หลากหลายผลงาน หลากหลายเรื่องราว บอกเล่าด้วยภาษาศิลปะในแบบเฉพาะของศิลปินรุ่นใหม่แต่ละคน ใน Early Years Project #8
TEXT: TUNYAPORN HONGTONG
PHOTO: KETSIREE WONGWAN
(For English, press here)
ในปีที่ 8 ของ Early Years Project (EYP#8) ศิลปินรุ่นใหม่ 8 คนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการอบรมบ่มเพาะและจัดแสดงนิทรรศการที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มาพร้อมกับรูปแบบผลงานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ประติมากรรม ดรออิ้ง เพ้นท์ติ้ง งานสิ่งทอ อินสตอลเลชัน เซรามิก ฯลฯ และแม้งานสื่อผสมจะมีให้เห็นเยอะหน่อย แต่ก็น่าสนใจที่ EYP#8 ที่จัดแสดงบนชั้น 7 ของ BACC ครั้งนี้ มีผลงานวิดีโอที่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้วดูจะน้อยกว่านิทรรศการของศิลปินรุ่นพี่ ‘The Shattered Worlds: Micro Narratives from the Ho Chi Minh Trail to the Great Steppe’ ที่จัดแสดงอยู่ชั้นด้านบนเสียอีก ส่วนประเด็นเนื้อหาที่ปรากฏในศิลปะของ EYP#8 ก็มีให้เห็นหลากหลายเช่นกัน รวมทั้งศิลปินแต่ละคนนำเอาเรื่องราวต่างๆ มาพูดในโทนความรู้สึกที่ต่างกันไปด้วย


ถ้าว่ากันที่โทนสนุก ผลงานชุด ‘Vessel’ (2025) ของ ภาพิมล หล่อตระกูล น่าจะเป็นผลงานที่ใช้จินตนาการบวกกับความสนใจเฉพาะเรื่องออกมาได้สนุกที่สุด ภาพิมลสนใจวัตถุอย่าง ‘ภาชนะ’ ในแง่ที่มันเป็นของใช้พื้นฐานในชีวิตประจำวันของมนุษย์และเป็นสิ่งของที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในทุกอารยธรรม ในขณะเดียวกัน ภาชนะยังเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความหมายต่างๆ ในหลากหลายวัฒนธรรม รวมทั้งในความเห็นของศิลปิน ภาชนะคือตัวแทนของความต้องการเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไปของมนุษย์ ในผลงานชุดนี้ ภาพิมลสร้างภาชนะขึ้นมา 6 ชิ้น โดยแต่ละชิ้นมีรูปร่างหน้าตาและลูกเล่นที่แตกต่างกันไป (เช่น ชิ้นหนึ่งสั่นได้ด้วย) ภาชนะทั้ง 6 มาพร้อม 6 เรื่องราวจากจินตนาการของเธอถึงโลกอนาคตที่ออกไปในแนวดิสโทเปีย เช่น อนาคตที่เอเลียนบุกมาครองโลกและมนุษย์กลายเป็นแค่แรงงานที่ไม่มีความทรงจำใดๆ หลงเหลือ อนาคตที่มีฝนกรดตกลงมาตลอดเวลา ไม่มีศิลปะ ไม่มีเสียงเพลง ผู้คนไม่อยากมีลูก ทำให้ผู้มีอำนาจต้องหาทางเพิ่มประชากรขึ้นมาจากการสังเคราะห์วิธีอื่น และโลกอนาคตที่เทคโนโลยีบันทึกความฝันได้และนำมาเป็นข้อมูลขายเพื่อสร้างกำไร ฯลฯ เรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาทั้งหมดนี้แม้จะเสพเป็นความบันเทิงได้สนุก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความสงสัยใคร่รู้ที่ศิลปินมีต่ออนาคตของมนุษยชาติ ในฐานะเจเนอเรชันใหม่อีกคนหนึ่งที่จะเป็นเจ้าของอนาคตนั้น

ยศสุนทร รัตตประดิษฐ์ เป็นอีกคนที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการสื่อสารยุคดิจิทัลที่ส่งผลกระทบต่อความคิดและพฤติกรรมของคนในสังคม ประติมากรรมวิดีโอแบบไม่เล่าเรื่อง ‘Hyperlink Inter Me’ (2025) ของเขา ประกอบไปด้วยจอทีวีหลายจอที่เรียงต่อกันเป็นเหมือนซุ้มประตูโค้ง โดยภาพบนหน้าจอที่มีตัวอักษร ตัวเลข มีภาพ แต่ไม่มีเรื่องราวก็คล้ายเนื้อหาในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ที่ไม่ได้เน้นสาระ แต่เป็นการก่อให้เกิดผลทางอารมณ์ระยะสั้น นอกจากนั้น เมื่อผู้ชมเดินผ่านซุ้มประตูโค้ง ก็ให้ความรู้สึกเหมือนว่ากำลังเดินผ่านอุโมงค์ MRI ที่จะประมวลผลสร้างเป็นภาพอวัยวะภายในของเรา แต่สำหรับอุโมงค์จอทีวีของยศสุนทรนี้คือ algorithm ที่ประมวลผลลัพธ์ออกมาจากข้อมูลที่เราเลือกบริโภคผ่านสื่อออนไลน์ และสุดท้ายพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของเราก็กลายเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าทางการตลาด


ใกล้กันกับผลงานของยศสุนทรคือ ‘Unexpected Growth’ (2025) โดย อภิสรา ห่อไพศาล ที่พาเราออกห่างจากบรรยากาศสังเคราะห์ของโลกดิจิทัลเข้าสู่ความน้อยและเรียบง่าย ผลงานของเธอประกอบไปด้วยอินสตอลเลชันชิ้นเล็กที่นำก้อนอิฐมาเรียงต่อกัน โดยบางชิ้นมีวัชพืชต้นเล็กงอกออกมา บางชิ้นมีหนังสือปกสีเทาวางอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน นอกจากนั้น ผลงานอีกส่วนเป็นกระดาษทำจากวัชพืชในกรอบอะคริลิกจัดวางอยู่บนโครงสร้างทรัส โดยกระดาษแต่ละแผ่นปรากฏรูปทรงออแกนิก เหมือนนำเอาพืชหรือสิ่งมีชีวิตมาขยายเซลล์ออกมาเป็นภาพใหญ่ อภิสราเริ่มทำงานชิ้นนี้จากการสังเกตเห็นสิ่งเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามในเมืองใหญ่ นั่นคือ วัชพืชที่ขึ้นแทรกอยู่ตามทางเดินที่ปูด้วยก้อนอิฐ และเมื่อเห็นความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ในเมืองที่แห้งแล้งและแข็งกระด้าง เธอจึงนำเอาวัชพืชเหล่านั้นมาทดลองทำเป็นกระดาษ เกิดเป็นกระบวนการทำงานที่มีความหมายและทำให้เธอมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งรอบข้างมากขึ้น


ใน EYP#8 ครั้งนี้ เรายังได้เห็นศิลปินอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกสื่อสารประเด็นทางสังคมที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดของตัวเอง อย่าง นิติธร หนูกลิ่น จากสุราษฎร์ธานี ที่พูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเลผ่าน ‘NEW species’ (2025) ประติมากรรมหน้าตาน่ารักน่าชังที่มีปะการังและเปลือกหอยงอกออกมาตามลำตัวคล้ายเนื้องอกและนั่งคุดคู้ราวกับถูกพันธนาการอยู่บนโขดหิน รวมทั้งภาพยนตร์อนิเมชันเกี่ยวกับชีวิตใต้ทะเลเรื่อง ‘Kammapanthu’ (กัมมะพันธุ) (2025) ส่วนศิลปินอีกคนคือ ลลิตา สิงห์คำปุก ก็ใช้ผลงานสื่อผสมจัดวาง ‘Till We Meet Again’ (2025) และ ‘Goodbye For Now’ (2025) บันทึกและบอกเล่าเรื่องราวของ ‘การดีดบ้าน’ ที่ครอบครัวของเธอใน อ.แม่สาย เชียงราย ใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากหลังจากเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2567

ในเบื้องต้น การดีดบ้านที่ลลิตาพูดถึงอาจถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาของครอบครัวหนึ่งที่กลัวว่าในอนาคตอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงอีก แต่เมื่อพิจารณาให้ถ้วนถี่บวกกับอินสตอลเลชันชิ้นหนึ่งที่ศิลปินใช้ไม้ชิ้นเล็กหลายชิ้นมาค้ำจุนพื้นตัวบ้านให้เอียงสูงขึ้น การดีดบ้านก็อาจเป็นตัวแทนถึงการดิ้นรนต่อสู้ของชาวบ้านเพื่อรักษาถิ่นที่อยู่อาศัยของตนเอง รวมทั้งสะท้อนให้เห็นการที่ชาวบ้านจำต้องยอมรับภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอันอาจเป็นผลมาจากการกระทำของกลุ่มทุน และเมื่อไม่ต้องการหรือไม่มีทุนทรัพย์ที่จะโยกย้ายถิ่นฐานไปที่อื่น รวมทั้งไม่สามารถจ่ายค่าสร้างบ้านใหม่ได้ไหว จึงต้องเลือกทางแก้ปัญหาที่เหลืออยู่คือ ดีดบ้าน ที่ใช้เงินน้อยกว่าแต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยมากกว่าเช่นกัน

‘The Elephant Cosmology: Fossils and Civilizations’ (2025) โดย ธนวัฒน์ นุ่มเจริญ เป็นอีกผลงานที่ศิลปินเลือกนำเอาเรื่องราวจากถิ่นกำเนิดมานำเสนอ นั่นคือเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ปรากฏอยู่ในตำนานเรื่องเล่าตามคติพุทธ-ฮินดูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น คติความเชื่อทางจักรวาลวิทยาที่เชื่อว่าโลกมีลักษณะเป็นแผ่นแบนขนาดใหญ่และตั้งอยู่บนหลังช้าง 4 เชือกที่แบกสัณฐานของโลกไว้ และตำนานการสถาปนาเมืองศรีสะเกษ บ้านเกิดของธนวัฒน์ ที่ว่ากันว่ามีช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์แห่งบุญบารมีของกษัตริย์จากอยุธยาหลงมาและได้ควาญช้างที่ศรีสะเกษช่วยกันจับไว้ หรืออีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ใช่ตำนานความเชื่อ แต่ศิลปินนำมาพูดถึงในผลงานเช่นกันคือ ความจริงที่ว่าช้างคือสัตว์สำคัญที่ถูกใช้เป็นแรงงานในการก่อร่างสร้างอาณาจักรในอดีต รวมทั้งใช้ในการขนส่งสินค้าเศรษฐกิจ

แต่ไม่ว่าจะเป็นตำนานความเชื่อหรือความจริง เรื่องของช้างจากทั้งสองมุมก็ล้วนมีส่วนสำคัญในการสร้างอาณาจักรและอำนาจของกษัตริย์ในอดีต และอาจเหมือนกับที่ธนวัฒน์เลือกจัดแสดงผลงานวาดเส้น ภาพสีอะคริลิกบนผ้าใบ ประติมากรรมและภาพพิมพ์ เลียนแบบการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ คติความเชื่อพุทธ-ฮินดูเหล่านี้ยังส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบันที่แม้จะช้างส่วนมากจะกลายเป็นแค่สัตว์ที่อยู่ในธุรกิจการท่องเที่ยว และไม่มีบทบาทในทางการเมืองมากเท่าเดิมแล้ว แต่ก็ยังคงมีความเชื่อบางอย่างที่ถูกสถาปนาขึ้นและตกทอดมาจนก่อเกิดเป็นความชอบธรรมบางอย่างในสังคมของเรา

นอกจากผลงาน visual arts แล้ว ใน EYP ปีนี้ ยังมีการแสดงสดรวมอยู่ด้วย ‘Things left to forget’ (2025) คือ ผลงานของ พิชชาภา หวังประเสริฐกุล ที่ประกอบไปด้วยข้าวของหลายชิ้น เช่น หมอน ตะปู ไม้แขวนเสื้อ พวงมาลัยรถ ที่สร้างขึ้นใหม่โดยใช้งานผ้าโทนสีอ่อนหวาน ลูกไม้ และงานถักที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน ข้าวของเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวที่ศิลปินเคยประสบ และยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกายของเธอต่อเนื่องมาอีกหลายปีถัดจากนั้น โดยหมอนที่เธอใช้ประกอบการแสดงนั้น ถูกขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นเพื่อสื่อถึงผลกระทบของความรุนแรงที่มากกว่าที่คนในครอบครัวของเธอหรือใครๆ อาจเคยคาดคิด ในขณะเดียวกัน การที่เธอเลือกใช้วัสดุผ้าในโทนสีอ่อนหวานห่อหุ้มวัตถุเหล่านั้นไว้ก็เป็นเสมือนการป้องกันไม่ให้พวกมันสามารถสร้างอันตรายต่อเธอได้อีก


พิพัฒน์พงศ์ ศรีเพ็ง เป็นอีกคนที่นำเอาเรื่องราวจากประสบการณ์ในครอบครัวและความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ด้านในมาสร้างสรรค์เป็นศิลปะ ‘Persona’ (2024-2025) ของเขา จัดแสดงอยู่ในพื้นที่ที่สร้างขึ้นเป็นห้องเล็กๆ ภายในแกลเลอรี และทันทีที่เราเดินเข้าไปด้านในนั้น ก็รู้สึกทันทีว่าเหมือนเดินเข้ามาภายในจิตใต้สำนึกของเขา ผลงานของพิพัฒน์พงศ์มีทั้งสิ่งทอ ตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ ภาพวาดฝาผนัง ดรออิ้ง สิ่งของเหลือใช้ และเสียง ซึ่งทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว และแสดงได้ดีถึงความรู้สึกของเขาที่ต้องรับมือกับความคาดหวังจากครอบครัวและสังคม ทำให้ต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริง โดยส่วนหนึ่งก็คือเพศสภาพของตนเอง

ความโดดเด่นของ ‘Persona’ น่าจะเป็นบรรยากาศน่าสะพรึงภายในห้องที่ศิลปินสร้างขึ้น งานสิ่งทอแนวนี้ที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก รวมทั้งการจัดวางผลงานทั้งหมดของเขาที่เหมือนสาดสีลงไปบนผ้าใบอย่างรุนแรงและไม่แคร์ว่าจะมีผลอันใดเกิดขึ้นตามมา อย่างไรก็ดี บรรยายได้ยากว่าผลงานของเขาเป็นอย่างไร แต่หลายคนที่ได้ไปชมอาจรู้สึกคล้ายกันว่า เรามองเห็นความรู้สึกบางอย่างของตัวเองซ่อนอยู่ในผลงานของเขาเหล่านั้นเช่นกัน

Early Years Project #8: Be Your Own Island จัดแสดงจนถึง 29 มิถุนายน 2568 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
































