Patara Architects ถ่ายทอดแนวคิดการอยู่อาศัยของครอบครัวหลายรุ่นผ่าน Bangsue Residence โดยการวางผังแบบเรือนรอบคอร์ท ยกพื้นอาคาร และใช้พื้นที่กึ่งภายนอกเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในบ้าน
TEXT: BHUMIBHAT PROMBOOT
PHOTO: TACOPHOTO.BKK
(For English, press here)
บ้านบางซื่อเริ่มต้นจากคำถามว่า ‘บ้าน’ สำหรับครอบครัวหลายรุ่นควรมีลักษณะอย่างไร เมื่อสมาชิกแต่ละคนมีวิถีชีวิต ภาระหน้าที่ และจังหวะการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน การออกแบบจึงไม่ได้มุ่งสร้างพื้นที่ที่ทุกคนใช้ร่วมกันตลอดเวลา หากมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการอยู่ร่วมกันและการมีพื้นที่ส่วนตัว เพื่อให้บ้านรองรับความสัมพันธ์ของครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงชีวิต
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านบ้านพักอาศัยที่ภายนอกไม่ได้ให้ความรู้สึกใหญ่โตหรือทึบตัน แม้ภายในจะมีพื้นที่ใช้งานกว่า 1,000 ตารางเมตร เนื่องจากที่ดินมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าแคบและลึก ตัวอาคารหลักจึงถูกซ่อนอยู่หลังกำแพงโปร่งสีขาว โดยบ้านหลังนี้เป็นผลงานของ Patara Architects ซึ่งทำหน้าที่ทั้งผู้ออกแบบและเจ้าของบ้าน โดยนำหลักการจัดวางพื้นที่ของเรือนไทยมาตีความใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย ผ่านการนำวิธีคิดเรื่องการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ การยกพื้นอาคาร และการสร้างพื้นที่กึ่งภายนอก มาพัฒนาเป็นสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อการอยู่อาศัยของครอบครัว

หัวใจของโครงการไม่ได้อยู่ที่รูปแบบอาคาร หากแต่อยู่ที่พื้นที่ส่วนกลางซึ่งเชื่อมโยงสมาชิกทุกคนในครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน ผังอาคารถูกจัดวางเรียงตัวตามแนวยาวของที่ดิน เปิดพื้นที่ว่างตรงกลางเป็นคอร์ทสำหรับรองรับกิจกรรมร่วมกันในแต่ละช่วงเวลา คอร์ทดังกล่าวเชื่อมเรือนพักอาศัยแต่ละหลังผ่านชานกึ่งภายนอก ทำให้การสัญจรระหว่างอาคารไม่ได้เป็นเพียงการเดินจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง หากยังเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวสามารถมองเห็น พบปะ และเกิดปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบให้ใช้งานโดยไม่พึ่งพาระบบปรับอากาศ ตามความตั้งใจร่วมกันของเจ้าของบ้านและผู้ออกแบบที่ต้องการให้ชีวิตประจำวันดำเนินไปภายใต้สภาวะอากาศตามธรรมชาติ การจัดวางอาคารจึงคำนึงถึงทิศทางลม แสงแดด และการระบายความชื้นควบคู่กัน โดยมีสระว่ายน้ำที่ทอดยาวตลอดแนวคอร์ตเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาวะแวดล้อมทางกิจกรรมของสมาชิกในบ้าน มากกว่าจะเป็นเพียงองค์ประกอบทางสายตาแต่เพียงอย่างเดียว

พื้นที่ใช้งานของบ้านแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักใหญ่ๆ ได้แก่ เรือนพักอาศัยของพ่อและแม่ ซึ่งประกอบด้วยห้องนั่งเล่นโถงสูงและห้องนอน วางอยู่ด้านในสุดของที่ดินเพื่อสร้างความสงบและความเป็นส่วนตัว แต่ยังสามารถมองเห็นพื้นที่ส่วนต่างๆ ของบ้านได้อย่างชัดเจน ขณะที่เรือนพักอาศัยของลูกๆ และอาคารส่วนกลางสำหรับการพบปะหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ถูกจัดวางขนาบพื้นที่คอร์ทเพื่อให้ทุกพื้นที่เชื่อมถึงกันผ่านชานระเบียงและพื้นที่กึ่งภายนอก มากกว่าการเชื่อมต่อผ่านโถงทางเดินแบบปิด


การยกพื้นอาคารขึ้นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศ หากยังเป็นวิธีจัดระเบียบการใช้งานของบ้านให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย พื้นที่ใต้ถุนรองรับงานส่วน service ทั้งหมดของบ้าน ทั้งพื้นที่จอดรถ พื้นที่เก็บของ ห้องแม่บ้าน ส่วนซักล้าง รวมถึงงานระบบวิศวกรรมและงานซ่อมบำรุง ไม่ว่าจะเป็นระบบสระว่ายน้ำหรือโครงสร้างที่อาจต้องได้รับการบำรุงรักษาในอนาคต การแยกพื้นที่ service ออกจากพื้นที่อยู่อาศัยหลัก ทำให้พื้นที่ด้านบนสามารถรักษาบรรยากาศของการอยู่อาศัยไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้บ้านปรับเปลี่ยนหรือขยายการใช้งานได้ตามการเติบโตของครอบครัว


นอกเหนือจากพื้นที่ส่วน service แล้ว พื้นที่ส่วนใต้ถุนบ้านยังเป็นที่ตั้งของออฟฟิศและเวิร์คช็อป โดยพื้นที่ส่วนนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นห้องโถงสูง เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือต่อเติมได้ในอนาคต สอดคล้องกับแนวคิดที่ผู้ออกแบบมองบ้านในฐานะเป็นสถาปัตยกรรมที่ซึ่งสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของผู้อยู่อาศัยได้


แนวคิดเรื่องการเชื่อมโยงผู้คนผ่านพื้นที่ส่วนกลางไม่ได้ปรากฏเพียงในระดับการวางผัง หากยังได้รับการพัฒนาผ่านรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมและโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ เรือนส่วนกลางถูกออกแบบให้มีช่องเปิดโล่งทอดยาวโดยไม่มีเสาคั่นกลาง ด้วยการใช้คานเหล็กขนาดใหญ่เป็นโครงสร้างหลัก ทำให้พื้นที่ภายในเปิดมุมมองต่อเนื่องสู่คอร์ตกลาง เชื่อมโยงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนของบ้านเข้าด้วยกัน สมาชิกในครอบครัวจึงสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตของกันและกันผ่านการมองเห็น มากกว่าการเชื่อมโยงด้วยทางสัญจรเพียงอย่างเดียว

โครงสร้างดังกล่าวยังรองรับหลังคาจั่วทรงโค้งที่อ้างอิงสัดส่วนของหลังคาเรือนไทย แต่ถูกตีความใหม่ด้วยการใช้พื้นที่จั่วเพียงครึ่งเดียว เพื่อสร้างพื้นที่ภายในเรือนส่วนกลางที่โปร่งสูง ก่อนที่แนวหลังคาจะค่อยๆ ไล่ระดับลงสู่คอร์ตกลาง ลักษณะของพื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงสร้างประสบการณ์การใช้งานที่โปร่งโล่ง หากยังช่วยระบายอากาศตามธรรมชาติ โดยอากาศร้อนสามารถลอยตัวขึ้นสู่ด้านบน ทำให้พื้นที่ใช้งานด้านล่างเย็นสบาย หลักการเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้กับเรือนของลูกๆ ซึ่งถูกออกแบบเป็นหลังคาแบบสองชั้นเพื่อช่วยลดการสะสมความร้อนและอากาศสามารถถ่ายเทได้ดี


ยังมีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ ที่ได้ถูกสอดแทรกไว้ตามจุดต่างๆ ของตัวบ้าน ภายใต้หลักการเดียวกัน เช่น ‘ช่องแมวลอด’ ซึ่งถูกตีความใหม่ให้ทำงานร่วมกับระบบสระว่ายน้ำแบบน้ำล้น โดยใช้ช่องว่างระหว่างพื้นอาคารเป็นส่วนหนึ่งของระบบหมุนเวียนน้ำและการระบายอากาศ ขณะที่ช่องแสงบริเวณพื้นชานระเบียงช่วยนำแสงธรรมชาติลงสู่พื้นที่ใต้ถุน ทำให้พื้นที่บริการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานไฟฟ้า รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่แยกขาดจากกัน หากเชื่อมโยงระบบงานวิศวกรรมต่างๆ และสภาพแวดล้อมเข้าไว้เป็นองค์ประกอบเดียวกับสถาปัตยกรรม

แนวทางเดียวกันยังสะท้อนผ่านการเลือกใช้วัสดุและวิธีการก่อสร้าง ตั้งแต่การใช้ม้วนกระดาษเป็นแบบหล่อเสากลมคอนกรีตเพื่อให้ผิวคอนกรีตเรียบเนียน โดยไม่มีการฉาบปิด หรือการเลือกใช้กระเบื้องมุงหลังคาดินเผา ไปจนถึงการนำไม้เก่ากลับมาใช้กับพื้นชานระเบียง วัสดุแต่ละชนิดไม่ได้ถูกเลือกเพียงจากคุณสมบัติหรือภาพลักษณ์ หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบที่เชื่อมโยงภูมิปัญญางานช่างเข้ากับเทคนิคการก่อสร้างร่วมสมัย

ท้ายที่สุด คุณค่าของบ้านบางซื่อไม่ได้อยู่ที่รูปแบบของสถาปัตยกรรมหรือรายละเอียดขององค์ประกอบแต่ละส่วนแต่เพียงเท่านั้น หากแต่อยู่ที่การสร้างเงื่อนไขให้สมาชิกในครอบครัวสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงชีวิต บ้านจึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบตายตัว หากเป็นกรอบของการอยู่อาศัยที่พร้อมรองรับการปรับเปลี่ยน ขยับขยาย และเติบโตไปพร้อมกับครอบครัว โดยสิ่งที่ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับบ้านหลังนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวอาคาร หากคือความสัมพันธ์ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลง หล่อหลอม และงอกงามไปตามกาละและเวลา












