AŌMORIE

Apple Lau

ทำความรู้จัก Aōmorie ผ่านบทสัมภาษณ์ Apple Lau ถึงเบื้องหลังการพัฒนา Coffee Leather การทำงานร่วมกับช่างฝีมือ และแนวคิดเบื้องหลังงานออกแบบเหนือกาลเวลา

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF AŌMORIE

(For English, press  here)

เมื่อพูดถึง ‘หนัง’ เรามักนึกถึงความหรูหราในแบบดั้งเดิมที่มาจากหนังสัตว์ แต่ในยุคที่อุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังเผชิญกับโจทย์ด้านความยั่งยืน Aōmorie แบรนด์ดีไซน์จากสิงคโปร์กำลังนิยามคุณค่านี้ขึ้นใหม่ผ่านนวัตกรรม ‘Coffee Leather’ วัสดุทางเลือกซึ่งผลิตจากกากกาแฟรีไซเคิลและเส้นใยไผ่ธรรมชาติ โดยนำสัมผัสนุ่มคล้ายหนังและกลิ่นกาแฟอ่อนๆ มาสร้างสรรค์เป็นพื้นผิวสัมผัสรูปแบบใหม่ด้วยเทคนิคการจับจีบด้วยมือ นอกเหนือจากนวัตกรรมด้านวัสดุแล้ว Aōmorie ยังแสดงความรับผิดชอบต่อโลกผ่านโมเดลพรีออร์เดอร์ซึ่งช่วยลดการผลิตเกินความต้องการ คืนจังหวะการทำงานให้กับงานฝีมืออันประณีต และสร้างคุณค่าที่ยืนยาวให้แก่ผู้ใช้งาน

Bloom Bag

หลังจาก Aōmorie นำผลงานของแบรนด์มาจัดแสดงในงาน Boutiques Asia: The Bangkok Edition 2026 ณ ICONSIAM เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา art4d ได้พูดคุยกับ Apple Lau ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์อิสระแห่งนี้ ถึงแนวคิดในการนำประสบการณ์ทางสัมผัสกลับคืนสู่โลกแฟชั่น พร้อมสำรวจวิธีที่เธอผสานสุนทรียภาพเข้ากับนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นชิ้นงานเหนือกาลเวลาที่ให้ความสำคัญกับทั้งสไตล์และโลกของเรา

Bloom Bag

art4d: ทำไมคุณถึงรู้สึกว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังสูญเสียความเชื่อมโยงกับประสาทสัมผัสในยุคช็อปปิงออนไลน์ และ Aōmorie รับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

Apple Lau: เราอยู่ในยุคที่การช็อปปิงเกิดขึ้นผ่านหน้าจอ การตัดสินใจจึงมักอาศัยเพียงภาพที่มองเห็น เราเริ่มสูญเสียความเชื่อมโยงกับวัสดุและงานฝีมือไประหว่างทาง แม้กระทั่งประสบการณ์ง่ายๆ อย่างความรู้สึกของพื้นผิวเมื่อสัมผัสกับผิวกาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Aōmorie ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สัมผัสได้ จับต้องได้ และเปี่ยมด้วยมิติของพื้นผิว

  • Bloom Bag

art4d: ชื่อแบรนด์ได้แรงบันดาลใจจากความอุดมสมบูรณ์และการปลูกแอปเปิลอย่างพิถีพิถันในจังหวัดอาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น ความละเอียดลออของเกษตรกรรมญี่ปุ่นสอดคล้องกับแนวทางการออกแบบแฟชั่นและแนวคิดของแบรนด์คุณอย่างไร

AL: สิ่งที่ฉันประทับใจไม่ใช่เพียงความอุดมสมบูรณ์ของผลแอปเปิล แต่ยังเป็นแนวคิดที่ว่าคุณภาพของมันเกิดจากเงื่อนไขหลายอย่างมาบรรจบกัน ทั้งสภาพอากาศ ดินที่อุดมด้วยสารอาหาร การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และการเพาะปลูกยาวนานหลายปี เพราะของดีไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากปัจจัยต่างๆ ที่เหมาะสม ซึ่งตัวฉันมองการออกแบบในลักษณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ที่ดีไม่ได้ถูกกำหนดด้วยจุดเด่นเพียงอย่างเดียว แต่สั่งสมจากการเลือกสรรที่ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ตั้งแต่วัสดุไปจนถึงการใช้งาน และ Aōmorie เชื่อว่าเมื่อเราสร้างปัจจัยที่เหมาะสม การออกแบบที่ดีก็จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

art4d: ในฐานะนักออกแบบสิงคโปร์ คุณนิยาม ‘ผู้ใช้หรือลูกค้าของ Aōmorie’ ไว้อย่างไร และคุณสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของคนที่รักไฮแฟชั่นกับคนที่จริงจังเรื่องรักษ์โลกไว้ในผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียวได้อย่างไร

AL: สำหรับฉัน การใส่ใจงานออกแบบกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แนวคิดที่ขัดแย้งกัน ที่จริงแล้ว ลูกค้าของเรามักซื้อของน้อยชิ้นลง แต่กลับเลือกซื้ออย่างตั้งใจและมองเห็นคุณค่าของงานออกแบบที่ผ่านการคิดอย่างถี่ถ้วนและไม่ตกยุค ฉันมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่การเอาเรื่องการออกแบบไปต่อรองกับผู้คน แต่คือการออกแบบอย่างตระหนักรู้มากขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาวัสดุอย่าง Coffee Leather การผลิตในจำนวนที่น้อยลงเพื่อลดขยะที่ไม่จำเป็น หรือการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ไม่ตกยุคและไม่ได้ขับเคลื่อนตามกระแส ซึ่งในทุกการตัดสินใจล้วนถูกพิจารณาในฐานะส่วนหนึ่งของภาพรวม หากผลิตภัณฑ์สวยงามและใช้งานได้ดี ผู้คนก็ย่อมอยากเก็บรักษามันไว้โดยธรรมชาติ และนั่นคงเป็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าซึ่งเราหวังว่าจะได้เห็น

art4d: จากมุมในเชิงวัสดุศาสตร์ กากกาแฟมีโครงสร้างเป็นผงละเอียด ขณะที่เส้นใยไผ่ประกอบด้วยเส้นใยธรรมชาติที่เป็นเส้นยาว คุณใช้สูตรหรือกระบวนการใดในการยึดวัสดุทั้งสองเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและทนทานเพียงพอสำหรับการตัดเย็บ

AL: กากกาแฟที่เป็นผงและเส้นใยไผ่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถก่อรูปเป็นหนังที่ทนทานได้ วัสดุทั้งสองจึงถูกนำมารวมกันด้วยสารยึดประสานสูตรเฉพาะ และเสริมความแข็งแรงด้วยชั้นผ้ารองเพื่อสร้างวัสดุผสมที่มีความยืดหยุ่น ขั้นแรกคือการใช้ฐานที่แข็งแรงซึ่งผลิตจากเส้นใยไผ่ 100% จากนั้นจึงเพิ่มชั้นโฟมชีวภาพ Sorona® เพื่อให้วัสดุมีความนุ่ม ก่อนยึดทุกชั้นเข้าด้วยกันด้วยเรซินสูตรน้ำ สุดท้ายจึงผสมกากกาแฟรีไซเคิลเข้าไป เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสและมิติอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับ Coffee Leather แม้สูตรแบบเป๊ะๆ จะเป็นกรรมสิทธิ์ของซัพพลายเออร์ แต่สิ่งที่ฉันสนใจในฐานะนักออกแบบคือประสิทธิภาพของวัสดุ ทั้งความนุ่ม ความยืดหยุ่น และความเหมาะสมของการใช้งานในชีวิตประจำวัน

Bloom Scrunchie

Bloom Scrunchie

art4d: เราได้เห็นรายละเอียดด้านสัมผัสที่โดดเด่นอย่างการจับจีบในผลิตภัณฑ์ เช่น Bloom Scrunchie และ Bloom Bag คุณมีแนวทางออกแบบรายละเอียดอันซับซ้อนเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้ยังดูร่วมสมัย ไม่ตกยุค และไม่ยึดติดกับวัฏจักรของกระแส fast fashion

AL: เมื่อเริ่มกระบวนการออกแบบ ฉันจงใจหลีกเลี่ยงการมองหาแรงบันดาลใจ เพราะอยากให้แนวคิดเกิดขึ้นจากตัววัสดุเอง ไม่ใช่จากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว โดยปกติฉันจะเก็บตัวอย่างผ้าไว้ใกล้มือ เพื่อทดลองดูว่าวัสดุมีพฤติกรรมอย่างไร ยืดตัวแบบไหน และคงรูปได้มากน้อยเพียงใด หากคุณสังเกตรอยจีบบน Bloom Bag คุณจะเห็นว่าเราผ่านการทดลองมาหลายรอบ โดยทดสอบวิธีจับจีบหลายรูปแบบกว่าจะได้รูปทรงสุดท้าย จากนั้นฉันได้พัฒนาตัวต้นแบบขึ้นเองเพื่อขัดเกลารายละเอียด ก่อนถ่ายทอดแบบให้พาร์ตเนอร์ฝ่ายผลิตนำไปผลิตจริง

  • Coffee Charm

art4d: การใช้โมเดลธุรกิจแบบพรีออร์เดอร์เพื่อขจัดปัญหาการผลิตเกินความต้องการถือเป็นการตัดสินใจที่ต้องอาศัยความกล้า คุณบริหารจัดการธุรกิจและทำให้ผู้บริโภคออนไลน์ที่เคยชินกับ ‘ความพึงพอใจในทันที’ จาก e-commerce ให้รอคอยงานฝีมือที่ต้องใช้เวลาได้อย่างไร

AL: ฉันคิดว่าเราต้องขอบคุณความไว้วางใจจากลูกค้า โดยปกติเราจะเริ่มต้นด้วยการผลิตจำนวนไม่มาก เพื่อดูว่าสีและขนาดใดได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากที่สุด เมื่อสินค้าชุดนั้นจำหน่ายหมดแล้ว เราจึงเปลี่ยนไปใช้ระบบพรีออร์เดอร์ วิธีนี้ช่วยให้เราผลิตสินค้าได้อย่างรับผิดชอบมากขึ้น พร้อมสร้างความมั่นใจว่าสิ่งที่เราผลิตคือสิ่งที่ผู้คนต้องการจริงๆ แน่นอนว่าการพรีออร์เดอร์ต้องอาศัยความอดทน ความโปร่งใสจึงเป็นเรื่องสำคัญ เราแจ้งกรอบเวลาที่ชัดเจนและคอยอัปเดตความคืบหน้าให้ลูกค้าทราบตลอดกระบวนการ ฉันคิดว่าลูกค้าเข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้รอเพราะความไร้ประสิทธิภาพ แต่เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นต้องใช้เวลาและความใส่ใจ อย่างรอยจีบแต่ละจีบบน Bloom Bag ต้องพับขึ้นทีละจีบด้วยมือ ทำให้กระบวนการนี้ใช้เวลามากขึ้นไปอีก ลูกค้าหลายคนเห็นคุณค่าของแนวทางดังกล่าวและยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้

Coffee Charm

art4d: หัวใจของ Aōmorie คือความสุขจากการสัมผัส แต่หน้าร้านของคุณกลับอยู่บนโลกดิจิทัลเป็นหลัก คุณใช้วิธีใดถ่ายทอดพื้นผิว ความนุ่ม และคุณภาพระดับพรีเมียมผ่านภาพถ่ายและวิดีโอ เพื่อให้ลูกค้าแทบจะ ‘สัมผัส’ สิ่งเหล่านั้นได้ผ่านหน้าจอ

AL: การพยายามถ่ายทอดประสบการณ์ทางสัมผัสผ่านหน้าจอเป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจดี และโดยส่วนตัวแล้ว นี่เป็นหนึ่งในงานที่ฉันชอบทำมากที่สุด ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมการไปจนถึงหลังกระบวนการการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสง การจัดฉาก การจัดองค์ประกอบ การถ่ายภาพยนตร์ หรือการปรับเกลี่ยสี ทุกองค์ประกอบล้วนได้รับการออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดคุณสมบัติทางสัมผัสของผลิตภัณฑ์ และช่วยให้ผู้คนจินตนาการได้ว่า Aōmorie จะให้สัมผัสแบบใด ก่อนจะได้สัมผัสของจริง

ฉันเชื่อว่าภาพถ่ายที่ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ การถ่ายภาพระยะใกล้ และการออกแบบเสียงอย่างพิถีพิถัน สามารถถ่ายทอดพื้นผิวในแบบที่ปลุกความอยากรู้อยากเห็นได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีสิ่งใดทดแทนประสบการณ์จริง เมื่อลูกค้าได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ของเราด้วยตัวเอง หลายคนรู้สึกแปลกใจว่าผลิตภัณฑ์ให้สัมผัสนุ่มและลื่นสบายผิวขนาดไหน เนื้อหาดิจิทัลของเราจึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนการสัมผัส แต่เพื่อเชื้อเชิญให้ผู้คนอยากสัมผัสมันมากกว่า

Coffee Charm

art4d: ผลิตภัณฑ์ของ Aōmorie ออกแบบในสิงคโปร์ แต่ผลิตขึ้นผ่านความร่วมมือกับช่างฝีมือในเฉิงตู กวางตุ้ง และเจียงซี ประเทศจีน คุณมีกระบวนการควบคุมคุณภาพอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าทุกรอยจีบและทุกฝีเข็มเป็นไปตามมาตรฐานระดับพรีเมียมของแบรนด์

AL: เรามีกระบวนการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ก่อนเริ่มการผลิต ฉันจะพัฒนาต้นแบบเพื่อขัดเกลาทุกรายละเอียด และกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนให้พาร์ตเนอร์ฝ่ายผลิตปฏิบัติตาม ตลอดกระบวนการผลิต เราตรวจสอบผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับรูปทรง การเย็บ และความเรียบร้อยโดยรวม ขณะเดียวกัน เราก็ตระหนักว่างานฝีมือย่อมมีความแตกต่างเล็กน้อยในแต่ละชิ้น ฝีเข็มที่คลาดเคลื่อนไปหนึ่งมิลลิเมตรไม่ได้ส่งผลต่อการใช้งานหรืออายุของผลิตภัณฑ์เสมอไป แทนที่จะทิ้งชิ้นงานที่มีตำหนิเพียงเล็กน้อย เราได้นำผลิตภัณฑ์ที่มีตำหนิมาจำหน่ายในคอลเล็กชัน Studio Seconds ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ของ Aōmorie ในราคาที่ถูกลง พร้อมช่วยให้เราลดขยะที่ไม่จำเป็นไปด้วย

art4d: ในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ยุคใหม่ที่เชื่อมโยงนวัตกรรม จริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อม และความอยู่รอดทางธุรกิจเข้าด้วยกันได้สำเร็จ คุณอยากให้คำแนะนำอะไรแก่นักออกแบบรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันจะสร้างแบรนด์แฟชั่นของตนเองในยุคนี้

AL: จงอดทนกับตัวเองและกระบวนการทำงาน ผู้คนสัมผัสได้ถึงความจริงใจ เพราะฉะนั้นอย่าเร่งตัวเองเพียงเพื่อให้ใครมองเห็น

aomorie.com
instagram.com/aomorie.official