สำรวจความผูกพันกับศิลปะการแสดงไทย ตัวบทละครในวรรณคดีไทย และความบิดพลิ้วของลายเส้นในจิตรกรรมไทยที่ได้รับการตีความและสร้างสรรค์ใหม่ ผ่านบทสนทนากับ ‘SRI SU RHA’
TEXT: PEERAWICH RUANGPENG
PHOTO: COURTESY OF SRI SU RHA
(For English, press here)
art4d พามาดูเบื้องหลังความคิด ประสบการณ์ และการทำงานของ ‘กอล์ฟฟี่-สุรเชษฐ์ สุ่มมาตย์’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘SRI SU RHA’ ศิลปินผู้ผสานและถ่ายทอดนาฏศิลป์ วรรณกรรม และจิตรกรรมเข้าไว้ในภาพเขียนไทยร่วมสมัย

art4d: ทำไมจึงใช้นามปากกาว่า ‘SRI SU RHA’
Suracheddha Soommat: เริ่มแรกคืออยากใช้ชื่อที่เป็นภาพแสดงแทนตัวตนและชิ้นงานได้อย่างชัดเจน เราชอบดูหนังละครไทยเก่าๆ โดยมากตัวละครจะมักจะมีชื่อว่า ‘ศรี’ นำหน้า เลยลองไปหาความหมายในคำๆ นี้ที่แปลว่า ความดีงาม หรือ สิริมงคล เราก็เลยเอามาเติมข้างหน้าชื่อจริงเรา ‘สุรเชษฐ์’ กลายเป็น ‘ศรีสุระ’ ความหมายไพเราะดี และสะท้อนตัวตนและงานวาดของเราที่วาดงานวัฒนธรรมไทยและอุษาคเนย์ ได้ดีด้วย


art4d: เพราะอะไรถึงนิยามตนเองว่าเป็น ‘นักวาดศิลปะไทยนีโอคลาสสิก’ และ ‘นีโอคลาสสิก’ ในความหมายของคุณคืออะไร
SS: ส่วนตัวเรานิยามว่าเป็น ‘นักวาดไทยร่วมสมัย’ ส่วน ‘นักวาดไทยนีโอคลาสสิก’ เป็นชื่อที่ผู้ชมตั้งให้ ความหมายของ ‘นีโอคลาสสิก’ สำหรับเราคือการนำความเป็นไทยมาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ชิ้นงานเราจึงใช้องค์ประกอบในงานไทยที่หลากหลายและไม่จำกัดกรอบคำนิยามเท่าไรนัก
art4d: อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณเปลี่ยนจากการเป็นครูนาฏศิลป์สู่นักวาดภาพ
SS: เราเป็นเด็กดนตรีไทย เอกขับร้องเพลงไทยเดิม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งกิจกรรมรำกับเพื่อน เรียนจบมาก็เป็นครูอยู่สักพักหนึ่ง ซึ่งก็จำเป็นต้องทำให้กลับมาฝึกวาดภาพสำหรับสอนด้วย เราเคยวาดภาพประกวดกับน้าตั้งแต่ 10 ขวบแต่ก็ทิ้งไปนานหลังจากเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ประกอบกับช่วงโควิดพอดีทุกอย่างหยุดตัวลงแม้แต่รำหรือขับร้องก็ไม่ได้ใช้ การวาดภาพที่ทำได้ดีรองลงมา ซึ่งก็เป็นจุดที่ให้เราก็วาดภาพนับแต่นั้นเป็นต้นมา
art4d: คิดว่าความเป็น ‘เด็กนาฏศิลป์’ ส่งผลต่อการทำงานศิลปะของ SRI SU RAH ได้อย่างไรบ้าง
SS: ที่เป็น ‘SRI SU RHA’ ได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะการเรียนนาฏศิลป์ เพราะมันช่วยให้ลายเส้นของเราชัดเจนขึ้น เมื่อก่อนเราเองก็ไม่ได้ศึกษาอะไรไทยๆ ก็เพราะคิดว่ามันใกล้ตัว ลองหาที่ทางของตัวเองเรื่อยๆ จนเราไปเห็นศิลปินจีนที่นำเสนอความเป็นจีนที่เราเห็นว่าน่าสนใจมาก จึงเกิดคำถามว่าทำไมไม่กลับมานำเสนอความเป็นไทยในแบบที่เขาทำได้บ้าง นี่ก็เป็นจุดเปลี่ยนของเราอยู่เหมือนกันที่ทำให้กลับมาศึกษางานไทยแบบจริงจัง เราเลยนำเอาสกิลจากการเรียนนาฏศิลป์มาประยุกต์ใช้กับงานด้วยทั้งกาพย์ กลอน ที่มีอยู่ที่บ้านเป็นรีมก็หยิบมาใช้ในงานบ้าง

art4d: คุณมีใครเป็นแรงบันดาลใจหรือเปล่า?
SS: เราศึกษาและดูภาพเขียนของบรมครูที่เรานับถือเยอะมาก บวกกับอยากลองสร้างภาพแบบไทยๆ ให้ออกนอกกรอบมากขึ้น ก็เลยใช้เวลาศึกษางานของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ถึง 3-4 เดือนถึงวิธีคิดการเขียนภาพ เราไปดูงานที่พิพิธภัณฑ์ พูดคุยกับลูกศิษย์ เพื่อที่จะนำมาปรับใช้กับงานของเรา นอกจากนี้เราก็ยังดูงานของครูโหมด ว่องสวัสดิ์ ที่เขียนฉากในจิตรกรรมไทย เราก็นำเอาพวกโทนสีมาใช้ อีกคนหนึ่งคือ เหม เวชกร คือคนที่เราศึกษาวิธีการเล่าเรื่องของภาพ บวกกับความเป็นเด็กนาฏศิลป์ที่อยู่กับท่วงท่าอ่อนช้อย รวมถึงศิลปินจีนอีกบางคนด้วย ภาพของเราจึงมีความอ่อนช้อยและพลิ้วไหวด้วยประการฉะนี้
art4d: อยากให้เล่าถึงการคัดเลือกภาพ / ฉาก ในเรื่องราวที่จะมาใช้เล่าเรื่องคุณได้มีการตีความตัวบทใหม่หรือดัดแปลงให้ออกมาเป็นภาพทางสายตาอย่างไรบ้าง
SS: จากที่เรียนขับร้องมาก็จะมีอ่านพวกกลอนบทละครอยู่แล้ว ก็จะเห็นบทพูดเจรจากัน มันดูเห็นภาพแวดล้อมชัดเจนดี ส่วนกลอนแปดที่จะเป็นบทพรรณนาทั่วๆ ไป ไม่ได้เห็นภาพอะไรชัดเจนมาก อีกอย่างคือชอบหยิบยกตัวละครในวรรณคดีที่มีบทน้อยๆ เพราะช่องว่างระหว่าง ‘ภาพ’ และ ‘คำ’ มันสามารถตีความใหม่ให้เป็นอะไรก็ได้ในโลกของเรา ตัวอย่างเช่น ‘สุดสาคร’ ในตัวบทตอนหนึ่งสุดสาครบอกกับม้านิลมังกร ว่า ‘ไปกันเถิดพี่ม้า!’ เราเห็นว่าน่าสนใจมากเลยนำมาตั้งเป็นชื่อชิ้นงานด้วย นอกจากนี้ในตัวบทยังบอกอีกว่าสุดสาครเป็นโยคีน้อย ‘ห่ม’ หนังเสือ เรามองว่าห่มเป็นผ้าคลุม ดูภาพพิมพ์ญี่ปุ่นก็สะดุดตาชุดซามูไรห่มหนังเสือสำหรับพรางตัวในป่า หรือ คนธรรพ์ที่มีบทน้อยๆ เราก็นำเอาชุดโขนและชุดของเสี้ยวก่างมาปรับใช้ในตัวละครเดียว จะเห็นว่ามัดจุกผมยาวด้วย ส่วนนี้เราได้แรงบันดาลใจจาก ‘อ่าว ปิง’ มังกรสีฟ้าในอนิเมชันนาจาด้วย

art4d: อยากรู้ว่าทำไมจึงเลือกใช้สีฝุ่นในการทำงาน และการใช้สีฝุ่นบนหน้ากระดาษให้อารมณ์หรือความรู้สึกแตกต่างสื่อประเภทอื่นอย่างไอแพดอย่างไรบ้าง?
SS: ก่อนหน้านี้เราใช้สีฝุ่นแค่บางสีเท่านั้น เช่น สีพิเศษอย่างสีชาด ที่เอาไว้ตัดสีทอง สีเหลือง สีดิน หรือสีคราม ที่หาง่ายๆ พอดีเราเอาสีชาดมาใช้กับสีโปสเตอร์หรือสีฝุ่นสมัยใหม่ที่เราบดเอง เพื่อให้สัมผัสเหมือนสีผิวคนจริงๆ สีฝุ่นจึงเหมือนกับ ‘Magic Moment’ มันให้ผลลัพธ์ที่เกินคาดมาหลายครั้ง เช่นสีผิวของคนธรรพ์เราไม่ได้ตั้งใจให้เราเป็นอย่างนั้น แต่เราใช้สีชาดผสมลงไป ปรากฏว่าเกิดเป็นเม็ดสีเป็นจุดๆ เหมือนเลือดฝาด หลังจากนั้นก็เอาสีฝุ่นมาใช้อีกเรื่อยๆ ส่วนไอแพดใช้ควบคู่กับกระดาษมาตลอด ตอนนี้ก็สร้างแปรงที่มี texture อย่างที่เราต้องการได้และมีความรู้สึกคล้ายกับการวาดกระดาษมากที่สุด อย่างงานสุดสาครหากซูมดูใกล้ก็จะเห็นสัมผัสคล้ายกระดาษจริงๆ อยู่
art4d: เสียงตอบรับใน BKKIF2025 เป็นอย่างไรบ้าง
SS: เป็นครั้งแรกที่ออกงาน เราก็มีของขายที่น้อยมาก ถึงอย่างนั้นเราก็ใช้คำโปรยในสินค้านั้นว่า ‘ชุดแทนใจศิลปิน’ เพื่อให้ทุกคนมาเจอกันในงานนี้ และทุกคนก็มาหาเราเยอะจริงๆ ทั้งผู้ติดตามจากออนไลน์หรือคนที่เดินในงานก็มาหาเรามากขึ้น การออกงาน BKKIF ก็เป็นสะพานเชื่อมเรากับผู้ชมที่เห็นเราในออนไลน์ คือสินค้าเซ็ตนั้นก็ขายหมดตั้งแต่สองวันแรกเลย หลังจากนั้นก็มีหลายๆ แบรนด์ที่สนใจในลายเส้นเรามาติดต่อ ถือว่าเป็นพื้นที่พบปะกับศิลปินคนอื่นๆ ที่ชอบอะไรเหมือนกัน ชอบอะไรเหมือนๆ กัน อีกอย่างคือเจอศิลปินต่างประเทศด้วย ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการออกบูธครั้งนั้นด้วย

art4d: ได้ทราบมาว่า SRI SU RAH จะไปร่วมงาน BKKIF2026 ด้วย คุณช่วยเล่าให้ฟังซักนิดได้ไหมว่าจะนำผลงานอะไรมาโชว์บ้าง
SS: ปีนี้เรานำเสนอธีม ‘ลุ่มน้ำโขง’ เพราะเป็นธีมที่ค้างคาในใจมานานมาก เพราะมันเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เราอยากวาดภาพและถ่ายทอดความเป็นพื้นเมืองของบ้านเรา คือลุ่มน้ำโขงเราอยากเล่าในมุมของนางเทียมและความเชื่อเรื่องผีแถนและขวัญ เลยจะมีพร็อพเตรียมไว้สำหรับออกบูธในปีนี้ด้วยเหมือนกัน

art4d: สุดท้ายในอนาคตจะมีโปรเจกต์ นิทรรศการ หรือทิศทางใหม่ๆ อะไรมาให้เราได้ติดตามกันอีกบ้าง
SS: คงเป็นช่วงที่เราจะกลับมาศึกษาและทดลองเทคนิคในการสร้างงานใหม่ๆ และจะกลับมาทำคอนเทนต์ในช่อง ไลฟ์สดคุยกับผู้ชม ต่อไปก็อาจจะเห็นงานบนเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่ การใช้สีหมึก เกรยอง หรืออุปกรณ์ใหม่ในการสร้างชิ้นงานแบบไทยๆ ในรูปแบบใหม่ในอนาคตอีกด้วย







