SERPENTINE PAVILION 2026

LANZA atelier หยิบเอาเทคนิคกำแพงอิฐโค้ง (Crinkle-Crankle Wall) ที่เกิดขึ้นจากความจำเป็นในด้านภาษีของอังกฤษในอดีตมาเป็นแกนหลักทั้งในเชิงโครงสร้างและแนวคิดของ Serpentine Pavilion 2026 เพื่อสร้างบทสนทนาระหว่างความจำเป็น ตำนาน และความทรงจำที่ฝังอยู่ในวัสดุอย่าง ‘อิฐ’

TEXT: NATHANICH CHAIDEE
PHOTO: IWAN BAAN, COURTESY OF SERPENTINE EXCEPT AS NOTED

(For English, press here)

คำว่า ‘Serpent’ ในภาษาเชิงวรรณกรรม แปลว่า งู ที่ไม่ใช่งูแบบที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นงูที่ยิ่งใหญ่ราวกับมังกรไร้ขา เช่นเดียวกับที่มาของชื่อ Serpentine Gallery ซึ่งมาจากที่ตั้งของทะเลสาบ Serpentine ที่มีลักษณะคดเคี้ยวคล้ายงู คำว่า Serpent จึงกลายมาเป็นเรื่องเล่าทางสถาปัตยกรรมของ Serpentine Pavilion ปี 2026 จาก LANZA Atelier สถาปนิกจากเม็กซิโก ซึ่งเปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ยาวไปจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2026

Isabel Abascal และ Alessandro Arienzo จาก LANZA atelier | Photo: Pia Riverola

การเดินทางจากเรื่องเล่าของ Serpent โดย Isabel Abascal และ Alessandro Arienzo แห่ง LANZA Atelier มาจากบริบทหลากหลายแง่มุมที่รายรอบคำนี้และสถานที่แห่งนี้ การเดินทางของสัญลักษณ์ Serpent ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เป็นตำนานลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน งูในความเชื่อเมโสอเมริกาที่เป็นเทพเจ้าแห่งปัญญา นักออกแบบจึงใช้รูปลักษณ์คดเคี้ยวนี้เป็นสัญลักษณ์ของพลังงานและการขับเคลื่อนทางสถาปัตยกรรมของ Serpentine Pavilion ผ่านภาษาวัสดุของโครงสร้างผนังอิฐแบบ Crinkle-Crankle Wall ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์นวัตกรรมก่อสร้างของ Suffolk ในอังกฤษเพื่อสร้างรูปฟอร์มที่สื่อสารกับทุกประเด็นที่สัมพันธ์กัน

ตามพื้นฐานความรับรู้ของผู้คน ผนังทำหน้าที่แบ่งแยกเขตแดนออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน แต่ในโปรเจกต์นี้ นักออกแบบใช้ผนังอิฐทรงโค้งคดเคี้ยวในการสร้างจังหวะที่ลื่นไหล นั่นทำให้เส้นแบ่งนี้กลายเป็นเครื่องมือที่กำหนดรูปแบบการเดิน การหยุดพัก และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ พื้นที่ของอาคารพาวิลเลียนขนาด 279 ตารางเมตร แบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนพื้นที่หลักที่คลุมด้วยหลังคาโปร่งแสง ขนาด 244 ตารางเมตร และส่วนพื้นที่พบปะกลางแจ้งที่มีกำแพงคดเคี้ยวทอดยาวพาดกลางเหมือนกับเป็นสวนที่ล้อมรอบกำแพงอยู่ ทั้งหมดอยู่บนพื้นที่โครงการขนาด 541 ตารางเมตร

ผนังแบบนี้ที่เรียกว่า Crinkle-Crankle Wall เกิดขึ้นในช่วงที่มีการเก็บภาษีอิฐในอังกฤษจนถึงช่วง ค.ศ. 1850 นั่นทำให้ช่างต้องทดลองหาวิธีการก่อผนังที่ใช้อิฐน้อยที่สุด ผลลัพธ์ออกมาเป็นการใช้โครงสร้างคลื่นโค้งสลับไปมา เพื่อให้แนวโค้งที่ปูดออกและเว้าเข้าทำหน้าที่สร้างแรงพยุงจากด้านข้างคอยค้ำยันให้แต่ละส่วนอยู่ติดกันไว้ จึงสามารถก่อกำแพงสูงขึ้นต่อไปได้ด้วยผนังอิฐชั้นเดียว โดยไม่ต้องสร้างเสาค้ำยันเป็นระยะเหมือนผนังแนวตรงแบบทั่วไป ภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนหน้าถูกนำมาคิดต่อยอดในโปรเจกต์นี้ด้วยการร่วมมือกับทีมวิศวกรรมจาก AECOM และ Stage One ในการออกแบบระบบผนังไร้ปูนยาแนว เพื่อให้สามารถถอดประกอบในแบบโมดูลาร์ที่เข้ากับการทำงานหน้างานภายใต้โจทย์ที่ห้ามตอกเสาเข็มหรือฝังสมอถาวรลงดิน การรักษาสภาพสนามหญ้าเดิมไว้ ไปจนถึงแนวคิดความยั่งยืนจากการนำวัสดุไปใช้งานต่อหลังงานจบของยุคนี้ได้อย่างลงตัวพอดี

ระบบ Prestressed Masonry หรือระบบการก่ออิฐแบบไร้ปูนยาแนว ใช้อุปกรณ์แกนเหล็กเสริมแรงและแท่งเหล็กเสริมเกลียวสอดไว้ภายในแกนของกำแพงอิฐ แล้วขันดึงจากด้านบนเพื่อบีบอัดให้อิฐยึดเกาะกันด้วยแรงกด แทนการก่อด้วยปูนแบบเดิม วิธีการนี้ทำให้กำแพงสามารถควบคุมการโก่งตัว รับน้ำหนักแรงกระแทกจากลม และน้ำหนักหลังคาได้ โดยยังคงสามารถรักษาอิฐทุกก้อนหลังการรื้อถอนได้ในสภาพเดิม ข้อควรคำนึงถึงที่ตามมาจึงเป็นเรื่องของขนาดอิฐที่มีความคลาดเคลื่อนกันตามธรรมชาติและไร้ปูนยาแนวคอยช่วยทดแทนเรื่องขนาดในข้อนี้ ทีมวิศวกรรมจึงต้องทำการทดสอบด้วยขนาดเท่าจริง เพื่อคำนวณการใช้ Soft Joints ลิ่ม และแผ่นเสริมความหนาช่วยในการเกลี่ยแรงกดให้สม่ำเสมอกันทั้งแนวกำแพง ไม่ให้มีจุดเค้นที่จุดใดจุดหนึ่งจนอาจทำให้อิฐแตก โดยกระบวนการผลิตเป็นแบบ Prefabrication ในแบบโมดูลาร์จากโรงงานของ Stage One ที่เมือง York จึงช่วยลดเวลาในการก่อสร้างและสามารถประกอบหน้างานภายในเวลาเพียง 40 วันเท่านั้น

อีกประเด็นหนึ่งของอิฐดินเผาที่ Serpentine Pavilion ในปีนี้ต้องการนำเสนอ คือบทสนทนาระหว่างสิ่งก่อสร้างชั่วคราวชิ้นใหม่ กับ Serpentine South Gallery ในอดีตที่มีสถาปัตยกรรมส่วนหน้าเป็นอิฐที่มีฉากหลังเป็นสวนอังกฤษ ในเรื่องเล่าของ LANZA Atelier บอกไว้ว่า ‘อิฐก้อนแรกที่มนุษย์เลือกใช้เมื่อราวหนึ่งหมื่นปีก่อนนั้น ทำขึ้นจากดินเหนียวตากแห้งเช่นกัน แม้ใครจะแย้งว่าอิฐเหล่านี้เป็นสิ่งไม่มีชีวิต แต่ก็คงไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่าพวกมันไร้ซึ่งวิญญาณ’ พาวิลเลียนแห่งนี้จึงเป็นเหมือนการประสานจิตวิญญาณของสถานที่ สถาปัตยกรรม และผู้คนภายในพื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน

  • LANZA atelier, Chairs for 4 Couples Dining Set, 2020 | Photo: Fernando Ocaña

เมื่อเข้าถึงประสบการณ์เชิงพื้นที่ภายใน พื้นที่ภายในโอบล้อมด้วยการเล่นระดับของจังหวะโครงสร้างผนังเปลี่ยนผ่านจากผนังทึบเข้าสู่พื้นที่โปร่งภายในแนวที่มีเสาอิฐจัดเรียงกันอย่างเป็นระบบ สำหรับรองรับหลังคาโปร่งแสงที่พลิ้วไหวราวกับอยู่ภายในร่มเงาต้นไม้ แสงและลมจะพัดผ่านเข้ามาสู่พื้นที่ได้อย่างอิสระในช่วงกลางวัน ส่วนช่วงกลางคืน ทีมงานออกแบบระบบแสงไฟให้ส่องสว่างตัวหลังคาจากภายในจนทำให้พาวิลเลียนแห่งนี้กลายเป็นเหมือนวัตถุเรืองแสง โดยมีครีบหลังคาทำหน้าที่ช่วยสร้างขอบเขตของลำแสงให้เหมือนกับแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านใบไม้ พื้นที่ภายในจัดวางเฟอร์นิเจอร์เป็นเก้าอี้และม้านั่งยาวที่ทำจากไม้ Sapele ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่หาได้ในท้องถิ่น ด้วยดีไซน์พนักทรงโค้งที่สอดรับกับตัวกำแพง

Image: LANZA atelier, Courtesy of Serpentine

Serpentine Pavilion 2026 งานออกแบบโดย LANZA atelier เลือกที่จะปล่อยโครงสร้างกำแพงที่เคยถูกใช้เพื่อแบ่งกั้นพื้นที่ให้พลิ้วไหวไปกับธรรมชาติของสวนอังกฤษรอบตัว พร้อมเปิดรับผู้คนให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์การใช้งานพื้นที่ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและสุนทรียภาพ เมื่อพาวิลเลียนแห่งนี้สิ้นสุดลงและโครงสร้างแต่ละชิ้นถูกถอดแยกชิ้นส่วนจากกัน สิ่งที่คงหลงเหลือนอกจากความทรงจำ ยังเป็นผลลัพธ์ของการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่สืบทอดต่อจากมรดกทางภูมิปัญญาจากอดีต อันเป็นบทพิสูจน์ที่ว่า งานสถาปัตยกรรมชั่วคราวไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการสร้างขยะให้กับโลกเสมอไป แต่เป็นการส่งต่อแนวคิดและวิธีการเพื่อไปเติบโตใหม่ในบริบทอื่นได้อย่างยั่งยืน

serpentinegalleries.org
facebook.com/SerpentineUK