naana no Studio เปลี่ยนเรื่องราวที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นพื้นที่ที่จับต้องได้ ผ่านการออกแบบที่สนุกสนาน เป็นตัวของตัวเอง และไม่จำกัดกรอบ
TEXT: NAANA NO STUDIO
PHOTO: JINNBOR ARCHITECTURAL PHOTOGRAPHY EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
WHO
เราเป็น studio design ขนาดเล็ก (ณ วันนี้) ที่ให้ความรู้สึกว่าเราเป็น personal studio มากกว่าบริษัทใหญ่และไม่เจาะจงว่าเราทำงานออกแบบเฉพาะ อินทีเรีย หรือ สถาปัตยกรรม เพียงเท่านั้นแต่เป็นทีมหรือบุคคลที่ร่วมกันสร้างผลงานที่สนุกสนานออกมา
naana มีที่มาอย่างเรียบง่ายโดยมาจาก ชื่อ จริงๆ ครับ แต่ไม่ใช่ชื่อของใครเลยในสตูดิโอของเรา (หัวเราะ) แต่เป็นชื่อที่เราชอบ ซึ่งตามจริงก็อาจจะต้องสะกดด้วย ‘nana’ มากกว่า แต่เราเพิ่มที่ ‘a’ แทรกเข้ามาตรงกลางก็เพื่อให้ผู้คนออกเสียงได้อย่างที่เราคาดหวัง ได้แสดงออกถึงความขี้เล่นเล็กๆ ทั้งยังสร้างความเป็นตัวของตัวเอง จาก nana ที่ไม่ได้ผ่านตาแค่ใน ไทย หรือ ญี่ปุ่น แต่เป็นทั่วทั้งโลกนี้

The cabin behind the (R) and of eternity
WHAT
ด้วยความที่พวกเราสนใจในสามประเด็นสำคัญคือ ‘เรื่องราว’ ‘พื้นที่’ และ ‘การออกแบบ’ ทำให้งานที่พวกเราทำนั้นไม่ได้มีกรอบที่เข้มงวด พวกเราทำตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน การออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบครับ โดยในอนาคตนั้นอาจจะมีสิ่งที่เราสนใจเพิ่มเติมขึ้นมาอีกตราบใดที่เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับสามประเด็นข้างต้นครับ

The cabin behind the (R) and of eternity
WHEN
อาจจะต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเรียนในช่วงปี 2 ครับ ตอนนั้นผมค้นพบว่าตัวเองเป็นคนที่สนใจ ‘เรื่องราว’ ของอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนจะชอบการเอาเรื่องราวนั้นมาต่อยอดเป็นเรื่องเล่า แต่เมื่อโตขึ้น ผมกลับค้นพบว่าตัวเองยังสนใจนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าผ่านพื้นที่และงานออกแบบอีกด้วย
จริงๆ แล้วเราทำงานกันมาตลอดตั้งแต่ปี 2017 ครับ ส่วนชื่ออย่างเป็นทางการอย่าง naana no studio นี้เราพึ่งตั้งขึ้นก็เมื่อ 2025 นี้เองครับ

The cabin behind the (R) and of eternity
WHERE
เราเริ่มออกมาสร้าง studio ที่เป็นรูปธรรมช่วงปลายปี 2022 ที่ซอยอารีย์สัมพันธ์ 2 บรรยากาศของสตูดิโอเราจะคล้ายๆ ห้องชมรมในโรงเรียน ที่ทุกคนสามารถใช้เวลาในการทำงาน วางแผน เล่น พักผ่อน ไปพร้อมๆ กันครับ เป็นสถานที่ที่เราได้เจอผู้มากมายหลากหลายที่มาพร้อมกับเรื่องเล่า หลายๆ คนที่เราได้พบเจอกันที่นี่สุดท้ายก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนกันและได้ร่วมงานกันในหลายรูปแบบ เป็นช่วงเวลาที่สนุกและเปี่ยมไปด้วยคุณค่ามากครับ

Astral Mist | Photo: Karn Tantiwitayapitak

Astral Mist | Photo: Karn Tantiwitayapitak
WHY
ตอบยากเหมือนกันนะครับ พอคิดย้อนกลับไป เหตุผลที่เราอยากทำสตูดิโอมันอาจจะเป็นแค่การตัดสินใจหนึ่งที่เรียบง่าย คิดว่าคล้ายกับเวลาที่สายลมผัดผ่านเข้ามาในจังหวะหนึ่งของชีวิตเท่านั้นครับ
แต่ในมุมหนึ่ง อาจจะด้วยเพราะเรามีงานอดิเรกเยอะ ทั้งเกมไขปริศนา ต่อจิกซอว์ เขียนเรื่องสั้น คิดเกมเล่นกับเพื่อนๆ ร่วมถึงแลกเปลี่ยนเรื่องราวประสบการณ์กับคนรอบตัวแล้วก็หัวเราะไปด้วยกัน สิ่งเหล่านี้มันนำมาซึ่งอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่เราอยากจะคว้ามันไว้ เป็นอารมณ์ซึ่งเป็นนามธรรมครับ แล้วกลายเป็นว่า เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ค้นพบว่าเราสามารถถอดความเป็นนามธรรมเหล่านี้ออกมาจากผู้คนและเปลี่ยนมันให้กลายเป็น space ที่เป็นรูปธรรม ความรู้สึกนี้เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามา design studio ของตัวเองครับ

Astral Mist | Photo: Karn Tantiwitayapitak

Astral Mist | Photo: Karn Tantiwitayapitak
คุณนิยามสไตล์งานของตัวเองไว้อย่างไร
ตอบยากอีกแล้วครับ จริงๆ เราก็เคยคิดถึงเรื่องนี้เหมือนกันในอดีต แต่แล้วพอโตขึ้น ชีวิตก็พาเราไปเจอกับเรื่องราวที่แตกต่างหลากหลายออกไปของลูกค้า แต่ละคนก็มาพร้อมกับ insight หลายๆ อย่างที่ไม่ซ้ำกัน มีความหลงใหลไม่เหมือนกัน
ดังนั้นแล้วสไตล์งานของเรา ‘คงจะ’ เป็นการผสานความขัดแย้งหรือความที่ไม่เข้ากันหลายๆ อย่างของผู้ใช้งานให้ออกมากลมกลืน ให้พื้นที่นั้นๆ มีเรื่องราวของตัวเอง โดดเด่น และแตกต่างจากทุกๆ พื้นที่ที่เราได้เจอ
อะไรคือแรงบันดาลใจและหลักการในการทำงานแต่ละครั้ง
‘เรื่องราว’ ของลูกค้าแหละครับ เราน่าจะพูดเรื่องนี้บ่อย คือในทุกๆ งานที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความเป็นไปได้มหาศาล อาจเป็นไปได้ว่าวันใดวันหนึ่งหลับฝันแล้วตื่นมา รู้สึกว่าอยากทำงานที่เต็มไปด้วยอิฐ หรืออยากสร้างท้องฟ้าที่มีดวงดาวพร่างพราว ซึ่งมันเป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของเราในฐานะนักออกแบบ
แต่แล้วจุดสะกิดใจที่ทำให้ไอเดียเหล่านั้นไปต่อได้ มันคือแก่นบางอย่างที่เรา ถอดได้จาก ‘เรื่องราว’ ของลูกค้าในฐานะผู้ใช้งานจริง เมื่อจับเรื่องนั้นได้ เราก็จะมีเขียนเป็นเรื่องราวแล้ว design มาออกมา

Dialectique Uchi | Image: Naana no Studio
เปรียบเทียบให้เป็นเป็นภาพคือ เราเป็นเหมือนลูกหินที่เจียรแต่งในแบบที่เราต้องการ วางอยู่เหนือสุดของหน้าผา แล้วพื้นด้านหน้าเป็นปลายทางของงานออกแบบ เมื่อกลิ้งหินลงมาเจอกับชั้นหินที่แตกต่างหลากหลาย ทำให้แม้ว่าเราจะเริ่มต้นกลิ้งเหมือนกันทุกครั้ง เส้นทางของเราก็จะไม่เหมือนเดิม และปลายทางก็จะต่างกันไปทุกครั้งเหมือนกัน และหน้าผานั้นก็คือ ‘เรื่องราว’ และ ‘สถานที่’ ครับ เอาเข้าจริงหลายๆ งานก่อนจะเสร็จสิ้น เราเองก็คาดเดาไม่ได้เหมือนกันว่าทิศทางจะเป็นแบบไหน แต่มันจะต้องออกมาในแบบที่เป็นตัวของตัวเองที่สุดอย่างแน่นอน

Journey of Reverie (JR)

Journey of Reverie (JR)
โปรเจกต์ไหนที่คุณภูมิใจมากที่สุด เพราะอะไร
เยอะครับ (หัวเราะ) แต่ถ้าพูดถึงโปรเจกต์ที่ได้ทำออกมาเร็วๆ นี้ ในชื่อของ naana no studio ก็ต้องเป็น project เล็กๆ ที่เหมือนเป็น ลายเซ็นหนึ่งของเรา Journey of Reverie (JR)
คิดว่าคำตอบก็น่าจะคล้ายกับหลาย studio ที่ว่าโปรเจกต์ที่ชอบที่สุดคือโปรเจกต์ที่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ อิสระ แล้วทำได้สุดครับ แต่ถ้าสรุปสั้นๆ สำหรับเราคือเพราะผู้ใช้ยื่นภาพในจินตนาการที่สนุกสนานมาให้เรา เราจึงได้ผลงานที่เราชอบมากมาจนได้ครับ

Journey of Reverie (JR)
คุณชอบขั้นตอนไหนระหว่างทำงานมากที่สุด
เราชอบขั้นตอนที่ได้ ดีดนิ้วดัง ‘เป๊าะ!’ ตอนที่สามารถผสานเรื่องราวร่วมกกันระหว่าง โจทย์ บุคลิกของ user และ พื้นที่ ข้อจำกัด ความขัดแย้งที่ไม่มีใครเคยเห็น ให้เป็นผลลัพธ์ที่ลงตัว ฟิลแบบเล่น Tetris แล้ววางตัวยาวๆ ลงไปในช่องว่างสุดท้ายสำเร็จแล้วทุกแถวก็กระพริวแล้วหายไปพร้อมกัน ซึ้งมันต้องเกิดจากการจัดระเบียบ แต่งเติม โดยเข้าใจความขัดแย้ง ข้อจำกัด ความชอบที่ไม่มีเหตุผล วางทุกอย่างให้ลงตัว ไม่มีอะไรเกินหรือขาด ทั้งยังต้องเป็นตัวของตัวเองจนเกิดเป็นเรื่องราวใหม่ในการออกแบบที่เรารู้สึกว่า “เออ นี่แหละ ใช่เลย”
เสร็จแล้วเราก็มาเขียนเรื่องราวนั้นเป็น กึ่ง fiction กึ่ง concept design ในขั้นตอนสุดท้าย เล่าเรื่องราวที่มีการผูกปมโน่นนี่ที่สุดท้ายก็ไขกระจ่างแบบไม่มีข้อสงสัย ก็ตือจบด้วยการสรุป project ที่คิดยากๆ ให้เป็นเรื่องเล่าที่อ่านแล้วสนุกครับ

Journey of Reverie (JR)
ถ้าคุณสามารถเชิญ ‘ครีเอทีฟ’ สักคนไปดื่มกาแฟด้วยกันได้ คุณจะเลือกใครและทำไม
เราเคยได้นั่งคุยกับคุณวิชัย จาก Salmon House แล้วสนุกมากครับ ผมเคยอ่านหนังสือที่เขาเขียนแล้วได้ไปเจอเขาพูดคุยกัน มันสนุกมากครับ แม้ว่าจะได้คุยกันสั้นๆ จริงๆ เรื่องของการเข้าใจ insight ก็ได้มาจากคุณวิชัยเหมือนกัน เลยคิดว่า ถ้าได้คุยกันอีกเป็นเรื่องเป็นราวแบบไม่มีสคริปต์ก็น่าจะได้อะไรสนุกๆ แล้วได้ประโยชน์แบบที่ไม่ได้คาดหวังอีกเยอะแน่นอน
แต่ถ้าพูดถึง designer ที่เร็วๆ นี้เพิ่งรู้ตัวว่าชอบเขามากๆ คือจริงๆ ก็ชอบงานเขาอยู่แล้ว แต่พอรู้ว่าเขามาไทย มาบรรยายที่เชียงใหม่แล้วตอนนั้นเราก็ไปจัดงาน CDW2025 ที่เชียงใหม่พอดี โดยที่เราไม่ทราบมาก่อน ก็ยิ่งตอบตัวเองว่าเราอยากจะได้เจอและพูดคุยกับเขาขนาดไหน เขาคือสถาปนิกญี่ปุ่นที่ชื่อ คุณ Jo Nagasaka แห่ง Schemata Architects ครับ ผมชอบงานเขามาก เอาเข้าจริงถ้าได้คุยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มต้นคุยอะไรกันดี อาจเริ่มจาก -Who? -What? -When? -Where? -Why? แบบนี้ก็ได้นะครับ (หัวเราะ) งานออกแบบของเขาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ และปรัชญาของการออกแบบ ที่สนุกสนาน ขี้เล่น แต่งานที่ออกมาก็ยังใช้ได้จริงและใช้ได้ดี ตอบโจทย์ insight ของ user มากๆ แล้วยังสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่าน space ได้เสมอ ผมชอบงานเขามากๆ ครับ ถ้ามีโอกาส art4d จะเชิญเขามาอีกเมื่อไหร่… ผมก็จะติดตามไปหาไม่ให้พลาดอีกแน่นอนครับ

The cabin behind the (R) and of eternity 






