BRAND NEW LANDSCAPE

สำรวจชีวิตของสถาปนิก ผ่านเรื่องราวของฮาจิมิ ใน Brand New Landscape ที่ ‘วงการสถาปนิกไม่ได้อยู่รอดกันง่ายๆ’ โดย ยูอิกะ ดันซึกะ

TEXT: RAN LIMTAWIN
IMAGE COURTESY OF SIGLO LTD.

(For English, press here)

เรามักมีภาพจำของวิชาชีพสถาปนิกผ่านเสื้อผ้าสีดำคัตติ้งเนี้ยบกริบอันมาพร้อมกับป้ายชื่อในฐานะผู้ตัดสินความงาม (หรือเรียกง่ายๆ ว่าดูมีเทส) แต่อีกภาพหนึ่งที่เราคุ้นตาไม่แพ้กันคือเรื่องเล่าของการทำงานในวงการสถาปนิกที่มาพร้อมสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้สวยงามมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานล่วงเวลาจนเป็นเรื่องปกติ การฝึกงานโดยไร้ค่าตอบแทน หรือวัฒนธรรมองค์กรที่รีดเค้นความสมบูรณ์แบบออกมาจากคนทำงานในนามของความทุ่มเทและความเป็นมืออาชีพ ซ้ำร้ายในยุคที่ AI เข้ามาเป็นตัวแปรใหม่ที่ขับเคลื่อนวิชาชีพให้หมุนเร็วขึ้น แม้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทุ่นแรง แต่ในทางกลับกัน มันกลับสร้างความคาดหวัง บีบให้สถาปนิกต้องผลิตงานในปริมาณที่มากขึ้นภายใต้เวลาที่น้อยลง จังหวะชีวิตที่ต้องคอยก้าวตามโลกให้ทันอยู่ตลอดเวลา จึงค่อยๆ แปลงสภาพเป็นความเหนื่อยล้าสะสม และนำพาความรู้สึกหมดไฟ (burnout) โดยไม่รู้ตัว คำถามสำคัญที่ตามมาจึงกลายเป็นว่า สิ่งที่กำลังขับเคลื่อนให้คนในวงการนี้ต้องยอมดิ้นรนและแบกรับความตึงเครียดทั้งหมดไว้ มันคือค่านิยม ข้อกำหนดทางสังคม หรือแท้จริงแล้วคือการดิ้นรนเพื่อเฟ้นหาคุณค่าและการยอมรับให้กับตัวเองกันแน่

ในช่วงที่ผ่านมา มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ดูจะถ่ายทอดชีวิตจริงหลังม่านของการเป็นสถาปนิกได้เป็นอย่างดีกับ Brand New Landscape ภาพยนตร์คานส์เดบิวต์เรื่องแรกของผู้กำกับในวัยเพียง 26 ปีอย่าง ยูอิกะ ดันซึกะ โดยมาพร้อมกับเรื่องราวชีวิตของ ‘ฮาจิมิ’ ชายที่ควบ 2 บทบาทคู่ขนานระหว่างสถาปนิกและการเป็นหัวหน้าครอบครัว บนคำถามที่ว่าเมื่อการทำงานหนักกลายเป็นภาษาบอกรักเพียงอย่างเดียวที่เขารู้จัก เขาจะยังสามารถส่งต่อรักที่อบอุ่นในแบบที่ครอบครัวต้องการได้บ้างหรือเปล่า โดยภาพยนตร์ไม่ได้พยายามตัดสินว่าวิถีชีวิตอันตึงเครียดของสถาปนิกเป็นเรื่องผิดพลาด แต่ทำหน้าที่สะท้อนคำถามเงียบๆ ผ่านเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้น หากแต่กลับเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตจริงของใครหลายคน

ในภาพยนตร์เรื่องนี้มีประโยคที่ตัวเอกของเรื่องอย่างฮาจิมิได้กล่าวไว้ว่า “วงการสถาปนิกไม่ได้อยู่รอดกันง่ายๆ” ซึ่งก็เป็นการยืนยันว่าเขารู้ดีว่าระบบนี้โหดแค่ไหน และเขาก็เลือกอยู่ในนั้นเต็มตัว ความยากของวิชาชีพนี้จึงไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินทองหรือตัวเลข แต่คือหัวใจของนักออกแบบที่ดูเหมือนจะเทไปอยู่กับชิ้นงานมากกว่ามนุษย์รอบข้างอยู่ตลอดเวลา ฮาจิมิไม่ได้ดูเจ็บปวดหรือฟูมฟาย เขาก็แค่คนทำงานคนหนึ่งที่ทุ่มเทเต็มที่ในมุมของตัวเอง ออกแบบและส่งมอบสเปซที่สงบสุขให้คนอื่นได้อยู่อาศัย แต่ความหมกมุ่นอยู่กับการจัดระเบียบทุกอย่างให้เพอร์เฟกต์กลับทำให้เขาไม่เหลือพื้นที่ในใจไว้มองเห็นความสัมพันธ์ของคนในบ้านตัวเอง

และเมื่อมองภาพให้กว้างขึ้น หนังยังพาเราข้ามไปดูงานระดับผังเมืองอย่าง Miyashita Park พื้นที่สาธารณะที่เป็นสัญลักษณ์ความสำเร็จครั้งใหญ่ของฮาจิมิ ตัวโครงการตอบโจทย์คนเมืองและกลุ่มทุนยุคใหม่ได้อย่างไม่มีที่ติ ทว่าในความเป๊ะของการดีไซน์แลนด์มาร์กแห่งนี้ มันกลับย้อนแย้งกับภาพปลายทางอันสงบสุขที่เรามักจินตนาการไว้ เพราะยิ่งสเปซสาธารณะแห่งนี้สมบูรณ์แบบและเป็นระเบียบมากเท่าไหร่ มันยิ่งเปลือยให้เห็นเนื้อแท้ของวิชาชีพที่มักจะเชิดชูความสำเร็จเชิงพาณิชย์มากกว่าจะโอบอุ้มมิติความเป็นมนุษย์ และความโดดเดี่ยวที่ว่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเนื้องาน แต่มันฝังลึกอยู่ในพฤติกรรมของนักออกแบบ ที่แยกไม่ออกแล้วว่ากำลังสร้างสเปซเพื่อชีวิตจริง หรือกำลังติดนิสัยชอบควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามจินตนาการของตัวเอง

กรอบคิดเรื่อง ‘อำนาจและการจัดระเบียบ’ เหล่านี้ไม่ได้แฝงอยู่แค่ในเนื้องาน ทว่ามันถูกสอดแทรกอยู่ในวิชาชีพอย่างแนบเนียน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างประโยคที่ว่า ‘คนทำงานสร้างสรรค์มักจะผมสั้นทุกคน’ วลีนี้แฝงนัยยะถึงกรอบสังคม (norm) บางอย่างที่ทุกคนรู้กันดีและพร้อมใจจะคล้อยตามกันไปเอง มันไม่ใช่ข้อบังคับที่มีบทลงโทษ แต่มันคือความรู้สึกแปลกแยกที่จะเกิดขึ้นทันทีหากเราไม่ยอมเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในระเบียบหรือภาพจำเหล่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น หนังยังเลือกใช้สัญญะผ่านสายอาชีพของลูกชายในอุตสาหกรรมดอกไม้ของญี่ปุ่น มาเป็นคู่เทียบกับวงการสถาปนิกในโลกจริงได้อย่างเจ็บปวด เพราะทั้งสองสายงานต่างขับเคลื่อนด้วยต้นทุนแรงงานที่สูง ลุ่มหลงในรายละเอียดที่ประณีตอ่อนไหว แต่กลับมีอายุของมูลค่าที่สั้นและเปราะบาง ดอกไม้ที่สวยงามราคาแพงอาจร่วงโรยและถูกทำลายได้ในพริบตา ไม่ต่างจากงานดีไซน์ที่สถาปนิกทุ่มเทเวลาทำเป็นเดือนๆ ทว่ากลับถูกรื้อ แก้ไข หรือประเมินคุณค่าต่ำลงอย่างง่ายดายเพียงแค่คำว่า ‘ไม่ชอบ’ เท่านั้น

ในท้ายที่สุด เรื่องราวของ Brand New Landscape ไม่ได้บอกให้เราละทิ้งความฝันหรือปฏิเสธมาตรฐานในวิชาชีพ แต่เพียงชวนให้ตั้งคำถามง่ายๆ ว่าทำไมความฝันที่ยิ่งใหญ่ถึงต้องมาพร้อมกับความโดดเดี่ยวอยู่เสมอ แล้วเราสามารถออกแบบสถาปัตยกรรมให้ขับเคลื่อนชีวิต โดยไม่ให้ชีวิต (ในฐานะสถาปนิก) ถูกขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรมที่เราพยายามสร้างขึ้นมากับมือได้หรือเปล่า

สำหรับผู้เขียนในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนสถาปัตยกรรม และได้มีประสบการณ์สั้นๆ กับวงการสถาปัตยกรรมในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต อาจบอกได้ว่าระบบวิธีคิดต่างๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ หากแต่เป็นผลรวมของการหล่อหลอมที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย มันคือวัฒนธรรมของการสอนที่เน้นให้คนๆ หนึ่ง มีความรับผิดชอบอันหนักหน่วง การบริหารเวลา และทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบรอบด้าน คนทำงานสร้างสรรค์ในสายนี้จึงคล้ายกับถูกฝึกให้กลายเป็น ‘เป็ด’ ที่ต้องแบกรับและขับเคลื่อนทุกอย่าง ที่ดูเหมือนจะสวนทางกับพลังกาย พลังใจ และต้นทุนความทุ่มเทที่เสียไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ถึงกระนั้น ฝันของสถาปนิกก็ยังคงดำรงอยู่ในหัวใจของใครหลายๆ คน บนหนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม และไม่รู้ว่าปลายทางนั้นจะจบลงในแบบใด ฝันเหล่านั้นเองที่เป็นแรงขับเคลื่อนบางอย่างที่ทำให้สถาปัตยกรรมมากมายได้เกิดขึ้น เฉกเช่นเดียวกับในภาพยนตร์ เส้นเรื่องของสถาปนิกในชีวิตจริงนั้นไม่มีถูกผิด มีแต่ผลลัพธ์ของการกระทำที่เราทุกคนต่างกำลังต้องเลือกมันด้วยตัวเอง เราพร้อมที่จะไม่ได้เป็นที่หนึ่งเพื่อแลกกับการได้กลับมานั่งกินข้าวกับคนที่รักหรือเปล่า เรากำลังไขว่คว้าอะไร ความสำเร็จนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน ไปจนถึงว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา เรากำลังขับไล่ใครบางคนออกไปจากชีวิตโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า

cine.co.jp/en