อนที่เคยถูกพร่าเลือน ลบล้าง หรือทำให้เงียบงัน ได้กลับมาหมุนเวียนและส่งเสียงอีกครั้ง ชวนให้ผู้ชมหยุดรับฟัง จดจำ และร่วมตั้งคำถามว่า ภายใต้เรื่องเล่าที่ถูกผลิตซ้ำและแปรสภาพอย่างไม่หยุดนิ่ง แท้จริงแล้วสิ่งใดยังคงหลงเหลืออยู่

ท้ายสุดแล้ว Mooring จึงทำหน้าที่เป็นมากกว่านิทรรศการที่รวบรวมความทรงจำ ประวัติศาสตร์ หรือโครงสร้างเชิงอำนาจ หากแต่เป็นสภาวะของการหยุดพักชั่วครู่เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้ตกผลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวตน พื้นที่ และกาลเวลา ผลงานทั้งสี่ชิ้นเปรียบเสมือนหมุดหมายที่ชวนให้เราหยุดทบทวนสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ก่อนที่สมอเรือแห่งประสบการณ์จะถูกถอนขึ้นอีกครั้ง เพื่อปล่อยให้ความหมายที่เราได้ค้นพบ ณ ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เดินทางต่อไปในโลกภายนอก

นิทรรศการ Mooring จัดแสดงที่ Bangkok Kunsthalle ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 27 กันยายน 2569

khaoyaiart.org
facebook.com/BangkokKunsthalle