สัมผัสอนาคตของระบบแสงสว่าง ผ่าน Talk+Tour โดย Carla Wilkins & Philip Rafael ภายใต้หัวข้อ ‘Designed Moments’ งานออกแบบที่ตั้งใจสร้างเพื่อให้ผู้คนรู้สึกและจดจำ ณ Light + Building 2026
TEXT: NATHANICH CHAIDEE
PHOTO COURTESY OF MESSE FRANKFURT EXHIBITION GMBH EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
งาน Light + Building 2026 ที่ Messe Frankfurt ประเทศเยอรมนี กลับมาอีกครั้งโดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นความยั่งยืน การเชื่อมต่ออัจฉริยะ และการออกแบบแสงสว่าง ร่วมกับอาคารที่จำเป็นต้องสร้างระบบจัดการพลังงานด้วยตัวเองมาก โดยใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ทันสมัยขึ้นทั้งจาก AI, Smart Energy และ IoT
ไฮไลต์ของงานคือ โปรแกรม Talk+Tour ซึ่งในวันแรกมาในหัวข้อ Designed Moments โดย Carla Wilkins & Philip Rafael ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมชมงานได้สัมผัสกับอนาคตของระบบแสงสว่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งอุตสาหกรรม เพื่อสร้างการออกแบบโซลูชันที่มีความหมาย และรับแรงบันดาลใจจากนวัตกรรมและเครื่องมือใหม่ๆ สู่การสร้างสรรค์งานออกแบบที่มีความหมาย

Carla Wilkins เริ่มต้นด้วยประเด็นที่น่าสนใจในคู่ตรงข้ามของ ‘แสง’ นั่นก็คือ ‘เงา’ สิ่งสำคัญสำหรับนักออกแบบทุกคนจึงเป็นเรื่องที่ว่า เราไม่ได้ออกแบบแค่แสง แต่รวมถึงความมืดและความคอนทราสต์ด้วย เพราะหลายปรากฏการณ์แจ่มชัดขึ้นได้ด้วยเงา และ Philip Rafael เสริมในประเด็นแรกนี้อย่างน่าสนใจว่า “ในที่นี้ เงาเป็นตัวพาความหมาย เคลื่อนไปสู่อีกมิติหนึ่ง ทำให้งานมีมิติลึกขึ้น”
ทั้งสองพาเดินชมภายในงาน พร้อมกันกับการบอกเล่าเรื่องราวระหว่างทางของแต่ละชิ้นงาน อย่างร้านน้ำหอม Caron Paris ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส งานออกแบบโดย Casper Mueller Kneer Architects ในพื้นที่นี้ ‘น้ำหอม’ เป็นพระเอก แต่ในมุมมองของการออกแบบแสง ขวดน้ำหอมไม่ได้โดดเด่นเพียงเพราะแค่ส่องไฟใส่ แต่ความโดดเด่นมาจากการเลือกพื้นผิวที่ให้แสงไปปรากฏอยู่ โมเมนต์จากการออกแบบนี้ จึงเป็นเหมือนกับการสนทนาระหว่างแสงกับวัสดุ แสงจะมีความหมายในเชิงการรับรู้ของมนุษย์ก็ต่อเมื่อมันไปกระทบกับพื้นผิวแล้วสะท้อนกลับมา แล้วพื้นผิวของวัสดุก็ตอบสนองกลับด้วยการทำให้แสงนุ่มขึ้น คมขึ้น เปล่งประกาย และเผยให้เห็นรายละเอียดต่างๆ ชัดเจนขึ้น เราอาจไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดของวัสดุตั้งแต่จังหวะแรก แต่ค่อยๆ รับรู้ในจังหวะถัดไป นับเป็นการสื่อสารที่ละเมียดไปจนถึงรายละเอียดของความไม่สมบูรณ์เล็กๆ บนพื้นผิวแก้วที่บรรจุน้ำหอมอยู่ ก่อนไปถึงของเหลวภายในที่เห็นอย่างคมชัด ในขณะที่ภาพสะท้อนนุ่มนวลขึ้น นับเป็นการเล่นกับวัสดุที่ประสบความสำเร็จมาก

Photo: Rungladda Chakputra

Photo: Rungladda Chakputra
ผลงานของ Casper Mueller Kneer Architects ถูกเล่าถึงอีกครั้งผ่านโปรเจกต์ Jill Sander Flagship Store Ginza ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จากมุมมองระยะไกล เราจะเห็นอาคาร façade หินดูสงบสุขุม แต่ท่ามกลางความนิ่งนั้น วินโดว์ดิสเพลย์ขนาดใหญ่ของร้านกลับเริ่มสื่อสารกับเราออกมาจากพื้นผิวหิน เมื่อมองเข้าไปใกล้ขึ้น ภายในเผยให้เห็นบรรยากาศนิ่งสงบที่ถูกควบคุมอย่างตั้งใจ แสงให้ความรู้สึกอบอุ่น สม่ำเสมอ เช่นเดียวกันกับวัสดุที่ซื่อสัตย์ ไร้การปรุงแต่ง ทุกจังหวะของการมองยังคงรักษาความสงบของสถาปัตยกรรมเอาไว้ได้อย่างดีมาก

และเมื่อเดินเข้าไปภายในร้าน เรากลับถูกดึงเข้าสู่บรรยากาศของร้านอย่างเต็มที่ แสงในที่นี้มีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรม แสงซ่อนตัวอยู่ภายในองค์ประกอบของอาคารอย่างแนบเนียนแต่ทว่ากระจายออกมาอย่างนุ่มนวล ทำให้วัสดุได้แสดงตัวเองของตัวเองออกมาเต็มที่ และหากสังเกตดีๆ จะพบการเน้นแสงแบบเบาๆ บริเวณที่นั่งหรือชั้นวางสินค้า ซึ่งการใช้แสงเพียงเล็กน้อยสำหรับขับเน้นรายละเอียด ถ่ายทอดความเรียบนิ่งของแบรนด์ได้อย่างมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว

ตัวอย่างอีกผลงานยังคงอยู่ที่เอเชีย กับอาคาร The Henderson โปรเจกต์ใหญ่โดย Zaha Hadid Architects ซึ่งตัวสถาปัตยกรรมเองนับว่ามี statement ที่ชัดเจนอยู่แล้ว หน้าที่ของการออกแบบแสงจึงเป็นการเปิดทางให้ทิวทัศน์ เพราะในเมืองที่หนาแน่นอย่างฮ่องกง การได้มองออกไปเห็นสวนหรือพื้นที่สีเขียวนับเป็นช่วงเวลาแสนพิเศษ
อีกโปรเจกต์ที่น่าสนใจใน Frankfurt เอง คือ Loop 5 รีเทลมอลล์ที่ถูกรีโนเวทให้กลายเป็นพื้นที่รีเทลบวกบันเทิงสำหรับครอบครัว ความสนุกจึงเป็นส่วนผสมหลักของโครงการ แนวคิดสำคัญในการออกแบบแสง คือการสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำตั้งแต่ทางเข้าจากลานจอดรถเข้าสู่โครงการ โดยแต่ละทางจะถูกออกแบบให้มีธีม สี และแสงที่แตกต่างกันให้ง่ายต่อการจดจำ อย่างผนังเชอร์รี เงาสะท้อน หรืองานกราฟิก ที่กลายเป็นช่วงเวลาที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้จริงและสร้างประสบการณ์
ทั้งสองปิดท้ายงานทอล์กและทัวร์ด้วยประเด็นสำคัญในฐานะออฟฟิศที่มีทีมงานจากทั่วทุกมุมโลก “สิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับพวกเรา ไม่ได้มีเพียง Design Intelligence แต่รวมถึง Cultural Intelligence ด้วย ไม่ว่าคุณจะมาจากอเมริกาใต้หรือเอเชีย มาตรฐานหรือประสบการณ์ในการทำงานย่อมต่างกัน รวมทั้งลูกค้าของเราก็มาจากทั่วโลกซึ่งมีเจตคติที่ต่างกัน”
“ดังนั้น การทำงานร่วมกันจึงไม่ใช่แค่เรื่องความเชี่ยวชาญหรือเครื่องมือ แต่คือความเข้าใจทางวัฒนธรรมด้วย สิ่งสำคัญคือการสื่อสาร การรับฟัง และการเปิดใจ บางครั้งเราอาจยึดติดกับวิธีคิดของตัวเอง อย่างความแม่นยำแบบเยอรมัน หรือเอเชียที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดที่ลึกและรอบด้านมากกว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรถูกหรือผิด แต่เป็นความต่างที่มีคุณค่า หากเราไม่สามารถถอยออกมาเพื่อเคารพมุมมองของอีกฝ่าย เราอาจพลาดวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าที่เราคุ้นเคยไป การทำงานในโลกปัจจุบัน และการสร้างงานออกแบบที่ดีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย”

“สำหรับเรา สิ่งสำคัญจึงเป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อเราเปิดใจรับฟัง เราจะได้เรียนรู้ว่าคนอื่นก็มีความคิดที่เฉียบคมไม่แพ้กัน การแลกเปลี่ยนจึงไม่ใช่เรื่องแพ้หรือชนะ แต่คือการได้ร่วมงานกัน และรักษาพลังบวกไว้ในทุกกระบวนการทำงาน” Carla Wilkins และ Philip Rafael ทิ้งท้ายผ่านวิธีคิดในการทำงานอย่างเป็นสากล เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ปลายทางร่วมกันคือ ประสบการณ์จากงานออกแบบที่ตั้งใจสร้างเพื่อให้ผู้คนรู้สึกและจดจำ (Designed Moments)


Photo: Rungladda Chakputra 







