CHERENE PHAHOL-WATCHARAPOL

Image courtesy of art4d

จากแรงบันดาลใจของ Cadaqués สู่ CHERENE Phahol-Watcharapol งานออกแบบที่ตีความ mediterranean architecture ผ่านซุ้มโค้ง แสงธรรมชาติ และพื้นที่กึ่งภายนอก

TEXT: NATHATAI TANGCHADAKORN
PHOTO: KETSIREE WONGWAN EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

ผู้อยู่อาศัยทุกคนล้วนมีรูปแบบสถาปัตยกรรมหรือการออกแบบภายในที่ชอบในใจตัวเอง เพียงแต่หลายคนอาจไม่เคยทราบแน่ชัดว่ารูปแบบที่ตัวเองชอบนั้นมีชื่อเรียกอย่างไร หากสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียนทำให้เรานึกถึงความเรียบง่ายของสีอ่อนและวัสดุไม้ สถาปัตยกรรมจาก ‘สเปน’ ก็มีภาษาที่จดจำได้ไม่แพ้กัน ทั้งผนังสีขาว รูปทรงซุ้มโค้ง และบรรยากาศของเมืองชายฝั่งที่ดูผ่อนคลาย แต่ยังคงมีชีวิตชีวาเฉพาะตัว 

CHERENE พหล-วัชรพล เป็นโครงการที่ออกแบบด้วยแนวคิด A Sanctuary of Serene Living ผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรม Modern Coastal Spanish หรือหากเจาะจงลงไปอีก โครงการนี้ได้หยิบเอาเอกลักษณ์ของเมือง Cadaqués โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมมาใช้งานเป็นต้นแบบ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปที่รากของสถาปัตยกรรมในเมืองนี้ จะอยู่ในกลุ่มสถาปัตยกรรมเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Architecture) ที่พบในประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาทิ สเปน อิตาลี กรีซ และตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยมีจุดร่วมสำคัญคือการออกแบบที่ตอบรับสภาพอากาศและวิถีชีวิตของเมืองชายฝั่ง ก่อนจะถูกนำมาตีความให้เข้ากับบริบทของโครงการ 

ในพื้นที่ 373 ตารางเมตรของบ้านไทป์ Alcazar นั้นถ่ายทอด 3 เอกลักษณ์หลักของสถาปัตยกรรมเมดิเตอร์เรเนียนออกมาเป็นอย่างดี เริ่มจากโครงสร้างเรียบง่ายสะอาดตาของบ้านที่มาพร้อมสีขาวหรือสีอ่อนล้วน รวมถึงผนังสตัคโค (stucco wall) เสมอเพื่อสะท้อนความร้อนจากแดดจัด ถัดมาคือหลังคาจั่วกรุกระเบื้องดินเผาสีแดงซึ่งถูกโครงการเปลี่ยนเป็นหลังคาคอนกรีตในโทนสีเดียวกันให้ง่ายต่อการบำรุงรักษา และประการสุดท้ายที่โดดเด่นที่สุดคือการใช้ซุ้มโค้งเป็นองค์ประกอบตกแต่ง แต่ที่ว่ามาก็เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เพราะสาระของสถาปัตยกรรมในภูมิภาคนี้ยังมีประเด็นด้านการใช้งานที่ขาดไม่ได้อย่าง ‘แสงธรรมชาติ’ และ ‘การเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ภายนอกและภายใน’ ด้วย 

double volume dining area

  • bar

ด้วยไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่คุ้นชินกับการใช้ชีวิตภายนอกบ้านแม้จะอยู่ในเมืองที่อากาศร้อน สถาปัตยกรรมเมดิเตอร์เรเนียนจึงต้องตอบรับด้วยพื้นที่ภายนอกซึ่งมีหลังคาปกคลุมเสมอ เช่นเดียวกับ Alcazar ที่มีพื้นที่ระเบียงแบบ semi-outdoor ทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง อีกหนึ่งความพิเศษที่ Alcazar เพิ่มเข้ามา คือการวางพื้นที่ double volume แนวยาวข้างผนังกระจกสูงจรดเพดาน เพื่อสร้างมิติของพื้นที่และการเชื่อมโยงทางสายตาระหว่างชั้น เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยรังสรรค์การใช้งานเป็นโซนครัว โต๊ะทานอาหาร และบาร์อย่างโอ่อ่าต่อเนื่องกัน ในขณะที่ห้องนั่งเล่นถูกจัดไว้เป็นโซนเล็กๆ อบอุ่นซึ่งล้อมด้วยหน้าต่างบานใหญ่ นอกจากนี้ยังมีห้องอเนกประสงค์ไว้สำหรับเลือกตกแต่งเป็นห้องนอนแขกหรือห้องสันทนาการอีกด้วย 

  • master bedroom

แสงธรรมชาติยังคงได้รับความสำคัญบนชั้นสอง โดย Alcazar แบ่งพื้นที่ห้องนอนออกเป็น 2 ปีก และออกแบบ Gallery Walkway เป็นแกนเชื่อมต่อสู่ master bedroom สร้างความต่อเนื่องของพื้นที่ตลอดชั้นบน ขณะเดียวกันทางเดินแบบเปิดยังเชื่อมมุมมองลงสู่พื้นที่ใช้ชีวิตด้านล่าง ให้สามารถมองเห็นทั้งพื้นที่ภายในและหน้าบ้าน พร้อมรับแสงธรรมชาติจากผนังกระจกสูงให้กระจายเข้าสู่พื้นที่ชั้นบนได้อย่างทั่วถึง หรือหากต้องการความเป็นส่วนตัว ห้องนอนทั้ง 3 ห้องก็มีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอสำหรับการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ตามที่เห็นว่าในบ้านตัวอย่างซึ่งผ่านการตกแต่งมาแล้ว แม้จะกั้นผนังเพิ่มเพื่อทำ walk-in closet ใน master bedroom ก็ยังมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับโซนนั่งเล่นและโซนทำงานริมหน้าต่าง 

clubhouse

  • clubhouse

องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเมดิเตอร์เรเนียนครอบคลุมมาถึงคลับเฮาส์สีทราย ทว่าเบนทิศทางมาทางกรีซซึ่งใช้หลังคาแบน (flat slab) แทนหลังคาจั่ว แล้วตกแต่งด้วยโครงสร้างหลังคาหลอกที่ยื่นออกมา อาคารคลับเฮาส์ซึ่งประกอบด้วยยิม สระว่ายน้ำ พื้นที่ co-working และห้องประชุมนี้เปลี่ยนบรรยากาศของพื้นที่ส่วนกลางให้แตกต่างจากพื้นที่พักอาศัย โดยมีแกนกลางหลักเป็นสระว่ายน้ำเปิดโล่งไปถึงด้านหลัง ส่วนไฮไลต์คือกำแพงหนาหนัก 3 ผืนที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง ตัดรสด้วยการเจาะช่องเปิดเป็นซุ้มโค้ง กำแพงเหล่านี้นอกจากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรับน้ำหนักแล้วยังช่วยกำหนดจังหวะของพื้นที่กลางแจ้ง แบ่งการใช้งาน และทำหน้าที่เป็นฉากบังสายตาบางส่วนให้เจ้าของบ้านที่มาใช้ 

co-working space

  • co-working space

CHERENE พหล-วัชรพล มอบบรรยากาศแห่งการพักผ่อนให้เจ้าของบ้าน ด้วยการนำองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเมืองชายฝั่งมาปรับใช้ผ่านรูปทรง ช่องเปิด แสงธรรมชาติ และพื้นที่กึ่งภายนอก ตามแนวคิด A Sanctuary of Serene Living จนสามารถคว้ารางวัล Architecture and Design Considerations: Residential (Low Rise) จาก FIABCI-Thai Prix d’Excellence Awards 2026 โดยโครงการตั้งอยู่บนถนนวัชรพลที่เชื่อมต่อเมืองได้สะดวกและมีความสงบในตัว ทั้งยังใกล้ทางด่วนฉลองรัช เพียง 5 นาที เชื่อมต่อรามอินทรา-พหลฯ-เกษตรนวมินทร์ และยังใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานใหม่และสายหยุด มีรูปแบบให้เลือกชม 5 ไทป์ ขนาดตั้งแต่ 218 – 373 ตารางเมตร

peaceandliving.co.th
facebook.com/peaceandliving