เดินทางสู่ใจกลางป่า ณ Happitat โดยสตูดิโอ Foster + Partners ผู้เนรมิตพื้นที่กว่า 200,000 ตารางเมตรย่านบางนากลายเป็นโครงการ Mixed-use ขนาดมหึมาที่ ‘ธรรมชาติ’ คือหัวใจหลักในการออกแบบ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของ ‘คน’ และ ‘เมือง’
PHOTO: JINNAWAT BORIHANKIJANANA
(For English, press here)
ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการผลิบานของดอกไม้ การจัดเรียงตัวอย่างงดงามของชั้นหิน หรือระบบนิเวศผืนป่าที่อยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูลมาล้านปี ธรรมชาติพิสูจน์ว่าเป็นสถาปนิกที่ชาญฉลาดและยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกใบนี้ ด้วยเหตุผลนี้เองงานสถาปัตยกรรมหลายแห่งจึงน้อมรับธรรมชาติเป็นพิมพ์เขียวการออกแบบ เพื่อทำให้สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าอย่างยั่งยืนแท้จริง
Happitat โครงการ Mixed-use ขนาดมหึมากว่า 200,000 ตารางเมตรย่านบางนา ที่ประกอบด้วยพื้นที่รีเทล ออฟฟิศ ศูนย์รวมกิจกรรมการเรียนรู้ จึงถูกปลุกปั้นโดยมี ‘ธรรมชาติ’ เป็นแกนสำคัญตั้งแต่วันแรกของการวางผัง สตูดิโอ Foster + Partners บริษัทออกแบบชั้นนำระดับโลก มาร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ วางผัง และงานสถาปัตยกรรมของโครงการ ผ่านความร่วมมือกับบริษัท เอฟแอนด์พี (ประเทศไทย) จำกัด จึงเนรมิตโครงการให้สอดประสานธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรมได้อย่างลงตัว “เราออกแบบโครงการนี้โดยมีธรรมชาติเป็นหัวใจ” สรรพล ศรกุล Director of F&P (Thailand) and Partner at Foster + Partners กล่าว

สรรพล ศรกุล Director of F&P (Thailand) and Partner at Foster + Partners
จังหวะของการเปลี่ยนผ่านจากเมืองสู่แมกไม้
ผังอาคารถูกจัดวางภายใต้แนวคิด ‘การเดินทางเข้าสู่ใจกลางป่า’ เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านอย่างไร้รอยต่อจากถนนบางนา-ตราดอันคึกคักด้านหน้าโครงการ กับพื้นที่สีเขียวอันชุ่มชื้นด้านใน ด้านหน้าของโครงการคือที่ตั้งของอาคาร Bloominas และ Wonderwild ซึ่งเป็นอาคารพาณิชยกรรมและอาคารสำนักงาน การตั้งสองอาคารนี้ไว้ด้านหน้านับเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด โดยใช้ความเคลื่อนไหวที่สอดรับกับบริบทที่ไม่หยุดนิ่งของถนนบางนา-ตราด นอกจากนั้นแล้ว สถาปัตยกรรมของอาคารที่มีขนาดใหญ่และโดดเด่น ก็ช่วยดึงดูดผู้คนที่สัญจรบนท้องถนนให้เข้ามาในโครงการ ก่อนจะค่อยๆ พาความรู้สึกเข้าสู่พื้นที่ด้านในสุด เป็นที่ตั้งของอาคาร Festie Town ศูนย์กลางของความสนุกสนานและการเฉลิมฉลอง พื้นที่การแสดง และกิจกรรมอีเวนต์ผสานอยู่ด้วยกันอย่างลงตัวกับบรรยากาศธรรมชาติอันร่มรื่นภายในโครงการ

อาคาร Bloominas
ตลอดเส้นทางตั้งแต่ด้านหน้าจนถึงด้านในยังแทรกซึมด้วยพื้นที่สีเขียว เพื่อทำให้ทุกคนสามารถสัมผัสธรรมชาติได้ในทุกย่างก้าว และทำให้แนวคิด ‘การออกแบบที่มีธรรมชาติเป็นแกนกลาง’ เป็นแนวคิดที่รู้สึกได้จริง
“เราขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติเพราะเมืองขยายตัวมากขึ้น และผู้คนเพิ่งตระหนักถึงผลดีของการใกล้ชิดธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา ใจความของโครงการนี้จึงเป็นการนำธรรมชาติกลับคืนสู่ผู้คนและหลอมรวมธรรมชาติและสถาปัตยกรรมให้อยู่แนบชิดกันมากขึ้น” Toby Blunt, Deputy Head of Studio, Senior Partner จาก Foster + Partners อธิบายเพิ่มเติมถึงแนวคิดการเชื่อมโยงธรรมชาติที่สอดแทรกตลอดโครงการ

Toby Blunt, Deputy Head of Studio, Senior Partner at Foster + Partners
ร้อยเรียงเรื่องราวเข้ากับสเกล
แม้ว่าอาคาร Bloominas และ Wonderwild จะมีสเกลมโหฬารและมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากภายนอก แต่สถาปนิกลดทอนความใหญ่โตของอาคารด้วยการหยิบยืมรูปทรง ‘ภูเขาขั้นบันได’ มาปรับใช้ ทำให้อาคารค่อยๆ ไล่ระดับและมีสเกลที่เป็นมิตรกับผู้คนมากขึ้น ขั้นบันไดเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นระเบียงให้ผู้ใช้งานได้ออกมาพักผ่อนและเพลิดเพลินกับพื้นที่สีเขียวโดยรอบ นอกจากนี้ ต้นไม้ที่ปลูกบนระเบียงยังช่วยแต่งเติมภาพลักษณ์ของอาคารให้ดูร่มรื่น มีชีวิตชีวา พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นชั้นกรองธรรมชาติ ช่วยลดความร้อน กรองฝุ่น และลดเสียงจากถนนใหญ่ สร้างสภาวะที่น่าสบายยิ่งขึ้นให้กับผู้คนภายในอาคาร

อาคาร Bloominas
ในทางตรงกันข้าม อาคาร Festie Town ที่ตั้งอยู่ลึกด้านในของโครงการกลับถูกออกแบบให้มีสเกลเล็กลง เหลือเพียงอาคารสูง 3 ชั้น เพื่อให้กลมกลืนไปกับภูมิทัศน์ของต้นไม้ระดับผืนดิน และทำหน้าที่เสมือน ‘ประตูสู่ป่า’ ที่พาผู้คนก้าวข้ามบรรยากาศเมือง ไปสู่ประสบการณ์ที่ใกล้ชิดและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

อาคาร Festie Town
สถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ภูมิอากาศ
นอกจากการหยิบยกธรรมชาติเป็นแบบแผนการออกแบบ หัวใจสำคัญอีกอย่างคือการทำให้อาคารอยู่ร่วมกับสภาพภูมิอากาศธรรมชาติได้แนบเนียน สำหรับประเทศไทยที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น ระเบียงที่ยื่นยาวของอาคาร Bloominas เป็นชายคามอบร่มเงาให้พื้นที่ด้านล่าง เอื้อให้ผู้คนออกมานั่งพักผ่อนได้อย่างสบาย แม้อาคาร Wonderwild จะกรุผิวอาคารด้วยกระจกใส แต่แผงบังแดดและต้นไม้ที่ปลูกตลอดแนวด้านหน้า ก็ช่วยสกัดกั้นความร้อนให้อาคารได้อย่างดี สำหรับอาคาร Festie Town ที่หันหน้าเข้าทิศตะวันตกและต้องเผชิญกับแสงแดดยามบ่าย สถาปนิกแก้เกมด้วยการออกแบบพื้นที่กึ่งภายนอกลักษณะ ‘Arcade’ หรือเป็นพื้นที่เปิดโล่งภายในกรอบอาคาร ซึ่งเอื้อต่อการระบายอากาศตามธรรมชาติที่มอบความเย็นสบายให้กับผู้ใช้งานอาคาร

ระเบียงอาคารที่มอบร่มเงาให้พื้นที่ชั้นล่าง
แต่ละอาคารพรางตัวเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืนด้วยแผ่น Aluminum Panel สี Bronze และ Gold ที่ให้ความรู้สึกมีภูมิฐาน ในเวลาเดียวกัน แผ่น Aluminum Panel กลายเป็นวัสดุหลัก เนื่องจากตอบโจทย์เรื่องการดูแลรักษาระยะยาว สามารถทำความสะอาดได้อย่างสะดวก และไม่เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วเมื่อเจอกับภูมิอากาศร้อนชื้นของไทย
“คุณค่าของงานออกแบบไม่ใช่แค่ความสวยงามในวันแรก แต่คือการมองไปถึง life cycle ของอาคาร ว่ามันจะเติบโตและถูกดูแลรักษาอย่างไรให้คงความงามอย่างยั่งยืน เพื่อให้สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ยังคงเป็นพื้นที่แห่งความสุขของผู้คนไปอีกหลายสิบปี” สรรพลเสริม

โครงการที่โอบรับคนทุกวัย
คงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากการสอดประสานอย่างงดงามระหว่างธรรมชาติกับสถาปัตยกรรมไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ การออกแบบโครงการ Happitat จึงผสานแนวคิด Universal Design และ Design for Multi-generation ไว้ในพิมพ์เขียว
การสร้างสถาปัตยกรรมแบบ Universal Design ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มทางลาดแยกเพื่ออำนวยความสะดวก แต่คือการออกแบบให้ทุกคนรู้สึกสำคัญเท่าเทียมกัน โดยไม่รู้สึกแปลกแยก เพราะฉะนั้นแทนที่จะออกแบบทางลาดไว้ในมุมหลืบ โครงการ Happitat เปลี่ยนทางสัญจรหลักให้เป็นทางลาดไปในตัว เพื่อไม่ให้ใครรู้สึกเป็นส่วนเกิน
“หลักการของเราคือเราต้องมีทางเลือก และทางเลือกนั้นต้องไม่ด้อยไปกว่าทางหลัก เพราะคนที่มีข้อจำกัดไม่ได้อยากถูกปฏิบัติให้ต่างจากคนอื่น แต่อยากรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและสังคมเหมือนคนทั่วไป” สรรพลว่า
และเพื่อให้โครงการโอบรับคนทุกช่วงวัย โครงการจึงสร้าง ‘ทางเลือก’ หลากหลายที่เคารพในรสนิยมและความต้องการที่แตกต่าง คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคึกคักและความเคลื่อนไหวสามารถเลือกมาพักผ่อนบริเวณด้านหน้าของโครงการ แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับตึกสูง และมองหาความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ก็เลือกพักพิงในโซนด้านในอันสงบเงียบ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มอบร่มเงา ไม่ว่าจะมีความต้องการอย่างไร ความหลากหลายของคุณลักษณะพื้นที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เลือกประสบการณ์ที่ชื่นชอบของตัวเอง

ผลลัพธ์ของการน้อมนำธรรมชาติมาเป็นหัวใจของการออกแบบเป็นมากกว่าทัศนียภาพที่งดงาม แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดี เชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ และเชื่อมปฏิสัมพันธ์ของผู้คนเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้ง ‘คน’ และ ‘เมือง’ อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
“เราต้องสร้างสิ่งที่ในเมืองขาดหายไป นั่นคือพื้นที่สีเขียว พื้นที่ open-air ที่ออกมานั่ง จิบกาแฟ ฟังเสียงนกร้อง โดยไม่ต้องฟังเสียงรถยนต์ตลอดเวลา” สรรพลพูด
“สำหรับพวกเราแล้ว นี่คือโปรเจกต์ที่พิเศษมาก เพราะย้อนกลับไปตอนเรามาที่นี่ครั้งแรก มันยังเป็นเพียงทุ่งโล่งที่มีวัวเดินเล่นไปมา แต่ในวันนี้มันกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนมาใช้ชีวิต มาพบปะเพื่อนฝูง และสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ที่นี่คือคอมมูนิตี้” Toby Blunt ทิ้งท้าย




