8 SECOND HISTORY

ธนพล แก้วพริ้ง พาเราทุกคนย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เพื่อค้นหาความทรงจำในภาพถ่าย และหลายสิ่งที่พังทลายลงในเวลาเดียวกัน

TEXT: TUNYAPORN HONGTONG
PHOTO: KETSIREE WONGWAN

(For English, press here)

8 วินาที เป็นเวลาเพียงเสี้ยวนาทีที่อาจไม่เพียงพอให้มีอะไรเกิดขึ้น แต่บางครั้ง 8 วินาที ก็ยาวนานพอที่จะมีเหตุการณ์สำคัญบางอย่างเกิดขึ้นจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ เป็นต้นว่า แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ในเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ส่งผลให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยุบตัวลงมาในแนวดิ่งอย่างสมบูรณ์ (pancake collapse) จนอาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างความสูง 30 ชั้น กลายเป็นซากปรักหักพังภายในเวลา 8 วินาที 

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในความทรงจำร่วม (collective memory) ของสังคมไทยอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่แค่เพราะหลายคนในกรุงเทพฯ และในหลายจังหวัดรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่เพราะการถล่มของตึกสตง.เป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และยังกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของแผ่นดินไหวในวันนั้น เมื่ออาคารสำนักงานสตง.เป็นอาคารเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ถล่มลงมาทั้งหลัง ที่สำคัญ การถล่มครั้งนั้นยังถูกบันทึกจากกล้องหลายตัวและจากหลากหลายมุม ก่อนจะถูกนำไปเผยแพร่ทั้งในสื่อโทรทัศน์และโซเชียลมีเดียซ้ำไปซ้ำมา และขณะที่ภาพเหล่านั้นถูกฉายซ้ำราวกับจะตอกย้ำลงในความทรงจำ หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามถึงมาตรฐานการก่อสร้าง ระบบตรวจสอบของรัฐ และความรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ 

วันที่ 8 เดือน 8 ที่ผ่านมา เมื่อนิทรรศการ ‘ประวัติศาสตร์ 8 วินาที’ (8 Second History) ของ ธนพล แก้วพริ้ง เปิดจัดแสดงที่ Kathmandu Photo Gallery เห็นได้ว่าความทรงจำร่วมนั้นยังคงแจ่มชัด เพราะบทสนทนาของผู้ชมที่กำลังยืนรับชมภาพถ่ายตรงหน้าคือคำถามแลกเปลี่ยนกันว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่ตอนที่เกิดแผ่นดินไหว รวมถึงว่ามันน่าเศร้าแค่ไหนที่เมื่อสัญจรผ่านไปผ่านมาในละแวกนั้นแล้วเห็นซากตึกที่กองสูงอย่างไม่เห็นหนทางที่จะช่วยคนที่ติดอยู่ในนั้นได้ และในท้ายที่สุด บทสนทนาก็ดำเนินมาถึงความคืบหน้าของคดีความ 

แต่ภาพถ่ายของธนพลก็ใช่ว่าจะเป็นภาพถ่ายเชิงข่าวหรือสารคดีแต่อย่างใด แม้ว่าในภาพถ่ายชุดแรกที่เป็นภาพขาวดำของตึกที่กำลังถล่มลงมา เขาจะแค็พภาพมาจากฟุตเทจวิดีโอหลายต่อหลายชิ้นที่ถูกแชร์กันต่อเป็นทอดๆ ในโซเชียลมีเดีย แต่เพราะภาพจากฟุตเทจมีความละเอียดต่ำมาก ขณะที่ศิลปินต้องการให้ภาพเหตุการณ์ออกมาชัดที่สุด เขาจึงเลือกรีทัชบริเวณฝุ่นควันที่ฟุ้งขึ้น 

“แล้วเวลารีทัช เราก็ต้องหา source ของรูปทรงที่ดีที่สุด” ธนพลกล่าว “ตอนแรก ผมก็ทดลองหลายๆ ทาง ทั้งใช้ smoke machine ใช้ dry ice แต่สุดท้าย ผมพบว่าสิ่งที่มีฟอร์มใกล้เคียงกับความหนาแน่นของฝุ่นควันตอนที่ตึกถล่ม คือ ก้อนเมฆ” 

ในขณะที่รักษาองค์ประกอบเกือบทุกอย่างของภาพจากฟุตเทจเหล่านั้นให้เหมือนเดิมที่สุด เขาจึงแทรกแซงภาพเหตุการณ์ด้วยการแต่งฟอร์มของ ‘เมฆ’ เข้าไป แทน ‘ฝุ่น’ 

นอกจากภาพจากฟุตเทจแล้ว ธนพลยังกลับไปถ่ายภาพจากสถานที่เกิดเหตุอีกหลายครั้ง โดยเขาเลือกช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับ 13:25 น. ตอนที่ตึกถล่มในวันนั้น และถ่ายจากหลายๆ มุมรอบด้าน รวมทั้งใช้โดรนบินขึ้นไปเก็บภาพของเศษซากสิ่งที่เหลืออยู่ ภาพที่ธนพลถ่ายทอดออกมา ไม่ว่าจะเป็น มุมมองแบบ bird’s eye view ของบริเวณ ground zero และคอนกรีตแต่ละชิ้นที่แตกออกจนเห็นเหล็กเส้นด้านในจำนวนมากนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับซากปรักหักพังที่เกิดจากสงครามด้วยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างขั้นสูง และเหล็กเส้นที่ยืดยาวระเกะระกะก็ให้ความรู้สึกเหมือนเอเลี่ยนที่บุกเข้ามายึดครองโลก 

การกลับไปถ่ายภาพตามมุมต่างๆ ณ สถานที่เกิดเหตุยังทำให้ธนพลสังเกตเห็นบางอย่าง นั่นคือ สถานที่ตั้งของสำนักงานสตง.แทบไม่มีอะไรบดบัง โดยเฉพาะในละแวกใกล้เคียงที่ไม่มีตึกสูงในระดับเดียวกัน “เพราะฉะนั้นถ้าตึกนี้สร้างเสร็จขึ้นมาโดยไม่ถล่มลงมาก่อน มันโดดเด่นขึ้นมาเพียงตึกเดียวเลย แล้วก็น่าจะเป็น prime location ด้วย เพราะวิวที่เห็นคือสวนรถไฟ โดยที่ไม่มีอะไรมาบดบังเลย มัน supreme มาก” 

สิ่งที่น่าสนใจในกระบวนการทำงานของธนพลไม่ใช่แค่การดึงเมฆจากท้องฟ้าให้ถล่มลงมาใส่ผู้คน แต่อาจรวมถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับการรับรู้ของผู้ชมด้วย เพราะเมื่อย้อนไปนึกถึงครั้งแรกที่เราเห็นภาพถ่ายชุดนี้ เรากลับไม่เอะใจเลยว่าภาพเหตุการณ์ตรงหน้านั้นถูกแทรกแซงด้วยการเปลี่ยนฝุ่นให้กลายเป็นฟอร์มของเมฆ ทั้งที่พวกเราต่างเห็นภาพเหล่านี้ฉายซ้ำวนไปวนมากันมาก่อนแล้ว จนเมื่อศิลปินเล่าถึงกระบวนการทำงาน เราจึงเริ่มเห็นว่าฟอร์มของฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นจากการถล่มในหลายภาพกลับดูคล้ายการระเบิด 

คำถามที่เกิดขึ้นจึงคือ เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเหตุการณ์ตึกสตง.ถล่มในครั้งนั้นกลายเป็นความทรงจำและบาดแผลร่วมของสังคมไทย สิ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในความทรงจำของเราจนถึงทุกวันนี้อาจไม่ใช่รายละเอียดของ ‘ภาพ’ ที่เกิดขึ้น แต่เป็นความรู้สึกถึงความเลวร้ายของเหตุการณ์นั้นเสียมากกว่า ทั้งการที่เหตุการณ์ตึกถล่มทำให้มีผู้เสียชีวิต 93 ราย และสูญหายอีก 3 ราย รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าอาคารสตง.ทุบสถิติของการเป็นอาคารสูงที่อยู่ไกลจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดที่ถล่มลงมาทั้งหลัง จนราวกับว่าความจริงบางอย่างได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับการพังทลายนั้น 

ถ้าจะมีภาพใดในนิทรรศการครั้งนี้ที่พูดแทนความรู้สึกเหล่านี้ได้ดีที่สุด ก็น่าจะเป็นภาพที่ธนพลถ่ายตรงเข้าไปยังไซต์ของตึกสตง. แต่ตำแหน่งที่เคยมีอาคารสตง.ตั้งอยู่กลับถูกแทนที่ด้วยแถบสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำสนิท ซึ่งกินพื้นที่เกือบทั้งหมดของภาพ และอีกภาพหนึ่งคือภาพที่คล้ายหน้าจอกล้องวิดีโอ แต่เป็นหน้าจอที่มืดดำสนิท โดยมีตัวเลขด้านบนระบุเวลา 13:25:15 และด้านล่าง 13:25:23 ซึ่งก็คือช่วงเวลา 8 วินาทีของประวัติศาสตร์หน้านั้น 

สีดำคือองค์ประกอบหลักที่ทั้งสองภาพมีเหมือนกัน สีดำอาจทำให้เรานึกถึงความเศร้าโศก การไว้ทุกข์ หรือในอีกทางหนึ่งคือ การปกปิดซ่อนเร้น โดยเฉพาะแถบสีดำขนาดใหญ่ที่ศิลปินใช้ปิดทับบริเวณซากตึกก็ชวนให้นึกถึงวิธีการเซ็นเซอร์ด้วยการใช้แถบสีดำปิดทับข้อความหรือภาพ รวมถึงเหตุการณ์ที่ผู้มีอำนาจใช้วิธีการเดียวกันปิดทับชื่อและเชื้อชาติของศิลปินในนิทรรศการศิลปะที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเราเมื่อไม่นานมานี้ เช่นเดียวกับจอวิดีโอที่ดำสนิทในอีกภาพหนึ่ง ทั้งที่จอควรเป็นพื้นที่ซึ่งมีภาพปรากฏให้เห็น แต่ในช่วงเวลา 8 วินาทีนั้นกลับไม่มีภาพใดให้เรามองเห็นเลย 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราเคยเห็นไปแล้วอาจไม่ง่ายนักที่จะทำให้มองไม่เห็นอีกครั้ง เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ที่แม้มักถูกเขียนโดยผู้มีอำนาจ แต่เหตุการณ์บางอย่างก็ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของผู้คนที่อยู่ร่วมเวลากับมัน และยากจะลบเลือน

นิทรรศการ ‘ประวัติศาสตร์ 8 วินาที’ (8 Second History) จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 26 กันยายน 2569 ที่ Kathmandu Photo Gallery เวลา 11:00-18:00 น. (เปิดทุกวันอังคาร, วันพฤหัสบดี และวันเสาร์)

kathmanduphotobkk.com
facebook.com/kathmanduphotogallery