MAE ON ART FOREST MUSEUM

Mae On Art Forest Museum บ้านสวนประติมากรรมในฐานะสถาปัตยกรรมที่ก่อตัวขึ้นจากความรัก และการสืบสานตัวตนของ พีระพงษ์ ดวงแก้ว

TEXT: PRAT TINRAT
PHOTO: KETSIREE WONGWAN EXCEPT AS NOTED

(For English, press here)

Featured Product

COLORBOND®

KENZAI

 

บ้านสวนประติมากรรม พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ พีระพงษ์ ดวงแก้ว คือสถาปัตยกรรมกลางป่าสักใกล้กับอ่างเก็บน้ำสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการ ‘จัดระเบียบชีวิต’ ครั้งสำคัญระหว่างพ่อผู้เป็นประติมากรชั้นครู—อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว กับลูกชายผู้เป็นสถาปนิกอย่างเอกภาพ ดวงแก้ว

จุดเริ่มต้นของอาคารหลังนี้ไม่ได้มาจากโจทย์การออกแบบที่ซับซ้อน แต่มาจากความปรารถนาของลูกชายที่อยากให้คุณพ่อในวัยเกษียณ ได้ใช้ชีวิตในพื้นที่ที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น เป็นการเตรียมพื้นที่ที่สอดรับกับจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาจิตวิญญาณศิลปินที่ยังคงมีไฟในการสร้างสรรค์อย่างเต็มเปี่ยม

พีระพงษ์ ดวงแก้ว — ประติมากรผู้แข่งกับเวลา

สำหรับอาจารย์พีระพงษ์ ประติมากรผู้ใช้ชีวิตอยู่กับการ ‘แกะสลัก สกัดออก’ เพื่อสร้างสรรค์มิติจากวัสดุสู่ชิ้นงานประติมากรรมนั้น คำว่า ‘เกษียณ’ เป็นเพียงหมุดหมายหนึ่งของช่วงวัยที่เดินทางมาถึงเท่านั้น เพราะหัวใจของอาจารย์ยังคงจดจ่ออยู่กับการสร้างสรรค์ผลงานทุกลมหายใจ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ศิลปินไม่ได้กลัวคิดงานไม่ออก แต่กลัวว่าเวลาที่เหลืออยู่จะไม่เพียงพอต่อการสร้างงาน”

อาจารย์ชอบทำงานประติมากรรมกลางแจ้ง ให้แสงแดดทำหน้าที่สาดส่องมิติของผลงานให้ชัดเจน งานของท่านคือการสร้างประติมากรรมเพื่อร้อยเรียงเรื่องราวระหว่าง ‘ผืนดิน’ กับ ‘แผ่นฟ้า’ สะท้อนสัจธรรมของการเจริญเติบโต การแตกหน่อ และการร่วงโรยตามวัฏจักรธรรมชาติ

เอกภาพ ดวงแก้ว — ภารกิจแห่งการโอบอุ้ม ‘จิตวิญญาณ’

ในมุมมองของเอกภาพ งานประติมากรรมทุกชิ้นจากพ่อของเขาคือจิตวิญญาณซึ่งเกิดขึ้นจากการอุทิศทุ่มเทกายใจมาตลอดชีวิต เขาตระหนักดีว่าชิ้นงานเหล่านี้คือมรดกที่จะยืนยาวไปกว่าชีวิตของผู้สร้าง และหน้าที่ของทายาทคือการดูแลรักษาคุณค่าและจิตวิญญาณเหล่านั้นไว้

การจัดการมรดกทางศิลปะที่มีปริมาณมหาศาลไม่ใช่เรื่องง่าย เอกภาพ ใช้ความเข้าใจที่สั่งสมมาทั้งชีวิตร่วมกับทักษะวิชาชีพสถาปนิก เข้ามาบริหารจัดการชิ้นงานที่เปรียบเสมือนตัวตนของพ่อ เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่เวลาผ่านไป คนรุ่นหลังจะยังคงมีโอกาสได้ชื่นชมจิตวิญญาณของพ่อที่ฝากไว้ในผลงานเหล่านี้

สตูดิโอในป่าสัก การออกแบบสถาปัตยกรรมของคนที่สถาปนิกรู้จักที่สุด

หลังเกษียณ อาจารย์พีระพงษ์ย้ายจากบ้านเดิมที่ถนนวัวลายเมืองเชียงใหม่ มาอาศัยอยู่บนที่ดินที่มีป่าสักโตเต็มวัยเพื่อใช้เวลาไปกับธรรมชาติแถวแม่ออน ท่านใช้ชีวิตเรียบง่าย สร้างสรรค์ผลงานใต้ร่มไม้ จนเมื่อท่านเริ่มมีความคิดที่จะขยับขยายพื้นที่ทำงานและเริ่มลงมือเทคานสร้างอาคารด้วยตัวเอง ลูกชายผู้เป็นสถาปนิกจึงต้องก้าวเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้ตอบโจทย์ทั้งการสร้างงานศิลปะและการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูงสุด

ด้วยความสัมพันธ์เฉพาะของ พ่อ-ลูก อาจไม่เอื้อให้กระบวนการนำเสนอการออกแบบเป็นไปได้ตามปกติเหมือนการทำงาน ให้ลูกค้าทั่วไปนัก เอกภาพจึงเสนองานออกแบบด้วยการปล่อยให้ความตั้งใจของคุณพ่อได้เริ่มขึ้นก่อนแล้วค่อยๆ แทรกแนวคิดในการออกแบบเข้าไปในช่วงที่คุณพ่อกำลังพยายามสร้างพื้นที่ใช้งานด้วยตัวเอง จนพ่อเริ่มรับฟัง เขาจึงนำคานคอดินที่คุณพ่อเริ่มไว้แล้วมาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการวางผังอาคารให้มีระบบระเบียบและใช้งานได้จริง เอกภาพออกแบบโดยถอดรหัสพฤติกรรมการใช้งานของคุณพ่อ ทั้งพื้นที่จัดแสดงงาน สตูดิโอ และส่วนพักอาศัยที่สะดวกสบายขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างพื้นที่ที่เอื้อให้ศิลปินที่เขารู้จักที่สุดได้สร้างงานในอุดมคติของตัวเอง

ผิวสัมผัสแห่งความทรงจำ

ความท้าทายที่สุดประการหนึ่ง คือการจัดการกับ ‘ซาก’ ของบ้านไม้เก่าถนนวัวลายที่ถูกรื้อถอนมาในสภาพที่ไม่ต่างจากกองขยะ ทรัพยากรเหล่านี้เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา มีทั้งปลวกกินและคราบฝ้ากระดำกระด่าง แต่ในมุมมองของสถาปนิก เขาไม่ได้มองสิ่งเหล่านี้เป็นขยะที่ต้องโละทิ้ง แต่คือโจทย์ของการทดลองเพื่อหาความเหมาะสมใหม่ในการเลือกใช่วัสดุ โดยมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ดั้งเดิมให้เกิดคุณค่าสูงสุด

เอกภาพเริ่มกระบวนการคัดแยกประเภทวัสดุเหลือทิ้งเหล่านั้น ของที่ดูเหมือนไร้ค่าถูกนำมาร้อยเรียงใหม่เป็น ‘skin’ หรือผิวผนังภายนอกอาคารที่สร้างแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ ทั้งเศษกระเบื้องหลังคาเก่า และไม้โครงสร้างพื้นเดิมที่เคยชำรุด ถูกนำมาตัดแต่งและกรุลงบนผนังอาคารใหม่ การทดลองครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่จำกัดให้คุ้มค่าที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษา ‘ละอองความทรงจำ’ ร่องรอยที่มากไปด้วยเรื่องราวของบ้านหลังเก่าให้ยังคงหายใจร่วมไปกับพื้นที่ทำงานใหม่ของคุณพ่อได้อย่างมีชั้นเชิง กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมร่วมสมัยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากวัสดุใหม่เสมอไป หากแต่สามารถเติบโตจากการทำความเข้าใจคุณค่าเดิมและเรียบเรียงมันขึ้นใหม่อย่างเคารพ

สถาปัตยกรรมที่รังสรรค์ตามวิถีศิลปิน

ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏต่อสายตาเมื่อมาถึงโครงการ คือกลุ่มงานประติมากรรมของอาจารย์พีระพงษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในสวนด้านหน้าทางเข้า โดยมีอาคารสองหลังตั้งอยู่ปลายตาเคียงคู่กัน ด้านขวาคือเรือนไม้เดิมบนที่ดินที่ใช้เป็นพื้นที่พำนัก ในขณะที่ด้านซ้ายคืออาคารพิพิธภัณฑ์หอศิลป์หลังใหม่ เส้นทางการเข้าถึงถูกกำหนดให้เดินตามแนวท่อนไม้ที่จัดวางไว้เป็นทางเดิน เพื่อนำพาผู้มาเยือนให้อ้อมไปทางด้านข้างทางซ้ายของที่ดิน ขนาบไปกับบ่อน้ำผ่านป่าสักและลานกิจกรรม ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร

สถาปัตยกรรมหลังนี้ถูกนำเสนอผ่านอาคารโถง ผังเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ที่เน้นการออกแบบโครงสร้างให้มีช่วงพาดกว้าง เพื่อสร้างพื้นที่จัดแสดงผลงานประติมากรรม ที่ด้านหน้าและด้านข้างอาคารฝั่งป่าสักออกแบบเป็นแนวระเบียงรูปตัว L พร้อมกับการลดระดับพื้นและชายคาลงมาเพื่อแบ่งระนาบการใช้งานระหว่างโถงจัดแสดงหลักและส่วนใช้งาน ให้มีความเป็นส่วนตัวและเหมาะสมกับสเกลความเป็นมนุษย์มากขึ้น ช่วยให้ศิลปินสามารถใช้ชีวิตและจดจ่ออยู่กับงานที่รักได้ยาวนานตลอดทั้งวัน

ท่ามกลางความโปร่งโล่งนั้น มีองค์ประกอบหนึ่งที่โดดเด่นภายในโถงจัดแสดง คือ ห้องรูปทรงกระบอกทั้งหมด 5 ห้อง อยู่ตามแนวโครงสร้างเสาหลัก พื้นที่ส่วนนี้เปรียบเสมือนแคปซูลกักเก็บชีวิตส่วนตัวของอาจารย์ รวบรวมฟังก์ชันตั้งแต่สตูดิโอ ห้องนอน ห้องเก็บอุปกรณ์ ห้องสมุดและที่เก็บสะสมเครื่องดนตรี กลายเป็นพื้นที่กักเก็บตัวตนและชีวิตส่วนตัวของศิลปินไว้ท่ามกลางบรรยากาศของงานศิลปะ โดยมีวัสดุ ‘ละอองความทรงจำ’ ของบ้านหลังเก่ากำลังห่อหุ้มแคปซูลเหล่านั้น

การจัดการพื้นที่ในลักษณะแคปซูลนี้ ยังถูกขยายความไปถึงวิถีการต้อนรับมิตรสหาย โดยเอกภาพจดจำภาพช่วงวัยเยาว์ที่คุณพ่อมักออกเดินทางแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจในช่วงปิดเทอม ขณะเดียวกันที่บ้านป่าสักแห่งนี้ก็มักมีศิลปินแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนและกางเต็นท์พักผ่อนอยู่เสมอ 1 ใน 5 แคปซูลจึงถูกยกระดับให้เป็นพื้นที่ residency สำหรับรองรับศิลปินพำนักโดยเฉพาะ นอกจากนี้ พื้นที่เหนือแคปซูลแต่ละห้องยังถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับกางเต็นท์ โดยมีบันไดโครงเหล็กลอยตัวใช้สำหรับขึ้นลง พร้อมการจัดวางห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ และพื้นที่ครัวไว้ทางด้านหลัง แยกส่วนให้เข้าถึงได้อย่างอิสระ โดยใช้ผนังของแกลเลอรีเป็นตัวแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้งานได้อย่างลงตัว

บริเวณระเบียง เอกภาพเลือกใช้เสาไม้ที่ไม่ได้แปรรูป มารองรับโครงสร้างหลังคา ซึ่งเมื่อมองลอดออกไปจะเห็นความต่อเนื่องทางสายตาที่เชื่อมโยงเข้ากับทิวลำต้นของป่าสักภายนอก และมองเห็นพื้นที่ใต้ต้นไม้ที่พ่อใช้เป็นสตูดิโอกลางแจ้ง ถ้านั่งอยู่ภายในอาคาร ก็จะสามารถดื่มด่ำกับความงามของป่าสักผลัดใบตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีการเว้นช่องเพื่อให้ต้นไม้สามารถเติบโตทะลุผ่านพื้นและหลังคาขึ้นไปได้ โครงสร้างของอาคารที่รังสรรค์ขึ้นนี้ จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับน้ำหนักของอาคาร แต่กลายเป็นโครงสร้างที่รองรับจังหวะชีวิตของศิลปิน ระหว่างการทำงาน การพักผ่อน และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

Photo courtesy of COLORBOND®

สำหรับการเลือกใช้วัสดุมุงหลังคา เอกภาพเลือกใช้แผ่นเหล็กรีดลอนสองด้าน โดยมีแกนกลางเป็นฉนวนกันความร้อนที่ช่วยลดความร้อนภายในโถงจัดแสดง นอกเหนือจากความคงทนแล้ว ผิวด้านล่างของแผ่นหลังคายังทำหน้าที่สำคัญในการเป็นระนาบรับแสง ที่สะท้อนเอาแสงสว่างจากธรรมชาติให้ตกลงมากระทบบนงานประติมากรรมเบื้องล่าง ในขณะที่ส่วนระเบียงนั้น เป็นการนำไม้จากบ้านหลังเดิมมาประกับร่วมกับเหล็ก ทำเป็นชิ้นส่วนโครงสร้างหลังคาวางแนวสลับจังหวะกันกับเหล็ก และมุงด้วยสังกะสีทำหน้าที่เป็นหลังคาชั้นล่าง (sub-roof) ก่อนจะปิดทับชั้นบนด้วย ‘ใบตองตึง’ ที่ขอซื้อมาจากชาวบ้านในพื้นที่ รายละเอียดเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเรื่องการกันความร้อน แต่ยังสร้างสัมผัสแห่งวิถีพื้นถิ่นที่สอดประสานไปกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้อย่างละเมียดละไม

แกลเลอรีที่มีชีวิต — พื้นที่ถ่ายทอดบทสนทนาของพ่อลูก

ในวันที่ อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว นำชมหอศิลป์แห่งนี้ด้วยตัวเอง น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความสุขที่ได้บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของลูกชาย ทุกรายละเอียดที่เอกภาพออกแบบไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่ การเลือกใช้วัสดุ แคปซูลทรงกระบอกที่เก็บรวบรวมอุปกรณ์และดนตรีที่ท่านรัก หรือทิวเสาไม้ที่วางแนวรับกับป่าสัก ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของท่านให้แก่เหล่าเพื่อนศิลปินและผู้มาเยือนได้รับฟัง ที่นี่จึงไม่ใช่เพียงอาคารที่ว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตและเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ไม่มีวันจบสิ้น เป็นความทรงจำอันงดงามที่คนสองรุ่นร่วมกันขีดเขียนขึ้นมาอย่างประณีต

บทส่งท้าย

ในวันที่งานออกแบบสถาปัตยกรรมและการจัดวางเบื้องต้นเสร็จสมบูรณ์ แววตาของ อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว เต็มไปด้วยความภูมิใจที่เห็นลูกชายนำวิชาชีพสถาปนิกมาสืบสานและรักษาจิตวิญญาณศิลปะของพ่อไว้อย่างงดงาม สำหรับเอกภาพ ดวงแก้ว  เองหอศิลป์หลังนี้คือพื้นที่ที่เขาได้ทำหน้าที่โอบอุ้มผลงานและตัวตนของพ่อเอาไว้ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณที่เขาคุ้นเคยที่สุดให้ยืนยงข้ามผ่านกาลเวลา

แม้ในมุมมองของสถาปนิก ความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงของอาคารหลังนี้อาจต้องอาศัย ‘เวลา’ ในการบ่มเพาะ จนถึงจุดที่สถาปัตยกรรมและประติมากรรมหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและเรื่องราวของเจ้าของบ้านอย่างที่สุด แต่ในวันนี้ บ้านสวนประติมากรรม พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ ได้ทำหน้าที่เป็นสถานที่พำนัก และเป็นพื้นที่กักเก็บจิตวิญญาณแห่ง ‘ดวงแก้ว’ ที่พร้อมจะส่งต่อแรงบันดาลใจและตัวตนทางศิลปะที่เปี่ยมล้นของคุณพ่อ ให้ผู้คนในรุ่นต่อๆ ไปได้มีโอกาสชื่นชมความงดงามนี้สืบไป

facebook.com/ekar.architects
facebook.com/MaeOnArtForest