LE LABO: THE ESSENCE OF SLOW PERFUMERY

Photo courtesy of Le Labo

หนังสือ 551 หน้าจาก Le Labo ที่พาผู้อ่านร้อยเรียง ‘ภาษาของกลิ่นหอม’ ที่ถูกบอกเล่าผ่าน 10 บทหลักที่ไล่เรียงตั้งแต่ วัตถุดิบ (Ingredients) พื้นที่ทดลอง (Labs) ไปจนถึงงานหัตถศิลป์  (Artisanship)

TEXT: RAN LIMTAWIN
PHOTO CREDIT AS NOTED

(For English, press  here)

Le Labo: The Essence of Slow Perfumery
Deborah Royer, Global Brand President & Creative Director
230 x 300 mm
551 pages
ISBN 979-8-3507-5098-0

หากพูดถึง Le Labo ภาพจำแรกของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นขวดแก้วทรงแล็บเรียบง่าย ที่ติดฉลากสีขาวหม่นพร้อมระบุชื่อกลิ่นเป็นรหัสตัวเลขไว้อย่างตรงไปตรงมา แบรนด์น้ำหอมจากนิวยอร์กที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 2006 นี้มีจุดยืนที่ชัดเจนในการปฏิเสธวงจร Mass Market เพื่อหันมาคืนชีพให้กับวิถีแห่งงานหัตถกรรม (Handcrafted) ชนิดขวดต่อขวด แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ ในโลกที่ทุกอย่างพยายามก้าวไปสู่ความฉาบฉวย ทำไมแบรนด์น้ำหอมถึงเลือกสื่อสารตัวตนผ่านงานพิมพ์ที่หนากว่า 551 หน้าอย่างหนังสือ ‘Le Labo: The Essence of Slow Perfumery’

  • Photo: Thataporn Mangmee

หนังสือเล่มนี้ได้รับการเรียบเรียงโดยตรงจาก Deborah Royer ผู้เป็นทั้ง Global Brand President และ Creative Director ของ Le Labo โดยเธอได้ตั้งใจพาผู้อ่านร้อยเรียง ‘ภาษาของกลิ่นหอม’ ที่ถูกบอกเล่าผ่าน 10 บทหลักที่ไล่เรียงตั้งแต่ วัตถุดิบ (Ingredients) พื้นที่ทดลอง (Labs) ไปจนถึงงานหัตถศิลป์  (Artisanship) ผ่านบทความและภาพถ่ายที่เปี่ยมไปด้วยปรัชญาของแบรนด์ ทั้งยังนำเสนอความ ‘Wabi-Sabi’ ซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘ดีเอ็นเอ’ ที่ชัดเจนและซึมลึกอยู่ทุกอณูของทั้งเนื้อหาและภาพถ่าย และสะท้อนมุมมองที่แบรนด์มีต่อความงามที่ดำรงอยู่ในความไม่สมบูรณ์แบบอีกด้วย

Deborah Royer, Global Brand President and Creative Director จาก Le Labo | Photo courtesy of Le Labo

เราสามารถสัมผัสเจตจำนงนี้ได้ทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่มือสัมผัสกับ ‘ปกผ้า’ ซึ่งเผยสัจจะวัสดุและพื้นผิวที่ให้ความรู้สึกดิบและจริงใจแทนกระดาษเรียบกริบ เป็นเสมือนการเกริ่นนำถึงเสน่ห์ในรายละเอียดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน เมื่อเปิดอ่าน เราจะพบกับ ‘กระดาษคราฟท์’ หน้าคั่นบทที่ทำหน้าที่เป็นจุดพักนิ้วและพักสายตา การเปลี่ยนผ่านสัมผัส (Transition) ผ่านปลายนิ้วเช่นนี้ คือการเตรียมประสาทสัมผัสของผู้อ่านให้พร้อมรับท่วงทำนองของธรรมชาติที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายในเล่ม ช่วยให้เราเห็นแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านรอยแยกของวัสดุได้ชัดเจนขึ้น และสัมผัสถึงกลิ่นอายดินหลังฝนที่แทรกซึมผ่านมวลบรรยากาศในหน้ากระดาษได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

  • Photo courtesy of Le Labo

วิถีความละเมียดละไมนี้ยังนำไปสู่ความเชื่อที่ว่า งานออกแบบจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อเกิดการปฏิสัมพันธ์กับ ‘มนุษย์’ เช่นเดียวกับน้ำหอมที่ไม่เร่งเร้า แต่เลือกทำปฏิกิริยากับอุณหภูมิผิวเฉพาะตัวเพื่อสร้างกลิ่นเอกลักษณ์ หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เพียงการบอกเล่าประวัติศาสตร์หรือสิ่งที่แบรนด์เคยทำ แต่คือพื้นที่ทดลองทางอารมณ์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้เข้าไปตกตะกอนประสบการณ์ส่วนตัว ผลลัพธ์ที่แปรเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิทางความคิดของแต่ละคน เป็นการตอกย้ำว่าความงามที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่เบ็ดเสร็จจากโรงงาน แต่คือพื้นที่เปิดที่รอให้ผู้คนเข้าไปนิยามความสมบูรณ์ในแบบของตัวเอง

Photo: Thataporn Mangmee

  • Photo courtesy of Le Labo

Photo: Thataporn Mangmee

ซึ่ง ‘ดีเอ็นเอ’ ของงานทำมือ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในขวดน้ำหอม แต่ยังแผ่ขยายไปถึงการนิยามพื้นที่ (Space) เพราะนอกจากบันทึกส่วนตัว ภาพถ่ายสถาปัตยกรรมภายในเล่มยังพาเราไปสำรวจงานออกแบบที่แต่ละสาขาล้วน ‘เปิดเปลือยร่องรอยของวัสดุ’ เพื่อบอกเล่าบริบทที่แตกต่างกัน – ไม่ว่าจะเป็นอิฐแดงและคอนกรีตดิบในสาขาอารีย์ กรุงเทพฯ ที่โชว์ความถ่อมตัวของอาคารเก่า หรือร่องรอยบนกระเบื้องวินเทจในสาขาเบอร์ลินที่เล่าประวัติศาสตร์ผ่านดีไซน์ดั้งเดิม ซึ่งหากลองมองกลิ่นหอมเป็นก้อนโมเลกุลที่ตกกระทบและผสานเข้ากับพื้นผิวเหล่านี้ เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า เลอ ลาโบ (Le Labo) ไม่ได้มองว่ากลิ่นกับอาคารเป็นส่วนแยกขาดจากกัน แต่คือการหลอมรวมจนกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ (Site-specific Identity) ที่ยากจะแยกออกจากกัน

Photo: Thataporn Mangmee

  • Photo: Thataporn Mangmee

ท้ายที่สุดแล้ว หนังสือเล่มนี้คือภาพสะท้อนของความตรงไปตรงมา เป็นความหรูหราในแบบที่ไม่ได้สร้างระยะห่างให้แก่ผู้อ่าน แต่กลับสื่อสารผ่านความเรียบง่ายที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ‘Le Labo: The Essence of Slow Perfumery’ จึงไม่ใช่เพียงการพยายามอธิบายคุณค่าของแบรนด์ แต่คือการเปิดประตูให้เราก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่พวกเขายึดถืออย่างแน่วแน่ เพื่อสัมผัสถึงจิตวิญญาณและร่องรอยของกาลเวลาที่ถูกบ่มเพาะไว้และเมื่อคุณเริ่มซึมซับมวลบรรยากาศเหล่านั้นผ่าน 551 หน้ากระดาษ ด้วยตัวเอง คุณจะพบว่าความงามที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องตะโกนบอกใคร แต่มันจะทำงานอย่างเงียบเชียบและชัดเจนที่สุดในขณะที่คุณกำลังอ่านและสัมผัสมัน

Photo courtesy of Le Labo

Photo courtesy of Le Labo

lelabofragrances.com