SINGORAMA ART FEST 2026

Singorama Art Fest 2026 เทศกาลศิลปะร่วมสมัยในเมืองเก่าสงขลาที่เน้นย้ำว่า ‘เราทำคนเดียวไม่ได้’

TEXT: TUNYAPORN HONGTONG
PHOTO: KIJPIMUK THAWORNSUK EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล เป็นศิลปินที่ทำงานศิลปะชุมชนมายาวนาน ส่วน เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล ผู้ก่อตั้ง a.e.y. space นั้น ทีมงานใกล้ชิดของเขาก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ศิลปะของพี่เอ๋เกี่ยวข้องกับชุมชนเสมอ’ ดังนั้นเมื่อ StudiOK ของนาวินมาจับมือกับ a.e.y. space เพื่อจัด Singorama Art Fest เราจึงเชื่อมั่นได้ว่ามันจะเป็นเทศกาลศิลปะที่มีชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

เพียงแต่สิ่งที่เราคิดไว้ก็ยังน้อยกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ

นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล (ซ้าย) และ เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล (ขวา)

Singorama Art Fest จัดขึ้นตลอดสามวัน ระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 ในเขตเมืองเก่าของสงขลา บนถนนนครนอก นครใน และนางงาม ถนนสามสายเส้นเล็กๆ ที่ทอดขนานกันโดยมีทะเลสาบสงขลาเป็นฉากหลังอยู่ทางฝั่งถนนนครนอก หลังจากห่างหายจากสงขลาไปสิบปี เมื่อกลับมาเยือนครั้งนี้ เราพบว่าเมืองเก่าสงขลาเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ มีเพียงร้านค้าเก่าแก่ไม่กี่ร้าน เติบโตกลายเป็นสถานท่องเที่ยวที่คึกคัก มีร้านค้า ร้านอาหาร แกลเลอรี ร้านหนังสือ และร้านกาแฟ หรือแม้แต่ creative comminity space ของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย และนักท่องเที่ยวก็หนาตาขึ้นด้วย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดที่ถนนเส้นเล็กๆ ทั้งสามสายเต็มไปด้วยรถรา จนคนเดินเท้าต้องคอยระวังหลัง

  • Photo: Kita Thapanaphannitikul

แต่ท่ามกลางดงคาเฟ่และร้านค้าใหม่ๆ เรายังคงเห็นรถเข็นการอจี้เจ้าเก่าและร้านขายขนมทองเอกของคุณยายคนเดิมตั้งอยู่ เช่นเดียวกับร้านเก่าแก่อีกหลายแห่งที่ยังคงเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือน และท่ามกลางเสียงก่อสร้างที่กระจายตัวอยู่หลายจุดเพื่อรีโนเวตให้อาคารเก่ากลายมาเป็นร้านค้าที่รอคิวจะแจ้งเกิดในอนาคต เรายังคงได้ยินเสียงดนตรีการแสดงโนราลอยมาแทรก เป็นกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยังคงไม่จางหายไปจากสงขลาแม้เมืองจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน

‘เด็กๆ รุ่นใหม่หลายคนกลับมาอยู่บ้านช่วงโควิด’ ปกรณ์ที่ย้ายกลับมาอยู่สงขลาเมื่อสิบกว่าปีก่อนและขับเคลื่อนพื้นที่สร้างสรรค์ในเมืองเก่าสงขลามาตลอด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเป็นธรรมดาที่คนรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตมากับโลกและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป จะหันมาสนใจอาชีพในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มากขึ้น ตั้งแต่ร้านกาแฟไปจนถึงช่างสัก แทนที่จะอยากเลือกค้าขายสินค้าอุปโภค-บริโภคแบบเดิมๆ หรือทำประมงแบบคนรุ่นพ่อแม่

เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล

เมื่อเห็นศักยภาพของเมืองที่มีกำลังพลพร้อมที่จะจัดเทศกาลศิลปะและสร้างสรรค์ Singorama Art Fest จึงเกิดขึ้น โดยทีมผู้จัดได้ชวนศิลปิน นักออกแบบ และผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์ในเมืองเก่าสงขลา มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานและกิจกรรมในแบบที่แต่ละคนถนัด เช่น เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี ‘Breaking the Cycle’ (2024) ที่ในคราวนี้จัดแสดงผลงานภาพยนตร์ศิลปะเรื่องแรก ‘Never Fades Away’ (2026) หรือ รัฐนคร ปิยะศิริโสฬส ศิลปินภาพถ่ายที่สืบทอดร้านขนม ‘สอง-แสน’ ของครอบครัวไปพร้อมกับสร้างพื้นที่บนชั้นสองของร้านให้เป็นสเปซสำหรับจัดแสดงงานศิลปะ ในขณะที่กลุ่มศิลปินช่างสักจาก Boran Tattoo Studio เปิดบ้านให้เราเข้าไปรู้จักการทำงานของพวกเขามากขึ้น

‘Never Fades Away’ (2026) | Photo: Kita Thapanaphannitikul

เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์

  • รัฐนคร ปิยะศิริโสฬส

นอกจากทัศนศิลป์แล้ว ผู้จัดงานยังขยายขอบเขตไปยังงานสร้างสรรค์แขนงอื่น เพื่อให้ครบถ้วนตามกรอบการทำงานที่วางไว้ ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านโลโก้ของเทศกาลที่เป็นรูปแห โดยภายในแหมีรูปทรงอีกสี่อย่างแทนศิลปะแขนงต่างๆ Singorama Art Fest จึงชักชวนนักการละครมาร่วมจัดการแสดงด้วย เช่น โรงละครชุมชนด่านซ้าย-สงขลา โดย Cherry Theatre และนักแสดง-ผู้กำกับละครเวทีอีกคนที่มีผลงานมามากมาย ฟารีดา จิราพันธ์ุ ก็นำเอาบทประพันธ์ของนักเขียนซีไรต์ชาวสงขลา บินหลา สันกาลาคีรี เรื่อง ‘เจ้าหงิญ’ มาสร้างสรรค์เป็นการแสดงเล่าเรื่องประกอบหุ่นมือ

  • ฟารีดา จิราพันธ์ุ

ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร บาร์ และร้านกาแฟอีกหลายแห่ง ก็เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการจัดทำเมนูพิเศษที่เปิดขายเฉพาะช่วงสามวันนั้น เช่น พาสต้าไข่ครอบซอสพริกยินดีสงขลา และ พิซซ่าหน้าไก่ทอดหาดใหญ่ โดย Paradis Pizzeria รวมทั้งกาแฟน้ำตาลโตนด และ พายผักเหรียงไข่ครอบ โดย Heart Made เป็นต้น ส่วนร้านขายของดีไซน์ ดาษดื่น ที่มักหยิบเอาวัฒนธรรมและกิมมิกเล็กๆ ของสงขลามาสร้างสรรค์เป็นสินค้าออกแบบร่วมสมัย อย่าง ผ้าพันคอลายมือตัวอักษรของเจ้าอาวาสวัดเลียบแบบเดียวกับที่เขียนป้ายประกาศหน้าวัด ก็ได้พัฒนาพัดสานไม้ไผ่ที่โด่งดังของพวกเขา จากลาย ‘รวยหนัด’ ที่ลิซ่า BLACKPINK เคยนำไปใช้ โดยเพิ่มลาย ‘โอเคหนัด’ ตามผลงาน ‘OK Nakhon 2: Singora Diart’ (2026) ของนาวิน เพื่อวางขายเป็นกรณีพิเศษในครั้งนี้

“คนคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมืองเป็นเมืองศิลปะหรือเมืองสร้างสรรค์ได้” ปกรณ์ให้ความเห็น ในฐานะผู้จัดเทศกาลครั้งนี้ เขาจึงทำหน้าที่เสมือนการเหวี่ยงแหออกไปเพื่อค้นหาและรวบรวมผู้คนที่น่าสนใจมาให้ถูกมองเห็น

“จริงๆ แล้ว งานของพี่นาวินทำหน้าที่หลักในการเล่าเรื่องของเมือง แต่การจัดงานครั้งนี้ขึ้นมาพร้อมๆ กันเหมือนการเติมเต็มในมุมอื่นๆ ว่าทำไมเราถึงมองว่าสงขลาสามารถเป็น art หรือ creative city ได้”

นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล

แต่นอกเหนือไปจากปัจจัยเรื่องคนแล้ว เขายังให้ความเห็นว่า กายภาพของเมืองเก่าสงขลาที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่และตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา ก็ยังเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่เอื้อต่อการมาเดินชมศิลปะ ชมเมือง และสัมผัสธรรมชาติ ไปพร้อมๆ กัน

ความเป็นเมืองเก่าแก่อย่างที่ปกรณ์บอกยังอาจตีความได้อีกอย่างหนึ่งว่า สงขลาเป็นเมืองที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และในงานครั้งนี้ แหของ Singorama Art Fest ไม่ได้เหวี่ยงออกไป เพื่อพาเอาศิลปินและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ๆ มาแนะนำเท่านั้น แต่ยังเชื้อเชิญศิลปินและผู้คนในแวดวงสร้างสรรค์รุ่นใหญ่อีกหลายคนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ตั้งแต่ศิลปินแห่งชาติ (โนรา) อาจารย์ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ที่นอกจากจะแสดงโนราในงานเปิดเทศกาลแล้ว ยังเปิด โนราบ้าน 168 บ้านเก่าอายุกว่า 170 ปี ที่ปัจจุบันเป็นสถานที่สืบทอดศิลปะโนราให้ผู้ชมได้เข้าไปเยี่ยมชม และ อาจารย์เสนีย์ เกื้อหนุน ศิลปินภาพเหมือนบุคคล ที่รอต้อนรับเราอยู่ที่สตูดิโอเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการวาดป้ายโฆษณาภาพยนตร์ในสมัยก่อน

อาจารย์เสนีย์ เกื้อหนุน

อีกหนึ่งกิมมิกที่น่ารักของเทศกาล คือ รถแห่ประชาสัมพันธ์ Singorama Art Fest ที่ขับตระเวนไปทั่วเมือง โดยผู้ทำหน้าที่นี้คือ ลุงบันเทิง จิตอาสาประจำชุมชนที่ขี่มอเตอร์ไซค์สามล้อไปทั่วเมืองเพื่อประกาศข่าวสารทั่วไปให้ชาวบ้านได้รับรู้

ตลอดสามวันของเทศกาลยังมีการจัดเสวนาวงเล็กๆ โดยสปีกเกอร์รุ่นอาวุโส อย่าง กิจกรรมรำลึกถึงมาซาโอะ เซโตะ อดีตนักเขียน ช่างภาพ และนักข่าวชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยหลายสิบปีและบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสงขลาไว้ในหนังสือของเขา งานนี้จัดขึ้นที่ร้านศิลปจำลองของอาจารย์จรัส จันทร์พรหมรัตน์ ผู้เก็บบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ไว้มากมาย ส่วนอีกวงเสวนาหนึ่งจัดขึ้นที่ริมทะเลสาบ เคล้ากับน้ำชาและของหวานดับร้อนชื่อแปลก ‘ผีตายหวาก’ โดยมีอาจารย์สดใส ขันติวรพงศ์ มาชวนคุณลุงคุณป้าท่านอื่นๆ มาร่วมเล่าถึงอดีตและแสดงความคิดเห็นต่อการดูแลจัดการเมืองเก่าสงขลาในวันที่การเปลี่ยนแปลงคืบคลานเข้ามา

อาจารย์สดใส ขันติวรพงศ์

การที่ Singorama Art Fest เชิญศิลปินและนักสร้างสรรค์อาวุโสเข้ามามีส่วนร่วมพร้อมๆ กับรุ่นกลาง รุ่นใหม่ รวมถึงรุ่นเล็กระดับประถม อย่าง สามพี่น้องครอบครัวบรรจงปรุ ที่มาวาดและเขียนหนังสือภาพมือทำเรื่องน่ารักชื่อ ‘บันทึกสงขลาตีกี่’ ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์แนวคิดเรื่อง ‘continuity-เชื่อมต่อ-ต่อเนื่อง’ หรือการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ตามกรอบที่ทางผู้จัดวางไว้อย่างลงตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์ที่มาเติมเต็มทำให้เทศกาลครั้งนี้เป็น ‘ศิลปะชุมชน’ ที่ชุมชนไม่ได้เป็นแค่สถานที่จัดงานเท่านั้น แต่หมายถึงการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ไม่ว่าจะในฐานะผู้สร้างสรรค์หรือผู้ชมก็ตาม

และตลอดสามวันของเทศกาล เราก็ได้เห็นทั้งชาวชุมชนและผู้ชมจากต่างถิ่นหลากหลายรุ่นมีความสุขกับงานครั้งนี้ ไม่ว่าจะเสียงหัวเราะของเด็กที่ได้ดูการแสดงเล่าเรื่องประกอบหุ่นมือ หนุ่มสาวที่เพลิดเพลินกับตลาดงานคราฟต์และดีไซน์ และรุ่นใหญ่ที่เดินออกมาจากบ้านเพื่อพูดคุยกันอย่างออกรสในวงเสวนาหรือไม่ก็ยิ้มไปกับการย้อนอดีตเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้คนรุ่นต่อมาได้ฟัง

ยังมีศิลปินอีกคนในเทศกาลที่เรายังไม่ได้กล่าวถึง คือ ผจญ หน่ายเทศ ที่จัดแสดงผลงานที่ 238 Studio @ 219 Inspiration Space บ้านสถาปัตยกรรมจีนฮกเกี้ยนอายุกว่าสองร้อยปี ศิลปะของผจญมีทั้งจิตรกรรมขนาดใหญ่และงานโมเสกที่นำเปลือกหอยมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ อย่างประณีต ก่อนเรียงร้อยเป็นภาพเรื่องราวของท้องทะเล ธรรมชาติ และสัตว์ป่า รวมถึงคอลิกราฟีอาหรับที่ใช้บันทึกถ้อยคำทางศาสนาอิสลาม

ผจญ หน่ายเทศ

แม้ว่าพื้นที่หลักของเทศกาลจะอยู่ในย่านเมืองเก่าซึ่งมีรากวัฒนธรรมไทยเชื้อสายจีนเป็นหลัก แต่การเข้าร่วมจัดแสดงผลงานของผจญก็ช่วยขยายภาพเมืองเก่าสงขลาในฐานะชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้เด่นชัดขึ้น ขณะเดียวกัน เรื่องราวของผจญซึ่งไม่เคยเรียนศิลปะมาก่อน แต่ใช้เวลาว่างจากการประกอบอาชีพประมงและเลี้ยงแพะศึกษาศิลปะด้วยตนเอง จนสร้างสรรค์ผลงานออกมาจำนวนมาก ก็ยังเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สะท้อนกรอบการทำงานของ Singorama Art Fest ที่เปิดกว้างต่อศิลปะ

“ผมคิดว่าถ้าเราไปตีกรอบศิลปะเมื่อไร เราจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ เพราะฉะนั้นเราจึงอยากให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ผมเชื่อว่าการเป็นตัวของตัวเองจะทำให้ศิลปะขยายศักยภาพไปได้จนสุด”

Photo: Kita Thapanaphannitikul

ส่วนอนาคตของ Singorama Art Fest ปกรณ์บอกว่ายังไม่มีการกำหนดรูปแบบหรือช่วงเวลาจัดงานที่แน่ชัด แต่ถ้าเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากให้เทศกาลย่ำอยู่กับที่ แต่อยากหาแนวทางหรือรูปแบบใหม่ๆ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรับฟังว่าชาวสงขลาอยากจะเห็นเทศกาลดำเนินไปในทิศทางไหน

“ศิลปะชุมชนต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนถึงจะไปต่อได้ เราทำคนเดียวไม่ได้”

facebook.com/SingoramArtFest