เด็ก – เล่น – เป็น – หลอน อ่านพื้นที่จำลองของฝันร้ายในเยาว์วัยกับ The Backrooms
TEXT: PEERAWICH RUANGPENG
PHOTO COURTESY OF A24 FILMS EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
*บทความนี้มีเนื้อหาที่เปิดเผยเรื่องราวภายในภาพยนตร์
เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้ไปดูภาพยนตร์ Backrooms ที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในสามย่านโดยที่ไม่ได้ดูตัวอย่างอะไรมาก่อน และรับรู้เพียงเรื่องราวของ The Backrooms ผ่านจากโซเชียลมีเดียคร่าวๆ ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากวิดีโอสุดไวรัลในอินเทอร์เน็ตอย่าง ‘The Backrooms (Found Footage)’ ที่เผยแพร่ใน Youtube ในปี 2022 โดย Kane Parsons หรือที่รู้จักในชื่อ ‘Kane Pixels’ (ซึ่งเป็นชื่อช่อง Youtube ของเขา) สี่ปีผ่านไป คราวนี้ A24 ได้ชวน Kane Parson เด็กหนวดที่ตอนนี้อายุได้ 20 ปีให้มารับหน้าที่ให้มากำกับภาพยนตร์เรื่อง Backrooms เพื่อตีความจักรวาลนี้ในฉบับยาวเพื่อฉายในจอเงินเป็นครั้งแรก ซึ่งด้วยความที่ The Backrooms เป็นหนึ่งในเรื่องแต่งแนวสยองขวัญในอินเทอร์เน็ต (Creepypasta) ที่อยู่ในกระแสความนิยมเฉพาะกลุ่ม ผู้เขียนเลยตั้งสมมติฐานว่าในโรงก็คงจะมีเพียงแต่เด็กวัยมัธยมหรือประถมวัยที่โตมากับอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อเข้าไปในโรงแล้วกลับมีแต่เด็กหนวดในวัยทำงานที่คงจะเคยเล่นเกมหรือดู Found Footage ต้นฉบับมาดูเป็นส่วนใหญ่ และเด็กวัยมัธยมที่ว่าก็มีเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น
จากสิ่งที่เล่ามาผู้เขียนนึกถึง quote หนึ่งของฟรีดรีช นีชเช่อ ที่เคยกล่าวถึงความเป็นผู้ใหญ่ (Maturity) เอาไว้ว่า “Maturity: that means to have rediscovered the seriousness one had as a child at play.”
ฟังแค่นี้ก็ดูย้อนแย้งแล้ว ว่าทำไมคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกันอย่าง ‘Serious’ และ ‘Play’ อยู่ในประโยคเดียวกันแล้วดันเข้ากันได้อย่างดิบดีด้วย ลองนึกภาพดูว่าเราถ้าเราเล่นเกมอยู่เราก็ควรสนุกกับมัน แล้วถ้าเราซีเรียสขณะเล่นเกมเราจะยังสนุกอยู่ไหม สิ่งที่นีทเช่อได้กล่าวมาเรียกว่า ‘ปฏิพจน์’ (Oxymoron) คือการที่เราหยิบคำศัพท์สองคำที่มีความหมายตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงมารวมกัน เพื่อสร้างความหมายใหม่ จึงกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ‘Serious and Play’ นั่นเองหรืออย่างคำว่า ‘เด็กหนวด’ ที่ผู้เขียนเรียกขานผู้กำกับเรื่องนี้และผู้ชมในรอบเดียวกับผู้เขียนด้วยเช่นกัน
หลังจากดูภาพยนตร์ผู้เขียนคิดว่า ‘The Backrooms’ นั้นไม่ใช่เพียงพื้นที่ในชั้นใต้ดินที่โผล่มาโดยบังเอิญเท่านั้นแต่มันน่าจะซ่อนนัยยะอะไรที่มากกว่า ‘หลังห้อง’ หรือ ‘ห้องข้างหลัง’ แต่ผู้เขียนมองว่ามันคือสภาพจิตใจของตัวเอกอย่างคลาร์คเองเสียมากกว่า เพราะถ้าหากเราดูในตอนต้นที่คลาร์คไปหาแมรีที่เป็นนักจิตบำบัดของคลาร์คแล้วก็ได้เล่าว่าเขาได้ทะลุกำแพงแล้วไปเจอกับห้องปริศนาที่ดูจะต่อกันไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แมรีเองก็ไม่เชื่อคลาร์คเพราะด้วยเขานั้นยังอยู่ในสถานะ ‘คนไข้’ ที่ดูจะคุ้มดีคุ้มร้ายจากความไม่มั่นคงทางอารมณ์อยู่เนืองๆ แต่อย่างไรก็ตามคลาร์คได้พยายามพิสูจน์ด้วยการให้ลูกน้องที่สองคนที่ช่วยทำงานร้านขายเฟอร์นิเจอร์ของเขามาถ่ายวิดีโอพิสูจน์ให้กับแมรีดู แต่สุดท้ายลูกน้องของเขาสองคนก็เสียชีวิตใน The Backrooms และแมรีเองก็ได้ลองเข้าไปใน The Backrooms ด้วยเช่นกัน หลังจากเหตุการณ์อลม่านสักพัก แมรี่เองก็ได้ถูกจับมานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคลาร์คและเหล่า ‘ตัวตน’ ที่อยู่ใน The Backrooms ทั้งทารกหนวดบนวีลแชร์ หญิงเดรสแดงที่หน้าตาบิดเบี้ยวและชายร่างท้วมนั่งร่วมโต๊ะด้วย

ตรงนี้ผู้เขียนนึกถึงประเด็นของพื้นที่จำลอง (Simulation) ที่ปราชญ์ฝรั่งเศสนาม ฌ็อง โบดริยาร์ดได้พูดถึงไว้ว่า มันไม่ใช่การแทนความจริง แต่เป็นการ ‘สร้างความจริงอีกแบบหนึ่งขึ้นมา’ สิ่งจำลองไม่ได้อิงต้นแบบ และผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถบอกได้ว่าความจริงอยู่ตรงไหน ความจริงและความลวงซ้อนทับกันจนแยกไม่ออก เหล่าผู้คนที่หน้าบิดเบี้ยวเองก็เป็นตัวแทนความจริงแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของคลาร์ค ความจริงนั้นไม่ได้ที่มีทางในโลกทางกายภาพของเรา ผู้คนที่มีสัดส่วนที่บิดเบี้ยว เครื่องหน้าที่เกิดบ้างขาดบ้าง รยางค์ที่ไม่ปกติล้วนแต่ดำรงอยู่ในความทรงจำลางๆ สักที่ เป็นตัวแปรที่พิลึกพิลั่นของความสมบูรณ์แบบในสิ่งที่เราเข้าใจไม่ต่างจาก The Backrooms หรือถ้าอิงตามที่คลาร์คเล่าก็คือพวกเขา (และ The Backrooms) นั้นเปรียบได้กับภาพวาดของสุนัขที่วาดโดยคนที่ไม่เคยเห็นสุนัขมาก่อน มันอาจจะมีองค์รวมที่ไม่ต่างจากความจริง แต่เมื่อหรี่ตามองรายละเอียด เราจะพบกับความผิดปกติขององค์ประกอบต่างๆ คล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสารคุณภาพต่ำที่สร้างผลลัพท์ซึ่งเต็มไปด้วยความคลาดเคลื่อนเต็มไปหมด ถึงกระนั้น The Backrooms ก็อนุญาตให้พวกเขาในฐานะความจริงแบบหนึ่งดำรงตัวอยู่ภายใน พร้อมๆ กับผลิตซ้ำความบิดเบี้ยวเหล่านั้นไปเรื่อยๆ ไปอย่างไม่สิ้นสุด และแมรี่ที่เป็นทั้งหมอเจ้าของไข้และผู้ประสบภัยเองก็ได้พบกับอสูรกายที่เป็นผลผลิตจากจิตใจที่เปราะบางจนถึงขีดสุดของตัวคลาร์คเอง


ในภาพยนตร์ยังฉายปมของคลาร์คที่ผิดหวังกับกับความฝันในการเป็นสถาปนิก เราได้เห็นความหลงใหลในสถาปัตยกรรมของเขาผ่านทั้งคำพูดและวัตถุที่ปรากฏในที่ต่างๆ สวนทางกับความเป็นจริงที่ตัวเขาต้องหันมาเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์มือสองเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง รวมถึงความสมเพชกับตัวเองเมื่อเขาต้องจำใจแต่งตัวเป็นกัปตันโจรสลัดที่ดูงี่เง่าเสียเต็มประดาเพื่อถ่ายทำวิดีโอโปรโมตร้านที่ซบเซาจนแทบไม่มีคน
ในตอนท้าย ภาพยนตร์ได้เผยหน้าของสิ่งมีชีวิตลึกลับที่คอยหลอกหลอนและไล่ล่าทุกคนที่หลงเข้ามาใน The Backrooms อย่างสยดสยองว่าแท้จริงแล้วคือกัปตันคลาร์ค ตัวตนที่คลาร์คเกลียดเข้าไส้และผลักไสมาโดยตลอด โศกอนาถกรรมบทนี้จบลงที่คลาร์คเองก็ถูกกัดกินด้วยตัวตนที่เป็นผลรวมจากความจมปลัก ความซึมเศร้า ความก้าวร้าว และความสมเพชต่อชีวิต ในขณะที่คลาร์คได้พ่ายแพ้ให้แก่สิ่งที่อยู่ในใจ แมรีเองก็ต้องวิ่งหนีตายกำลังสอง จากทั้งปมในวัยเด็กของตัวเองที่ถูกกักขังโดยแม่ที่เป็นโรคจิตเวชและคลาร์คในอีกร่างหนึ่ง คนไข้ของเธอที่บัดนี้กลายเป็นอสูรกายบิดเบี้ยวสูง 4 เมตรและไร้หนทางที่เธอจะช่วยเหลือได้อีกต่อไป… เช่นเดียวกับแม่ของเธอ
เช่นเดียวกันกับการ์ตูนอนิเมชันอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเพิ่งได้ไปดูมาล่าสุดอย่าง The Amazing Digital Circus (2024) ที่ผู้เขียนทึกทักเอาเองว่าการ์ตูนเด็กดูเนี่ยนะ! จะเกี่ยวอะไรกับ The Backrooms ได้ แต่เมื่อได้เปิดดูตอนแรกก็ทำให้ผู้เขียนได้พบจุดร่วมจุดหนึ่งของทั้งสองเรื่องคือ พื้นที่จำลอง (Simulation) ที่เคนหัวหน้าคณะละครได้พูดว่า “เหมือนมีมนุษย์คนใหม่เข้ามาในโลกนี้แล้ว” โลกที่ว่าก็คือคณะละครสัตว์ในโลกดิจิทัลนี่เอง โดยตัวเองที่หลุดเข้ามาในโลกจำลองนี้ก็มีทีท่าสับสนงุนงงว่าเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างไรและพยายามหนีออกจากพื้นที่แห่งนี้แต่ท้ายที่สุดก็พบว่าคนอื่นๆ ก็ติดอยู่ในพื้นที่มาหลายปีแล้วเช่นกันและพื้นที่แห่งนี้ไม่มีทางออก

Image courtesy of Glitch Production

Image courtesy of Glitch Production
การ์ตูนสำหรับน้องๆ วัยขบเผาะ หรือ Gen Alpha ที่กำลังดูเรื่องนี้อย่างเพลิดเพลินก็คงไม่คิดอะไร แต่ว่าเด็กหนวดอย่างผู้เขียนนั้นกลับมองว่าทั้งสองเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะปฏิพจน์ที่เล่นล้อกับ ‘Serious and Play’ ของนีทเช่อได้อย่างดี ท้ายที่สุดแล้วการเป็นเด็กหนวดที่กลับไปซีเรียสกับการเล่นนั้นก็อาจทำให้เราเป็นผู้ใหญ่จริงๆ ก็ได้ ปมในวัยเด็กอาจทำให้เราไม่ได้ในสิ่งที่วาดหวังแต่เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่นั้นการเล่นของเราจึงไม่ใช่แค่การเล่นเพื่อสนุกเพียงอย่างเดียว แต่ที่เมื่อไรเราเริ่มซีเรียสกับมันมากเกินไปมันก็อาจกลับมาทำร้ายเราแบบที่อสูรกายกัปตันคลาร์คมากัดกินเราในวัยผู้ใหญ่ก็เป็นได้




