พาชม 3 กิจกรรมไฮไลต์ของเทศกาล H0M0HAUS Festival ครั้งที่ 3 ที่กลับมาพร้อมแนวคิด ‘Radical Reincarnation’ กับการใช้ศิลปะการแสดงเป็นพื้นที่รื้อถอนโครงสร้างปิตาธิปไตย และทวงคืนการดำรงอยู่ของความหลากหลายทางเพศ
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO: JIRAPHAT VINAGUPTA EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
‘เพศ’ เป็นการเมืองหรือไม่?
เป็นสิ เป็นอย่างแน่นอน เพราะหากกล่าวว่า ‘ผู้กุมอดีตจะบงการอนาคตได้’ ผู้ที่กำหนดบทบาทและการมีอยู่ของเพศ ก็สามารถจะบงการโครงสร้างทางสังคมและชีวิตของมนุษย์ได้เช่นกัน พวกเขาเหล่านั้นจะกำหนดบทบาทแห่งเพศ (Gender Role) และบอกว่าเพศไหนปกติและไม่ปกติ ซึ่งเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การเหยียด การเลือกปฏิบัติ หรือแม้แต่อาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime) ทั้งๆ ที่มนุษย์ทุกคนควรได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น แสดงออกได้อย่างเสรีภายใต้สิทธิของตนเองในระบอบประชาธิปไตย
แม้ว่าในความเป็นจริงประเทศไทยและสากลจะเริ่มมองเห็นความหลากหลายทางเพศมากขึ้นแล้ว แต่กรอบของประชาธิปไตยภายใต้ระบอบชายเป็นใหญ่ยังธำรงตนได้อย่างแข็งแกร่งและเบียดบังเพศหลากหลายให้ต่ำลงโดยปริยาย และอำนาจเหล่านี้ยังขีดเส้นจำกัด ‘พื้นที่’ ในเมือง โดยการผลักและเนรเทศตัวตนของกลุ่มเพศหลากหลายให้เร้นกายภายใต้ซอกมืดมุมสลัวอันไร้ความชอบธรรมในสายตาของรัฐ

Photo: Sarunkorn Arthan
ท่ามกลางสภาวะลักปิดลักเปิดทางความหลากหลายนี้เอง H0M0HAUS Festival หรือเทศกาลศิลปะการแสดงเพื่อความหลากหลาย จึงจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้กลับมาพร้อมกับแนวคิด ‘Radical Reincarnation’ ที่หมายถึง ‘การกลับชาติมาเกิดแบบสุดขั้ว’ ที่เป็นเสมือนเครื่องมือรื้อถอนโครงสร้างภายใต้ปิตาประชาธิปไตยเหล่านั้น
แน่นอนว่า H0M0HAUS ครั้งที่ 3 นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นการยึดสเปซเมืองผ่านกิจกรรมที่หลากหลายครบรส ตั้งแต่เวิร์กช็อป การแสดง เสวนา ไปจนถึงนิทรรศการศิลปะ แต่สำหรับ 3 กิจกรรมไฮไลต์ที่ art4d ได้เข้าร่วมและอยากหยิบยกมาบอกเล่าในฐานะประจักษ์พยานแห่งการกลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งนี้ ประกอบด้วย
Opening ACT! | PSYCHOT!KA D!SGUSTOPA: QUEER NECROMANCY SYNTHFLESH CEREMONY โดย ปฏิพล (มิสโอ๊ต) & Catherine P. Müller
การแสดงเปิดเทศกาลปีนี้ต่างจากทุกปี เพราะเลือกใช้ ‘พหลเธียเตอร์’ โรงหนังสแตนอโลนแห่งเดียวในย่านอารีย์-สะพานควาย ที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งพหลเธียเตอร์เป็นโรงหนังที่เปิดในช่วงปลายของทศวรรษ 2500 ผ่านช่วงรุ่งเรืองของหนังไทย ช่วงซบเซาเปลี่ยนมาเป็น ‘โรงหนังโป๊’ และถูกดำเนินคดีทำให้ปิดตัว ก่อนจะกลับมาเปิดบริการใหม่ในช่วงปี 2558 จนถึงปัจจุบัน1
พหลเธียเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงเศษซากประจักษ์พยานแห่งความบันเทิงในอดีตเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ (บาดแผล) ของกลุ่มเพศหลากหลายอย่างกลุ่มเกย์ด้วย เพราะในยุคที่พวกเขายังถูกเหยียดและไม่ให้ค่า พหลเธียเตอร์ก็เป็นสถานที่ไม่กี่แห่งที่จะเป็นจุดนัดพบของพวกเขา เพื่อไม่ให้สายตาของรัฐมองเห็นและบงการ ‘ตัวตน’ ของพวกเขาได้แม้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

Photo: Sarunkorn Arthan

ในวันเปิดงานเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 พหลเธียเตอร์ ถูกปลุกขึ้นมาให้เป็นสถานที่แห่งความเชื่อและแหล่งกักเก็บพลังวิญญาณความหลากหลายที่สถิตอยู่ภายในโรงหนังเก่าแก่แห่งนี้ และเมื่อนั่งบนเก้าอี้นุ่มๆ ตัวใหม่ของโรงหนังและปรายตามองโดยรอบ นอกจากราดำตามช่องแอร์แล้วเราจะเห็นนั่งร้านต่อขึ้นไปสูงเสียดเพดาน ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งของลานพิธีกรรมเพื่อปลุกชีพของเหล่าวิญญาณบรรพชนเควียร์ให้มารับรู้การบวงสรวงของ H0M0HAUS ครั้งนี้


สิ้นเสียงสวดมนต์อัญเชิญวิญญาณเหล่าบรรพชนเควียร์ ก็พลันปรากฏตัวของร่างทรง/เจ้าแม่แห่งความหลากหลาย เราจะเห็นการพลีกรรมด้วยการผูกผ้าหลากสีให้กับเจ้าแม่ การรำบวงสรวงจาก ‘ศรีมาลา’ เมียผู้ใหญ่บ้าน ผู้ประกวดจาก Drag Race Thailand Season 2 สันนิษฐานว่าเป็นการ lip sync for your (sacred) life ก็ว่าได้ มากไปกว่านั้นผู้ชม (ในฐานะสาวก สาวิกา สาวิเควียร์) ก็ยังสามารถเต้นเพื่อเป็นปฏิบัติบูชาแด่เจ้าแม่ด้วย


ทว่าเบื้องหลังของการแสดง PSYCHOT!KA D!SGUSTOPA: QUEER NECROMANCY SYNTHFLESH CEREMONY นั้นกลับเป็นมากกว่าแค่เรื่องความเถิดเทิงล้นเกินของกะเทยอย่างที่คนทั่วไปเหมารวม เพราะนี่คือการประกาศกร้าวต่อดวงวิญญาณบรรพชนเควียร์ว่า ตัวตนของพวกเขาไม่เคยสูญหาย แต่ถูกรับรู้และสลักแน่นอยู่ในจิตสำนึกของคนรุ่นหลัง แม้จะไม่เคยพบหน้าในโลกความจริงก็ตาม ขณะเดียวกัน มันคือการส่งแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญเพื่อตะโกนบอกสังคมปิตาธิปไตยให้รับรู้ถึง ความไม่พอใจและเพลิงแค้นของกลุ่มเพศหลากหลายที่มีต่อโครงสร้างอันบิดเบี้ยวของสังคมไทยในปัจจุบัน
เมื่อพิธีกรรมบวงสรวงของ PSYCHOT!KA D!SGUSTOPA สิ้นสุดลง มันได้ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้บนเนื้อหนังและความรู้สึก ซึ่งตอกซ้ำย้ำเตือนว่าต่อจากนี้ไป พื้นที่ที่รัฐเคยผลักไสให้เราซ่อนตัว จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะบรรพชนเควียร์ได้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล และพร้อมจะร่วม ‘กลับชาติมาเกิดแบบสุดขั้ว’ ไปกับเทศกาลนี้ในทุกๆ ย่างก้าวหลังจากนี้

(ซ้ายไปขวา) วรรณศักดิ์ ศิริหล้า (กั๊ก), ปฏิพล (มิสโอ๊ต), และ ปัถวี เทพไกรวัล (AMADIVA)
The Queer Performing Arts Parliament: What Is Solo Queer Theatre?
หลังจากฟื้นคืนชีวิตแห่งความหลากหลายแล้ว ในลำดับถัดมาของเทศกาลที่เราได้เข้าร่วมในวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2569 คือ กิจกรรม panel discussion ที่ทำหน้าที่เป็นดั่งพื้นที่ปลอดภัยในการร่วมกันแบ่งปันและเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนผ่านเสวนาในหัวข้อ What Is Solo Queer Theatre? ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1
วาระสำคัญบนเวทีนี้ นำโดย 3 ผู้ปฏิบัติการและขับเคลื่อนแวดวงเควียร์เธียเตอร์ไทยอย่าง วรรณศักดิ์ ศิริหล้า (กั๊ก), ปัถวี เทพไกรวัล (AMADIVA), และ ปฏิพล (มิสโอ๊ต) ที่มาร่วมเผยความจริงและตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาต่อ ‘การแสดงเดี่ยวของศิลปินเควียร์’ ที่เต็มไปด้วย ‘ความเปราะบางและทรงพลัง’ ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางโครงสร้างพื้นฐานทางศิลปะและสังคมไทยที่ไม่เคยถูกออกแบบมารองรับ จนปัจจุบันก็มีเควียร์ที่แสดงเดี่ยวอยู่น้อยคน (เพราะที่มีในวงการก็มีอยู่สามคน) และ ‘practice’ ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
AMADIVA และมิสโอ๊ต แบ่งปันเรื่องราวและยกให้ละครเรื่อง ‘ไฉไลไปรบ’ ของวรรณศักดิ์ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการละครเควียร์ไทย ซึ่งวรรณศักดิ์กล่าวเพิ่มว่าในวันที่เขาต้องเล่นละครเรื่องนี้ เขาถูกมองเป็นคนบ้าๆ บอๆ ท่ามกลางนักแสดงละครชายแท้ ทำให้เขาต้องปรับตัวหลายครั้งมากๆ ก่อนการมาของคำว่า ‘เควียร์’ ในไทย จึงเป็นคำถามปลายเปิดที่ว่า ‘ละครเควียร์ถูกนิยามขึ้นเพราะผู้แสดงหรือไม่’

มิสโอ๊ตเสริมว่า อาจเกิดจากการเข้ามาของคำเรียก ‘เควียร์’ ที่เป็นเหตุให้การแสดงโดยกลุ่มเพศหลากหลายจะต้องเป็น ‘ละครเควียร์’ แม้ว่าผู้แสดงจะอยากหรือไม่อยากนิยามตัวเองก็ตาม ซึ่งวรรณศักดิ์กล่าวเพิ่มว่าการแสดงเดี่ยวของเควียร์จะถูกตั้งคำถามตลอดตั้งแต่ที่เขาเริ่มทำงาน ว่าทำไมถึงเป็นเควียร์ ทำไมถึงทำละครเรื่องเพศ (ทั้งๆ ที่อาจจะทำหัวข้ออื่นด้วยซ้ำ) ใครจะดูการแสดงเรื่องราวเหล่านี้กันแน่ แต่เขาก็ทำ ทำ และทำ มาตลอดจนเป็นที่มองเห็นในสังคม และความสำคัญในการยืนระยะในสังคมปิตาประชาธิปไตยนี้คือจะต้องทำอะไรก็ตามให้เหมาะกับตัวเอง
บทสนทนาเกิดขึ้นเรื่อยไปจนมาถึงข้อสำคัญที่ว่า ‘ละครเควียร์ สเตรทสามารถเล่นได้หรือไม่’ คำตอบที่ทั้งสามคนมองเห็นตรงกันคือ พวกเขาเหล่านั้นควรจะต้องใช้เลนส์แบบเควียร์ในการมองและแสดง แต่…แต่ทำไมจะต้องเล่นเป็นเควียร์ มันเป็นความท้าทายของ ‘การแสดง’ หรือไม่ แล้วทำไมจะต้องมาเบียดบังเอาการมีอยู่ของเพศหลากหลายไปจากอ้อมอกของพวกเขาอีก (ลองนึกถึงคู่จิ้นซีรีส์วายที่ชีวิตจริงเป็นชายแท้สิ) ซึ่ง AMADIVA เสริมว่าการที่เพศหลากหลายลุกขึ้นมาทำการแสดงเดี่ยวตามแบบของเรา ก็เพราะว่าเราไม่มีบทจะเล่น ในขณะที่เพศชาย-หญิงมีบทให้เล่นเป็นแสนเป็นล้านบท แล้วทำไมถึงยังมาใช้พื้นที่-เวลา และความสวยงามของเราในการทำงานแสดงละครอีก

มิสโอ๊ตเพิ่มเติมอีกข้อเท็จจริงที่ว่าละครเวทีเควียร์คือสิ่งร่วมสมัย มันจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงเพศและตัวของเราเสมอไป เพราะเควียร์มีเวลาและสุนทรียะของตนเอง เฉกเช่นการแสดงของวรรณศักดิ์ ที่อาจจะเป็นคนที่ทำพร็อพและใช้ร่างกายมาก, AMADIVA อาจเป็นแดร็กและวัฒนธรรมป็อป, หรือ มิสโอ๊ต ที่อาจทำละครผสมสื่อมากมายวิลิศมาหรา ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องทำงานแสดงเดี่ยวแบบเควียร์ตามขนบเดิม เพราะพวกเราทำงานมาจากตัวตน ไม่ได้จับทฤษฎีการละครแบบที่ใครเขาทำกัน ทุกๆ คนจึงต้องตามหาสิ่งที่สนใจและสัมพันธ์กับตัวเอง ไม่ใช่การลอกเลียนแบบคนอื่น
ท้ายที่สุด มิสโอ๊ตเปลือยให้เห็นและเข้าใจว่า ทำไมชายจริงหญิงแท้ถึงเล่นละครเควียร์ไม่ได้ คือ ประสบการณ์ของเควียร์เกิดจากที่เราเลือกจะเป็น เพราะฉะนั้นสเตรทจะไม่มีวันเข้าใจถึงความรุนแรงจากความเกลียดชังในครอบครัว ไม่มีวันเข้าใจถึงการเสริมฮอร์โมนเพศเป็นอย่างไร รวมถึงคำถามเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองจากสังคมและสภาพแวดล้อมอีกด้วย มิสโอ๊ตไม่ได้บอกว่านักแสดงสเตรทจะต้องมีประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อจะแสดงได้ แต่พวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีวันเข้าใจและเข้าถึงประสบการณ์ได้เลย การแสดงเดี่ยวของเควียร์จึงควรสงวนไว้ให้เควียร์ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครเกย์ กะเทย ทอม เลสเบี้ยน หรือความหลากหลายอื่นๆ ในกลุ่ม LGBTQIAN+ ซึ่งบทบาทของการแสดงเป็นเควียร์ก็ไม่ควรเป็น ‘ความท้าทายในการแสดง’ ของสเตรท และการแสดงเดี่ยวของศิลปินเควียร์ก็ควรเป็นอธิปไตยของเควียร์เองตั้งแต่ต้นจนจบ

MEN KUY: ACT NOW
เมื่อ ‘บทสนทนา’ บนเวทีเสวนาทิ้งทวนความเข้มข้นไว้เช่นนั้น ในเวลาต่อมาของเทศกาล แนวคิดการทวงคืนอธิปไตยเหนือเนื้อหนังและตัวตน ก็ถูกส่งไม้ต่อจากห้องเสวนาในร่มขยับขยายไปสู่ภาคปฏิบัติการบนพื้นที่สาธารณะ
ในช่วงเย็นย่ำเวลาห้าโมงของวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 ไฮไลต์สำคัญขยับสเปซจากบริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ไปที่ Buffalo Bridge Gallery เพื่อเปิดฉาก ‘MEN KUY : ACT NOW’ (ที่หมายถึง เม็นคุย : แอคนาว) การแสดงสาธารณะเชิงประท้วงที่ต่อยอดจากกิจกรรม ‘MEN KUY’ เพื่อท้าทายและตั้งคำถามต่อปิตาธิปไตยในชีวิตประจำวัน โดยใช้พื้นที่ของแกลเลอรี่เนรมิตเป็นพื้นที่ปาร์ตี้ที่เปิดเสรีให้ร่างกายบิดพลิ้ว เสียงเพลงดังลั่น และการดำรงอยู่ของผู้เข้าร่วมได้ปรากฏตัวอย่างตรงไปตรงมา ร่วมเผยทั้งความคับข้อง ความโกรธ ความเหนื่อยล้า รวมไปถึงความสนุกและพลังของการไม่ยอมจำนน การรวมตัวครั้งนี้ดำเนินไปผ่านบทสนทนาที่ลื่นไหลและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อยืนยันว่าตัวตนของผู้คนไม่อาจถูกกำกับหรือลบเลือนโดยโครงสร้างอำนาจที่กดทับได้อีกต่อไป

เพราะแม้เทศกาลนี้จะจบลงไปในวันที่ 14 มิถุนายนแล้ว แต่อธิปไตยเหนือเนื้อหนัง ตัวตน และศิลปะ ไม่อาจถูกพรากไปโดยกรอบคิดปิตาธิปไตยหรือระบอบใดๆ ได้อีก การต่อสู้บนทางแห่งความหลากหลายจึงไม่ใช่แค่ความรื่นเริงชั่วครั้งชั่วคราว และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หากแต่ถูกขับเคลื่อนผ่านทุกอณูของกิจกรรมในเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะในวงเสวนา การปะทะสังสรรค์ในเวิร์กช็อป การแสดงออกผ่านเนื้อหนังมังสา หรือการจัดวางตัวตนในนิทรรศการศิลปะ ทุกมิติล้วนเป็นการประกาศกร้าวว่าพวกเรา (กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ) พร้อมแล้วที่จะกลับมากำหนดชะตากรรมและทวงคืนพื้นที่สาธารณะ เพื่อร่วมกันสร้างโลกใบใหม่ที่ไร้การกดทับ

โลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งความเท่าเทียมและเจตจำนงอันแน่วแน่:
(หวังว่า) ในที่สุดเราก็มีที่หยัดยืน
(หวังจะ) สลัดทิ้งโลกขมขื่นที่ล้าหลัง
(หวังให้) ร่วมกันยาตราทัพรักเสรีมีพลัง
(หวังเพียง) จุดความหวังสร้างโลกใหม่ให้โสภี
_
1 อ่านเพิ่มเติมได้ที่
ทีมข่าวอาชญากรรม, “บุกทลาย ‘พหลเธียเตอร์’ วิกหนังโป๊กลางกรุง รวบโจ๋มั่วสุม-ค้าบริการ,” MGR Online, 22 สิงหาคม 2548, https://mgronline.com/crime/detail/9480000114154 (สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2569).
รวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด, “ย้อนอดีต ‘โรงหนังโป๊’ ย่านสะพานควาย: พื้นที่หลบซ่อนและสวมหน้ากากของสังคม,” TCIJ, 14 กรกฎาคม 2556, https://www.tcijthai.com/news/2013/07/scoop/2798 (สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2569).
อชิรวิทย์ เฮงทวีทรัพย์, “ย้อนรอย ‘พหลเธียเตอร์’ อดีตวิกหนังโป๊สะพานควาย ก่อนถูกกวาดล้าง,” สำนักข่าวอิศรา, 30 กรกฎาคม 2558, https://www.isranews.org/content-page/item/40094-film300758.html (สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2569).












