บทสนทนาที่จะเผยตัวตนของ TUCK Bangkok โดย ทัก มันตาภรณ์ ตั้งแต่แนวคิด Art Sanctuary การหลอมรวมมรดกครอบครัวด้านการแพทย์และแฟชั่น ไปจนถึงการสร้างสะพานเชื่อมศิลปะไทยสู่เวทีนานาชาติผ่าน ART OnO
TEXT & PHOTO: SARUNKORN ARTHAN
(For English, press here)
แก่นแท้ของ ‘เซน’ (Zen) เป็นมากกว่าความว่างเปล่า เพราะเซนเป็นการค้นพบศูนย์กลางแห่งความสงบนิ่งท่ามกลางความเคลื่อนไหวอันเป็นพลวัต ซึ่ง ทัก มันตาภรณ์ เล็งเห็นและรวบรวมปรัชญาโบราณนี้ให้มาปะทะกับบริบทของ ‘เมือง’ อย่างพร้อมพงษ์อันเป็นศูนย์กลางแฟชั่นที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและอึกทึก เพื่อสร้างเป็น TUCK Bangkok พื้นที่ทางศิลปะที่เปรียบเสมือน Art Sanctuary หรือพื้นที่หลบภัยทางจิตวิญญาณที่ตั้งใจส่งเสียงกระซิบเชิญชวนให้ผู้มาเยือนได้หยุดพักและกลับมาเยียวยาตัวเอง
ในเทศกาล ART OnO แกลเลอรี่ไทยหนึ่งเดียวอย่าง TUCK Bangkok ได้ขยายพรมแดนสู่เวทีสากล และ art4d ชวนคุยกับ ทัก มันตาภรณ์ เกี่ยวกับ เบื้องหลังการหลอมรวมดีเอ็นเอของตระกูลระหว่าง ‘ศาสตร์การผ่าตัดหัวใจของคุณปู่’ และ ‘ผืนผ้าโอตกูตูร์ของคุณยายและคุณแม่’ มาสู่ปฏิบัติการทางศิลปะที่เยียวยาจิตวิญญาณ ตลอดจนการภัณฑารักษ์นิทรรศการร่วมกับศิลปินออสเตรียอย่าง Wolfgang Walkensteiner เพื่อสำรวจหมุดหมายใหม่ในการสร้าง ‘สะพานเชื่อมทางศิลปะ ปรัชญา และเศรษฐกิจ’ ระหว่างไทยและเกาหลีใต้อีกด้วย
art4d: TUCK Bangkok เป็นใคร ทำอะไร และมีความสนใจต่อศิลปะอย่างไร
Tuck Muntarbhorn: เริ่มต้นจากผม ทัก มันตาภรณ์ ครับ โดยนามสกุลของผม ‘มันตาภรณ์’ แปลได้ว่าการอวยพรด้วยมนตรา ซึ่งเกี่ยวกับการเยียวยารักษาต่างๆ ซึ่งทำให้ TUCK Bangkok กลายเป็น Art Sanctuary ที่ขับเน้นเรื่องการเยียวยา, หัวใจ และความสงบนิ่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางแฟชั่นอย่างพร้อมพงษ์ เพื่อที่จะให้คนสนใจศิลปะมาเยียวยาตัวเองด้วยความสงบ ซึ่งพื้นที่นี้เองเป็นพื้นที่ที่ปรมาจารย์ศิลปะในเอเชียและศิลปินไทยผู้สนใจความสงบนิ่งจะมารวมตัวกัน
art4d: หากต้องนิยาม TUCK Bangkok ที่ไม่ใช่คำว่า ‘Art Sanctuary’ คุณจะนิยามว่าอย่างไร?
TM: ‘To greet Bangkok with spirit’ เพราะ TUCK นอกจากเป็นชื่อผมแล้ว ก็ยังแปลว่า ‘ทักทาย’ ในภาษาไทย TUCK Bangkok ก็คือการทักทายกรุงเทพ (ด้วยจิตวิญญาณ)
art4d: ปัจจุบันนี้ แกลเลอรี่ตั้งอยู่ที่ใด และพื้นที่นี้มีความสำคัญอย่างไร
TM: TUCK Bangkok ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 47 หรือซอยบ้านดอน ซึ่งคุณปู่ของผม—สมาน มันตาภรณ์ นอกจากท่านเป็นหมอผ่าตัดหัวใจคนแรกของประเทศไทยแล้ว พื้นเพเดิมท่านยังเป็นชาวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเมื่อตอนย้ายเข้าบ้านในซอยนี้ ท่านก็เป็นคนแรกๆ ที่ย้ายเข้ามา จึงตั้งชื่อซอยว่า ‘ซอยบ้านดอน’ ที่ TUCK Bangkok จึงเป็นการรวมตัวของหมอผ่าตัดหัวใจคนแรก และแฟชั่นดีไซน์เนอร์คนแรกเข้าไว้ด้วยกันในที่เดียว เพราะว่าผมก็รวบรวมองค์ความรู้จากทางฝั่งคุณยาย–ยศวี บุญ-หลง ซึ่งเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกของไทยมาใช้ในการจัดการพื้นที่ TUCK Bangkok ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะต้อง Invitation Only เท่านั้น

art4d: จากพื้นที่ของ TUCK ที่มีความเชื่อมโยงกับเรื่องจิตวิญญาณและธรรมชาติ คุณนำความเชื่อเหล่านี้มาผสมผสานกับ ‘ศิลปะ’ ได้อย่างไรให้ลงตัว?
TM: เราเชื่อว่า ชีวิตนั้นเป็นวงกลม เช่นเดียวกับธรรมชาติหรือวัฏจักรของมนุษย์ ยิ่งเราเข้าถึงแง่ลบ เราจะยิ่งกลับรู้สึกมากขึ้นในแง่บวก เพราะเรามีชีวิตอยู่เพื่อใช้เวลาและเข้าใจสภาพแวดล้อม ศิลปะของเราจึงแสดงทั้งแง่ลบและแง่บวก เราแสดงสิ่งเดียวกันในภาพเดียวกันเพื่อสื่อสารถึงความสมดุลของชีวิต ซึ่งจะเห็นผลงานไม่ว่าใครหรือชาติใดก็ตาม ก็จะมีปฏิบัติการบางอย่างเกี่ยวกับวงกลมนี้เสมอ
art4d: ทำไมถึงเลือกมา ART OnO ไม่ใช่เทศกาลศิลปะอื่นๆ ในเอเชีย
TM: ที่เลือกมา ART OnO เพราะเราก็สนใจ art fair ที่เจ้าของเป็นชาวเอเชียด้วยกัน และเราก็อยากสร้างสะพานทางศิลปะระหว่างไทยกับเกาหลีด้วย ซึ่งสะพานนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนหลายอย่างทั้งศิลปะ เศรษฐกิจ หรือแม้แต่ปรัชญาด้วยเช่นกัน และเราก็คาดหวังว่าเราจะได้พาเพื่อนๆ หรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่เราอยู่และรู้จักมาพบกันที่บูธ แล้วผลตอบรับก็เป็นไปตามนั้น เพราะปกติเขาจะเดินทางมาหาเรา แต่ในวันนี้เราเดินทางมาหาเขาแล้ว

art4d: การนำ TUCK Bangkok ไปปรากฏตัวที่โซลครั้งนี้ คุณต้องการให้ผู้ชมจดจำ TUCK ในฐานะอะไร?
TM: บูธนี้เกิดจากการร่วมงานกันระหว่าง Choi and Choi กับเรา TUCK Bangkok ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเราในงาน ART OnO โดยเรานำผลงานมาจัดแสดงจากสองศิลปิน ผลงานชุดแรกจะเป็นผลงานของผมเอง ซึ่งเป็นการผ่าตัดบนภาพถ่ายธรรมชาติที่พระนครศรีอยุธยา ด้วยสีน้ำมัน ซึ่งกระบวนการทำงานผมเริ่มจากการถ่ายภาพโบราณสถานหรือพระพุทธรูป ซึ่งเป็นการเปิดช่องแสงระหว่างสิ่งที่ตามองเห็นและมองไม่เห็น แล้วเราก็ใช้เครื่องมือผ่าตัดทาด้วยสีที่ทำจากผงลาพิสลาซูลี่ ที่มักใช้ในวงการการเยียวยาโดยเฉพาะ
แต่งานชิ้นสำคัญอีกชิ้น คือ ผลงานที่นำเอา Silhouette ร่างกายของผมมาสร้างผลงานที่ผสมผสานการผ่าตัดเข้ากับการตัดเสื้อ เพราะครอบครัวฝั่งพ่อ คุณปู่เป็นหมอผ่าตัดหัวใจคนแรกของไทย และครอบครัวฝั่งแม่ คุณยาย—ยศวดี บุญ-หลง เป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์คนแรกของไทย ซึ่งผมนำเอาผ้าไหมไทยจากอะเตอลิเยร์คุณแม่—ผุสดี มันตาภรณ์ มาจัดวางบนตัวผม และรวมสิ่งเหล่านี้ลงไปด้วยการเย็บจาก ‘ห้องเสื้อยศวดี’ ของคุณยาย และ ‘บูซาร์ดิ’ แบรนด์ของคุณแม่ ซึ่งใช้คริสตัลจากออสเตรีย คือ SwaือrovskiSwarovski มาประดับอยู่โดยรอบ
และเมื่อพูดถึงออสเตรีย เรื่องราวจะถูกส่งต่อมายังศิลปินออสเตรีย คือ Wolfgang Walkensteiner ซึ่งเราดูแลเขาทั้งในไทยและทวีปเอเชีย ซึ่งผลงานทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงนี้เป็น Museum Show ของ Wolfgang ที่ออสเตรีย โดยเราจำหน่ายทุกผลงานของเขา และหากจะกล่าวถึง Wolfgang โดยประวัติแล้ว เขาเป็นศิลปินที่ชอบวาดภาพอวัยวะและธรรมชาติ เมื่อเขาวาดเสร็จแล้ว เขาจะตัดภาพออกจากผ้าใบและไว้ที่ผ้าใบผืนใหม่ หรือไว้บนผนัง โดยที่ผนังก็ทำหน้าที่เดียวกับผ้าใบนั่นเอง ก็เลยมารวมผลงานกันไว้ที่นี่
ซึ่งจริงๆ แล้ว Wolfgang Walkensteiner เป็นเพื่อนของครอบครัวครับ และลูกชายของเขาก็ดำรงตำแหน่งเป็น Sales Director ของ TUCK Bangkok ในภูมิภาคยุโรปด้วย ซึ่งเรามองเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่ดีในการนำพาผลงานของ Wolfgang ที่เกี่ยวกับอวัยวะและการเยียวยามาแสดงและจำหน่าย ซึ่งใน ART OnO ครั้งนี้ก็เป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของ Wolfgang ในทวีปเอเชียด้วย

art4d: ART OnO สะท้อนทิศทางใหม่ๆ ของ TUCK ในการขยายพรมแดนศิลปะจากกรุงเทพฯ สู่ระดับสากลอย่างไร?
TM: ผมมองว่าถ้าเขาสามารถทำงานแบบนี้ที่ไม่ใหญ่มากในไทย ก็จะเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเกิดการสร้างมูลค่าทางศิลปะอย่างมาก ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี แต่ว่าสะพานนี้ที่เราพยายามกำลังสร้างก็ต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้บริโภคด้วยครับ แต่เจ้าของ fair เป็นคนเอเชียที่เข้าใจวัฒนธรรมแบบเอเชียก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เป็นพันธมิตรกันในเอเชีย เพราะเราก็อยากผสานวงจรการซื้อขายศิลปะจากทั้งสองประเทศนี้เข้าหากันด้วย
