NATURAL HISTORY MUSEUM ABU DHABI

Natural History Museum Abu Dhabi อาคารห้าเหลี่ยมสีขาวริมน้ำ พิพิธภัณฑ์ใหม่ที่เชื่อมเมือง และประวัติศาสตร์ของธรรมชาติเข้าด้วยกัน

TEXT: PHARIN OPASSEREPADUNG
PHOTO: OSSIP ARCHITECTUURFOTOGRAFIE AND DEED STUDIO

(For English, press here)

พิพิธภัณฑ์ Natural History Museum Abu Dhabi (NHMAD) คือกลุ่มอาคารขาวสี่เหลี่ยม ที่ทอดตัวยาวริมแม่น้ำบนเกาะซาอาดิยัต เมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลุ่มอาคารสลับซับซ้อนที่เรียงตัวกันขึ้นไปจนคล้ายกลุ่มก้อนเมฆรูปทรงเรขาคณิตนี้เป็นการออกแบบโดย Mecanoo ร่วมกับ EGIS, Broadway Malyan, Pascal+Watson และ WAHO โดยมีเป้าหมายในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์แห่งใหม่ซึ่งตั้งใจวางตัวเป็นมากกว่าแค่อาคารหลังหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อระหว่าง น้ำ โลก และการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ โดยให้สถาปัตยกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกจากธรรมชาติและภูมิทัศน์ไม่ได้

อาคารหลังนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากลักษณะการก่อตัวทางธรณีวิทยาและหุบเขาวาดิ หนึ่งในเอกลักษณ์ทางธรรมชาติของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ มีลักษณะเป็นร่องน้ำแห้งในหน้าแล้ง และกลายเป็นลำธารสวยงามอีกครั้งในหน้าฝน สถาปัตยกรรมหลังนี้จึงได้รับการออกแบบให้คล้ายกับรูปทรงที่สะท้อนถึงการก่อตัวของหินที่ถูกกัดเซาะตามหุบเขา

ส่วนรูปทรงห้าเหลี่ยมของอาคาร ชวนให้นึกถึงโครงสร้างเซลล์และลวดลายผลึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เชื่อมความสัมพันธ์ที่หนักแน่นระหว่างตัวอาคารและแลนด์สเคป โดยเราสามารถพบโครงสร้างห้าเหลี่ยมเหล่านี้ได้ทั่วทั้งพิพิธภัณฑ์ทั้งภายนอกและภายใน เพื่อแสดงออกถึงจุดประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ที่อยากจะเล่าเรื่องของธรรมชาติ และโลก ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างเซลล์ ไปจนถึงลักษณะทางธรณีวิทยา

ด้วยพื้นที่ทั้งหมด 35,000 ตารางเมตร ทำให้พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอาบูดาบีจึงเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ออกแบบเพื่อรองรับทั้งประชาชนทั่วไปและชุมชนวิทยาศาสตร์ เป้าหมายหลักคือการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพิพิธภัณฑ์กับเมือง ระหว่างสถาปัตยกรรมกับภูมิทัศน์ ผสานประสบการณ์ของพิพิธภัณฑ์เข้ากับประสบการณ์การใช้ชีวิตในเมือง เพื่อให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นมากกว่าอาคารที่บรรจุความรู้ มันกลายเป็นส่วนขยายของพื้นที่สาธารณะ พร้อมๆ กับการทำให้ขอบเขตระหว่างพิพิธภัณฑ์ ภูมิทัศน์ และชีวิตในเมืองนั้นค่อยๆ เลือนหายไป

ก่อนจะเข้าไปด้านใน เราจะได้พบกับทางเดินสาธารณะรอบเกาะ เส้นทางนี้เชื่อมต่อเข้ากับพื้นที่ริมน้ำ และอาคารสถาบันทางวัฒนธรรม  โดยเปิดให้ทุกคนเข้ามาเดินได้ฟรี เกิดขึ้นจากจุดประสงค์ที่ว่าพื้นที่แห่งนี้อยากทำหน้าที่มากกว่าการเป็นเพียงทางเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นส่วนขยายของพื้นที่สาธารณะไปด้วย ทางเดินนี้ทำให้ทั้งสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และชีวิตประจำวันในเมืองมาบรรจบกัน ผู้เข้าชมหรือแม้กระทั่งคนเมืองเองสามารถเดินเล่น หยุดพัก นั่งสังเกต พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่และเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ได้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่โซนจัดแสดง

ตั้งแต่จังหวะแรกที่ได้เข้าไปยังพื้นที่ เราจะพบกับพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ราวกับอาคารหลังนี้ต้องการแนะนำตัวให้เราได้รู้จัก ล็อบบี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการมาถึง แต่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเมือง ภูมิทัศน์ และโลกแห่งประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่อยู่ภายใน ความพิเศษคือ พื้นที่ล็อบบี้กลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ในรูปทรงเรขาคณิต ราวกับว่าบางส่วนของอาคารโดนตัดเฉือนออกไป เกิดช่องแสงขนาดใหญ่กลายเป็นการเล่นกับเงา แสงแดด และพื้นผิวลวดลายต่างๆ  เสริมความรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ภายในโครงสร้างทางธรณีวิทยา

ถัดมาเข้าด้านในของห้อง main gallery ของพิพิธภัณฑ์ จะพบเจอกับนิทรรศการถาวร ‘The Story of Earth’ บอกเล่าเรื่องราวผ่านประวัติศาสตร์ของโลกธรรมชาติ พระอาทิตย์จำลองขนาดใหญ่รายล้อมด้วยระบบสุริยะ พาเราไปเข้าใจตั้งแต่จุดกำเนิดของจักรวาล ไปจนถึงความท้าทายที่มนุษยชาติกำลังต้องเผชิญ และจะเผชิญต่อในอนาคต รวมถึงวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ค่อยๆ พาเราไปรับรู้เรื่องราวผ่านพื้นที่ที่ออกแบบมาอย่างดี พื้นที่นิทรรศการจัดวางอยู่รอบลานกลาง เพื่อให้ผู้ชมเดินเวียนตามลำดับเวลา แต่ในขณะเดียวกัน ทางเดินก็ยังเปิดโอกาสให้เราได้เดินชมอย่างอิสระ พร้อมกันนั้นยังจัดวางพื้นที่รองรับวิธีการสำรวจที่หลากหลาย สามารถเดินชมตั้งแต่ต้นจนจบ หรือจะเปลี่ยนห้องก็ได้ตามความต้องการ และความอยากรู้อยากเห็น

ในส่วนของห้องจัดแสดงขนาดใหญ่ เราจะได้พบกับโครงกระดูกไดโนเสาร์จำลองของไทแรนโนซอรัส เรกซ์ ทั้ง 2 ตัวในท่าทางกำลังต่อสู้ กับความสูงกว่า 12 เมตร โดยเจ้าทีเรกซ์ทั้ง 2 ตัวนี้คือหนึ่งในไดโนเสาร์ที่เกือบสมบูรณ์และหายากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ นอกจากนี้ทั่วทั้งพื้นที่ยังจัดแสดงสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ เช่น วาฬ และช้าง เรียงรายทั่วทั้งพื้น และขึงลงมาจากเพดานตามลักษณะของสายพันธุ์ งานจัดแสดงชิ้นนี้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้เยี่ยมชมในฐานะมนุษย์เข้ากับสิ่งมีชีวิตสุดยิ่งใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยครองพื้นที่โลกของเราไว้

และสุดท้ายคือเรื่องของความยั่งยืน อาคารหลังนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่พบได้ทั่วทั้งภูมิภาค เช่น มวลอาคารที่หนา การควบคุมช่องเปิดอย่างระมัดระวัง และพื้นที่กลางแจ้งที่มีร่มเงา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการออกแบบแบบพาสซีฟที่ตอบสนองต่อสภาพอากาศของอาบูดาบี ตลอดจนการเลือกใช้โครงสร้างหลักผสมผสานคอนกรีตและเหล็ก ในขณะที่ส่วนหน้าอาคารส่วนใหญ่สร้างจากคอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ (UHPC) ที่ผลิตในท้องถิ่น ซึ่งช่วยลดการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง

สถาปัตยกรรมของ Natural History Museum Abu Dhabi จึงคล้ายกับสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างสังคมและวิทยาศาสตร์ เปิดโอกาสสำหรับการสนทนา การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยน บทบาทของมันจึงขยายออกไปนอกเหนือจากการสื่อสารความรู้ ด้วยการเปิดพื้นที่กลางให้ผู้คนได้มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของพิพิธภัณฑ์ในยุคใหม่ ด้วยการเปิดประตูต้อนรับผู้คนให้เข้ามามากขึ้นกว่าแค่อาคารเดิมๆ ที่รวบรวมความรู้ แต่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในเมือง และพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงง่าย พร้อมกับความรู้ในแขนงต่างๆ

mecanoo.nl
facebook.com/mecanoo.arch