PATTANI DECODED 2026

Photo: Sarunkorn Arthan

สำรวจ 6 ผลงานน่าสนใจในงาน Pattani Decoded 2026 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชาวปัตตานีผ่านงานออกแบบ ที่เชื่อมโยงสายน้ำ ผู้คน ความทรงจำ และวัฒนธรรมเข้ากับมุมมองร่วมสมัย

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF CREATIVE ECONOMY AGENCY EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

ยามที่เราพูดถึงคำว่า ‘การกระจายอำนาจ’ ในมิติทางรัฐศาสตร์ เรามักนึกถึงเรื่องโครงสร้างการปกครอง การบริหาร หรือการจัดสรรงบประมาณสู่ท้องถิ่น ทว่าในมิติทางวัฒนธรรมและสังคม ‘งานออกแบบ’ เองก็กำลังเผชิญหน้ากับการกระจายอำนาจครั้งสำคัญในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้  เพราะโลกในยุคแห่งการไร้พรมแดนนั้น ไม่จำเป็นต้องยึดติดหรือรวมศูนย์อยู่แค่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ อีกต่อไปแล้ว

พลังสร้างสรรค์ของยุคสมัยนี้งอกงามและเปล่งเสียงได้ในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กลุ่มนักออกแบบและชุมชนคนรุ่นใหม่ทั้งนอกและในปัตตานีได้พิสูจน์ให้เห็นมาโดยตลอดว่างานออกแบบนั้นมีบทบาทมากเพียงใดในการขับเคลื่อนเมือง นักออกแบบมากหน้าหลายตาได้ก้าวเข้ามาท้าทายภาพจำเดิมๆ และดึงเอาทุนทางวัฒนธรรมที่ซ้อนทับอยู่ในประวัติศาสตร์มาสร้างบทสนทนาใหม่ด้วยน้ำเสียงของคนในพื้นที่เอง โดยความเคลื่อนไหวที่ค่อยๆ เติบโตอย่างมีนัยสำคัญนี้เอง คือรากฐานสำคัญที่นำไปสู่เทศกาลสร้างสรรค์แห่งปีอย่าง ‘ปัตตานีดีโคตร’ หรือ ‘Pattani Decoded 2026’

เอาจริงๆ แค่ชื่อก็น่าสนใจ จริงไหม? เพราะนอกจากจะสื่อถึงว่าปัตตานีเป็นเมืองที่ ‘โคตรดี’ ด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมเสน่ห์ อาหารการกิน รอยยิ้ม และความหลากหลายที่ไม่เหมือนใคร เพียงแต่เรื่องดีๆ เหล่านี้ยังรอการ ‘Decoded’ เพื่อเปลี่ยนทุนเดิมของเมืองให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ยุคใหม่ที่จับต้องได้ ซึ่ง ‘รหัส’ ที่เทศกาลปีนี้เลือกนำมาคลี่กางให้เราดู ก็คือเรื่องราวของแม่น้ำปัตตานี ภายใต้ธีม ‘Riversation’ ที่เปลี่ยนย่านเมืองเก่าและชุมชนริมน้ำให้กลายเป็นพื้นที่เปิดบทสนทนาครั้งใหม่ระหว่างผู้คนกับสายน้ำที่หล่อเลี้ยงเมืองนี้มาแสนนาน

  • Photo: Sarunkorn Arthan

‘Riversation’ ที่เกิดจากการสมาสคำระหว่าง ‘River’ และ ‘Conversation’ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงานในปีนี้ ที่ชวนเราย้อนกลับมาฟังเสียงและเริ่มต้นตั้งคำถามกับ ‘แม่น้ำปัตตานี’ สายน้ำสายใหญ่ที่เป็นเหมือนเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงชีวิต ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณของเมืองนี้มาอย่างยาวนาน ทำให้สายน้ำปัตตานีจึงเป็นสเปซทางวัฒนธรรมที่โอบรับผู้คนหลากความเชื่อ ทั้งชาวไทยพุทธ มุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีนในย่านเมืองเก่าให้เติบโตและพึ่งพาอาศัยกันเสมอมา และการเปิดบทสนทนากับสายน้ำในครั้งนี้ เกิดขึ้นผ่านการนำกระบวนการออกแบบเข้าไปทำงานร่วมกับพื้นที่จริงตลอดริมฝั่งน้ำเพื่อดึง ‘เสียง’ ของคนริมน้ำ ความทรงจำที่เคยถูกมองข้าม และวิถีชีวิตจริงที่ยังเคลื่อนไหว มาแปลงเป็นรหัสบทสนทนาชุดใหม่ที่ทำให้เราเข้าใจเมืองปัตตานีผ่านสายน้ำสายนี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ท่ามกลางสถานที่และผลงานที่น่าสนใจหลากหลายชิ้นของ Pattani Decoded 2026 แต่ art4d ขอหยิบยกผลงาน 6 ชิ้นที่น่าสนใจในแง่มุมของความทรงจำ ธรรมชาติ และตัวตนของชาวปัตตานีผ่านมุมมองนักออกแบบคนในและสายตาของพันธมิตรต่างถิ่น ที่ตั้งอยู่บริเวณย่านอา-รมย์-ดี (ย่อมาจาก ถนน ‘อา’เนาะรู , ถนนปัตตานีภิ‘รมย์’, และถนนฤๅ‘ดี’) ย่านจะบังติกอ และย่านสะบารัง ในเมืองเก่าปัตตานี

ชารีฟ ลอนา

ความทรงจำไร้เสียง (The Missing Cannon)
โดย Studio Act of Kindness
ที่ บ้านนายกดิเรก ถนนปัตตานีภิรมย์

เราพบกับ ชารีฟ ลอนา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Studio Act of Kindness เขาเล่าให้ฟังถึงการออกแบบประสบการณ์เชิงพื้นที่ใน ‘บ้านนายกดิเรก’ บ้านจีนเก่าแก่บนถนนปัตตานีภิรมย์ของดิเรก คณานุรักษ์ (อดีตนายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี)

ชารีฟตั้งต้นจากตำนานเก่าแก่เรื่องหนึ่งที่เล่าถึงการจมหายและสาบสูญของปืนใหญ่มหาเลลา และมหานครา ปืนใหญ่สองกระบอกของรัฐปาตานี ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งแม้ในความเป็นจริงจะไม่มีใครเคยเห็นปืนนั้นจริงๆ ก็ตาม ทว่าสิ่งที่ชารีฟค้นพบระหว่างบทสนทนาเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของวัตถุในตำนาน แต่คือ ‘เสียงของผู้คนริมน้ำ’ ที่ขาดหาย ถูกกดทับ และถูกทำให้เงียบลงไปในประวัติศาสตร์กระแสหลัก ชารีฟจึงนำเสียงสัมภาษณ์ของผู้คนในย่านสะบารังและปัตตานีภิรมย์ทั้ง 3 ท่าน มาถักทอร้อยเรียงร่วมกับเรื่องราวของปืนใหญ่ ถ่ายทอดผ่านการออกแบบประสบการณ์เชิงพื้นที่ 3 ลำดับฉาก

  • ปะติดปะต่อ

ปลุกตื่นเรื่องราว

ส่วนแรก ‘ปะติดปะต่อ’ พื้นที่จัดแสดงความทรงจำร่วมของชาวปัตตานีผ่านผืนผ้าโสร่งและส่วนประกอบในการประมง ส่วนที่สอง ‘เสียงสะท้อนแห่งการเปลี่ยนผ่าน’ พื้นที่ตั้งประติมากรรมปืนใหญ่ในความทรงจำ แสดงผ่านลำกล้องสีดำขนาดยาวที่ชวนตั้งคำถามถึงทุกๆ อย่างที่ผ่านมา ตั้งแต่ รูปลักษณ์ รูปลาย หรือรูปทรงจำของปืนใหญ่ที่สัมพันธ์ในชีวิตชาวริมน้ำปัตตานี ส่วนสุดท้าย ‘ปลุกตื่นเรื่องราว’ พื้นที่ล้อมผ้าและตั้งเก้าอี้เรียงรายไว้เพื่อแลกเปลี่ยนความทรงจำของผู้ชมทุกๆ คน ซึ่งแม้ภายนอกจะดูปลอดภัย แต่ก็ถูกจับจ้องโดยกล้องวงจรปิด ทำให้ชวนตั้งคำถามต่อถึงความปลอดภัยของผู้คนในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่จับจ้องโดยรัฐอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น Studio Act of Kindness ยังยกระดับมิติทางอารมณ์ด้วยการร่วมมือกับ Copenn. แบรนด์เครื่องหอมที่ร่วมสกัด ‘ความทรงจำริมน้ำ’ ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะในแต่ละสเปซ เช่น โน้ตกลิ่นผลไม้ซีตรัสผสานดอกไม้หวานในห้องที่สาม ซึ่งเป็นกลิ่นอายที่ชาวจีนพื้นถิ่นปัตตานีคุ้นเคย ซึ่งช่วยปลุกความทรงจำส่วนบุคคลและเชื่อมโยงเราเข้ากับบริบทของพื้นที่ผ่านมิติของกลิ่นได้อย่างสมบูรณ์

สันติ ลอรัชวี

(อีก) ความทรงจำแห่งอ่าวปัตตานี
โดย สันติ ลอรัชวี
ที่ บ้านภักดีพร (ตานีเบย์)

บ้านภักดีพรเป็นบ้านพื้นที่ขนาดใหญ่ริมน้ำปัตตานีที่ยังดำรงตนเป็นท่าเรือประมงที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งที่ดำเนินกิจการอยู่ถึงปัจจุบัน ที่บ้านแห่งนี้เป็นแหล่งหากิน แหล่งพักพิง แหล่งอยู่อาศัย และแหล่งทรงจำของคนบ้านภักดีพรและชาวประมงรุ่นสู่รุ่น นี่อาจเป็นข้อตั้งต้นของสันติ ลอรัชวีในการตีความ ‘อีก’ ความทรงจำแห่งอ่าวปัตตานี ที่มากกว่าการรบพุ่งระหว่างรัฐในอดีตกาลนานโพ้นหรือการจัดการความ ‘สงบ’ ในภูมิภาคมลายู

งานของ สันติ จัดแสดงอยู่บนเรือลำใหญ่ที่สุดที่ยังคงใช้งานอยู่ แต่ได้กลับมาจอดระหว่างงานนี้ ซึ่งมีสองชิ้น—ชิ้นแรกอยู่ในห้องบังคับเรือ เป็นแผ่นสังกะสีฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตประมงของบ้านภักดีพรและจังหวัดปัตตานี จะมองเห็นชัดขึ้นเมื่อเข้ามาชมในช่วงเย็นและหัวค่ำ (ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการออกเรือหาปลาด้วย) ส่วนชิ้นที่สองอยู่บนดาดเรือเป็นแผ่นสังกะสีบิดพลิ้วมีหลายรูปแบบ บ้างเงา บ้างเป็นคราบหยดน้ำ ซึ่งผลงานนี้เป็นหัวใจหลักของงาน เพราะว่าเป็นผลงานที่สันติได้นำแผนที่ทั้งสามฉบับ คือ แผนที่คาบสมุทรมลายูช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17, แผนที่ความเปลี่ยนแปลงของอ่าวปัตตานีจาก ดอเลาะ เจ๊ะแต ชาวประมง ปราชญ์ชาวยะหริ่ง และแผนที่จาก GPS ที่แม่นยำในปัจจุบัน มาซ้อนทับและตัดให้เป็นรูปร่างแปลกตา

  • Photo: Sarunkorn Arthan

Photo: Sarunkorn Arthan

ผลงานของสันติพุ่งตรงถึงสิ่งทรงจำในทรงจำผ่านสายตาของมนุษย์ในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งไม่จีรังและสถาพร ทำให้เขาเลือกใช้สังกะสีในการทำผลงาน เพราะมันไม่ทนทานเท่ากับวัสดุอื่นๆ (เหมือนกับความทรงจำที่จะค่อยๆ สลายไปตามกาล) และด้วยเหตุที่งานนี้จัดแสดงบนเรือ ความน่าสนุกและท้าทายเลยเกิดจากการขึ้นและลงเรือในระยะเวลาที่ต่างกัน บ้างเวลาน้ำลงก็ยาก เวลาน้ำขึ้นก็สบายหน่อย ซึ่งความสบายหรือลำบากขึ้นอยู่กับการต้องเหยียบไม้กระดานแผ่นยาวเพื่อขึ้นเรือ ทำให้เมื่อเราเข้าไปชมงานในต่างเวลา ต่างแสงแดด ต่างพลิ้วลม เราจะมีประสบการณ์ในการรับรู้และมองงานต่างกันไปแต่ละคน

กรรณิการ์ แสงจันทร์

RIVER PEOPLE: Lives Woven by the Pattani River
โดย กรรณิการ์ แสงจันทร์ และ อนน สิงห์ทองลา
ที่ บ้านสายน้ำ

ตุ้ม—กรรณิการ์ แสงจันทร์ จากแบรนด์ Made by Hotcake รังสรรค์สไตล์ใหม่ผ่านการถอดรหัสวิถีชีวิตริมแม่น้ำปัตตานี สายน้ำที่เป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจ มิติทางศรัทธา และประวัติศาสตร์ของผู้คนหลากวัฒนธรรม โดยหยิบเอาเศษซากจากการทำประมงที่ถูกลืมเลือนอย่าง ‘อวนและแห’ มาชุบชีวิตและสร้างมูลค่าใหม่ ด้วยการนำมาจับคู่และตัดเย็บร่วมกับ ‘ผ้าปาเต๊ะ’ เครื่องแต่งกายเอกลักษณ์ที่เป็นมรดกวัฒนธรรมร่วมของทั้งชาวพุทธและมุสลิมในคาบสมุทรมลายู

เรื่องราวทั้งหมดถูกบอกเล่าผ่านคอลเลกชันเครื่องแต่งกายและภาพถ่ายแฟชั่นชุด ‘RIVER PEOPLE’ ที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจาก อนน สิงห์ทองลา หรือ SUPERVERYSNAPSHOT ในการถ่ายภาพเหล่าโมเดลที่สะพานปลาแห่งหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งพวกเธอได้นำงานดีไซน์สุดจัดจ้านไปจัดวางอยู่ท่ามกลางบรรยากาศชีวิตจริงอันจอแจของตลาดปลา ควบคู่ไปกับการจัดแสดงกระเป๋าสานจากเส้นใยอวนประมงใช้แล้ว ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างกลุ่มบ้านน้ำใส อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี และแบรนด์ Ramai จากจังหวัดยะลา แสดงให้เห็นถึงการแปลงขยะริมฝั่งน้ำให้กลายเป็นงานดีไซน์ร่วมสมัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างลงตัว

นาวา ศรัทธา ลังกาสุกะ
ที่ บ้านนาวา

นิทรรศการที่ตั้งอยู่บนผืนทรายในอาคารเก่าพาเราย้อนเวลากลับไปสำรวจรากเหง้าอันยาวนานกว่าสหัสวรรษของปัตตานี ผ่านร่องรอยทางโบราณคดีของเมืองโบราณยะรัง—หมุดหมายสำคัญที่ได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักรลังกาสุกะ อันรุ่งเรืองก่อนการสถาปนาอาณาจักรปาตานี ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นฉายให้เห็นภาพศูนย์กลางการเดินเรือที่เชื่อมประสานอารยธรรมหลากทิศทาง ทั้งอินเดีย จีน และเปอร์เซีย ผ่านเส้นทางแลกเปลี่ยนสินค้าและการแสวงหาแหล่งไม้หอมและเครื่องเทศอันเปี่ยมด้วยมิติทางศรัทธา

ความทรงจำบนเกลียวคลื่นยังคงถูกส่งต่อและถักทอเรื่อยมาจนถึงยุคใกล้ โดยเฉพาะในราวช่วง พ.ศ. 2500 ที่อ่าวปัตตานีเคยทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นการแสวงบุญครั้งใหญ่ของผู้คนในพื้นที่ ผู้สละกุมบังเหียนเรือข้ามจากน่านน้ำท้องถิ่น มุ่งหน้าสู่ทะเลแดงเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ ทิ้งร่องรอยเรื่องราวการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่ยังคงมีชีวิต และถอดถ่ายผ่านคำบอกเล่าของคนร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน

ท่ามกลางสิ่งละอันพันละน้อยและวัตถุจัดแสดงหลากชิ้นภายในสเปซนิทรรศการ เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่คอยจุดประกายจินตนาการ และชวนให้เราย้อนระลึกถึงภาพความเจริญรุ่งเรืองของปัตตานีในยุคสมัยก่อนได้อย่างแจ่มชัดอีกครั้ง

วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์

MYARAB
โดย วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์
ที่ สวนหย่อมมัสยิดปากีสถาน

เสียงใสแจ๋วเหมือนเสียงนกตัวน้อยลอยมาไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านนาวา เพราะที่สวนหย่อมหน้ามัสยิดปากีสถานที่ติดกับบ้านนาวานี้ปรากฏผลงาน MYARAB (ไมยราบเดียวกับที่เป็นพืช) อินสตอลเลชันของ วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ที่พัฒนาต่อยอดมาจากความคิดตั้งแต่ผลงานชุดแรกๆ ด้วยตัวงานประติมากรรมเคลื่อนไหว (Kinetic Sculpture) ที่มีลักษณะเป็นโครงสร้างชิ้นส่วนเรขาคณิตน้ำหนักเบา แขวนลอยโยงใยกันอยู่ในอากาศ และพร้อมใจกันขยับพับหุบ-คลี่ขยายเป็นจังหวะตามสายเชือก ราวกับกิ่งใบของต้นไมยราบที่ตอบสนองเมื่อถูกสัมผัส ซึ่งในการแสดงครั้งนี้ วิชญ์ได้ทดลองลดทอนการใช้พลังงานไฟฟ้า แล้วถอยกลับไปหาความเป็นอนาล็อกมากขึ้น ด้วยการใช้มอเตอร์เพียงตัวเดียวในการขับเคลื่อนระบบผ่านสายเชือกทั้งหมด

แม้ MYARAB จะเคยจัดแสดงในพื้นที่ปิดอย่างอาคารห้างนิวเวิลด์ ทว่าการนำผลงานมาตั้งวางริมน้ำปัตตานีได้กลายเป็นสนามทดลองใหม่ที่ปล่อยให้ตัวงานได้ปะทะและท้าทายกับแสงแดดรวมถึงสายลมธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมา และที่สำคัญและอาจเลือนหายไปจากความทรงจำ คือ ณ จุดติดตั้งบริเวณสวนหย่อมนี้เคยเป็นท่าเรือที่ผู้คนในอดีตเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ผลงานชิ้นนี้กำลังจะมีโอกาสเดินทางไปจัดแสดงต่อที่เมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย มิติทางศรัทธา ประวัติศาสตร์ และการเดินทางข้ามแดนจึงซ้อนทับกันบนสเปซแห่งนี้ได้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

สมุทราแห่งสันติ
โดย เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา
ที่ บ้านวาฬ

นิทรรศการ ‘Laut Damai’ หรือ ‘สมุทราแห่งสันติ’ ตั้งต้นมาจากความคิดที่ว่า ท่ามกลางห้วงน้ำลึกอันกว้างใหญ่ สิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ต่างแหวกว่ายด้วยจังหวะและวิถีที่แปรผัน บางชนิดแหวกว่ายตามลำพัง บางชนิดรวมตัวเป็นฝูงใหญ่ ทว่าในโลกของมนุษย์ บ่อยครั้งที่เรากลับถูกตีกรอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน จนทำให้หลายคนรู้สึกหลงทางและแปลกแยก เพียงเพราะกำลังฝืนโตอยู่ในสเปซที่ไม่ใช่ของตนเอง

นิทรรศการนี้หยิบยกแนวคิดบุคลิกภาพ MBTI มาตีความใหม่ให้เป็นมิตรและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ผ่านการใช้อุปมาอุปไมยของ ‘สัตว์ทะเล’ เป็นตัวแทนความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งโปรเจกต์นี้จะเป็นเหมือนเครื่องมือทบทวนใจที่ชวนให้เราโอบรับตัวตนอันแตกต่าง ไม่เร่งตัดสินผู้อื่น และค้นหาสภาพแวดล้อมที่ปล่อยให้เราได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง ผ่านแบบทดสอบออนไลน์ให้ผู้เยี่ยมชมได้ร่วมค้นพบสัตว์ทะเลที่เป็นตัวแทนบุคลิกภาพของตนเองทาง lautdamai.com

ความตั้งใจนี้ถูกขยายผลต่อยอดเป็นพื้นที่ภายในบ้านวาฬ ตั้งแต่เสียงสงบเงียบใต้ท้องทะเล สีฟ้า กรม เข้มสบายตา ไปจนถึงภาพวาดสัตว์ทะเลแสนน่ารัก เช่น วาฬ ปลาไหลมอเรย์ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงผลงานเซรามิกจาก เบญจเมธา เซรามิกด้วย มากไปกว่านั้นแนวคิดความหลากหลายยังถูกถ่ายทอดผ่าน ‘นิทานหุ่นเงา Laut Damai’ การแสดงเชิงเล่าเรื่องที่ใช้แสงและเงามาถ่ายทอดระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ชวนผู้ชมรวมถึงเด็กๆ และเยาวชนมาร่วมคลี่คลายเงื่อนปมความขัดแย้งในใจ และตระหนักว่า เมื่อทุกคนได้แหวกว่ายอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม และเรียนรู้ที่จะเกื้อกูลกัน ‘สันติภาพ’ ก็ไม่ใช่สิ่งไกลตัวที่ต้องไขว่คว้า หากแต่เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเองเมื่อทุกชีวิตเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติในมหาสมุทรแห่งเดียวกัน—มหาสมุทรที่ชื่อว่า ‘โลก’

Photo: Sarunkorn Arthan

Photo: Sarunkorn Arthan

นอกจาก 6 ผลงานที่นำเสนอมานั้น Pattani Decoded 2026 ยังมีผลงานอื่นๆ ที่เหมาะแก่การรับชมจากผู้มาเยือนทุกคน เช่น ซุ้มสาธิตการเขียนค็อต อักษรวิจิตรอาหรับโดยนูรฮายาตี วาโด หรือพาวิลเลียน Pattani Fisherman Community Hub ที่พาชมประสบการณ์ใกล้ชิดสายน้ำปัตตานีจากการรังสรรค์ของ Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research  และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้เห็นว่าการกลับมาของ Pattani Decoded ปีนี้ สายน้ำปัตตานียังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงผู้คนและเรื่องราวใหม่ๆ อยู่เสมอ เช่นเดียวกับงานดีไซน์ที่เข้ามาช่วยต่อบทสนทนาระหว่างเมืองกับผู้คน ให้ยังคงเคลื่อนไหวและมีชีวิตต่อไป

เทศกาล Pattani Decoded 2026 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11-19 กรกฎาคม 2569 ที่ย่านเมืองเก่าปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

facebook.com/pattanidecoded