Malý Chmel Studio ออกแบบ House with Seven Floors บ้าน 7 ชั้นที่เชื่อมโยงแสง ที่ว่าง และการเรียนรู้ของเด็กๆ เข้ากับโครงสร้างสถาปัตยกรรม
TEXT: NUDEE RODCHANAUDOMWUTIGUL
PHOTO: ALEX SHOOTS BUILDINGS
(For English, press here)

House with Seven Floors คือบ้านที่ตั้งอยู่บนผืนที่ดินแปลงเล็กๆ บริเวณชานเมืองประเทศ Czech Republic ที่ออกแบบโดย Malý Chmel Studio บนคำสำคัญหลักอย่าง ‘The Vertical Cave of Light’ ที่ชวนสำรวจความสัมพันธ์ของแสงกับที่ว่างในอาคารที่เล่นกับระดับและบริบทรอบข้างของอาคารไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยนได้ของผู้ใช้งานภายใน



‘House with Seven Floors’ นั้นเป็นบ้านครอบครัวเดี่ยวสำหรับพักตากอากาศของคู่รักนักกีฬาและลูกทั้ง 2 คน โดยพวกเขาต้องการบ้านที่นอกจากจะสะท้อนวิถีชีวิตแล้ว ยังต้องสามารถเป็นพื้นที่ซึ่งสนับสนุนการเรียนรู้ เล่น ทดลองสำหรับเหล่าเด็กๆ ในบ้านที่สอดคล้องไปกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณและการประหยัดพลังงาน ทำให้เกิดประเด็นการออกแบบใน 2 ประเด็น เริ่มต้นการวางผังที่สร้างพื้นที่สวนในที่ดินให้ได้มากที่สุด ทำให้เกิดการวางอาคารที่กินพื้นที่เพียง 63 ตารางเมตร ก่อนที่จะเรียบเรียงพื้นที่การใช้งานขึ้นไปในทางตั้งที่แยกย่อยเป็น 7 ระดับความสูงไปเรื่อยๆ ผ่านการใช้บันไดวนหลักรูปทรงห้าเหลี่ยมกลางอาคารที่ทำหน้าที่เชื่อมผู้ใช้งาน เริ่มต้นจากชั้นหนึ่งที่เป็นหัวใจของบ้านอันประกอบด้วย ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้องนั่งเล่น ชั้นสองซึ่งเป็นทางเข้าหลักของบ้าน ห้องนอนเด็กๆ ในชั้นสามและชั้นสี่ ห้องน้ำในชั้นห้า home office ในชั้น 6 และห้องนอนของพ่อแม่ในชั้น 7 อันเป็นชั้นบนสุดของบ้าน บนพื้นที่ใช้งานสุทธิ 143 ตารางเมตร


อีกประเด็นของการออกแบบ คือ ความตั้งใจทำให้เกิดประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่สัมพันธ์กับมุมมองรอบๆอาคาร ด้วยการวางผังรูปห้าเหลี่ยมด้านไม่เท่า โดยอ้างอิงมากจากลักษณะภูมิประเทศและการตอบรับกับวิวทิวทัศน์ในแต่ละทิศทางที่ให้ผู้ใช้งานด้านในได้มองทอดออกไปสู่ทิวต้นสนเล็กใหญ่ที่เรียงรายกระจายอยู่โดยรอบ แผ่นพื้นซึ่งต่างระดับกันจะหมุนวนเปลี่ยนตำแหน่งไปตามแต่ละมุมของรูปผังห้าเหลี่ยม ทำให้แต่ละพื้นที่ได้รับมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะจากทั้งมุมมองสู่พื้นที่ภายในระหว่างกันและกัน หรือมุมมองที่หันสู่ทัศนียภาพภายนอก ไปจนถึงมุมมองสู่พื้นที่สวนของบ้าน ผ่านช่องเปิดที่แตกต่างกันทั้งตำแหน่ง ขนาด สัดส่วน ซึ่งได้ถูกจัดวางให้สอดคล้องกันระหว่างรูปการใช้งานในแต่ละพื้นที่ด้านในของตัวบ้านกับแสงและสภาวะแวดล้อมจากด้านนอก

‘ทางสัญจร’ ของ House with Seven Floors นั้นอาจมองได้ว่าเป็นองค์ประกอบหลักสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ ณ ใจกลางของ ‘ถ้ำ’ ผังรูปทรงห้าเหลี่ยมนี้ โดยบันไดโครงสร้างเหล็กผังรูปสามเหลี่ยมจะคอยทำหน้าที่สนับสนุนในเชิงทิศทางของมุมมองในการเปลี่ยนผ่าน (transition approach) จากพื้นที่หนึ่งสู่พื้นที่หนึ่ง และเชื่อมต่อพื้น 7 พื้นอย่างลื่นไหล ให้หมุนวนกันขึ้นไปโดยไม่ต้องมีโถงทางเดิน (corridor) ซึ่งเป็นการเสียพื้นที่ในการใช้งาน โดยทำงานร่วมกันกับผนังผิวคอนกรีตเปลือยที่เป็นผนังรับน้ำหนักของโครงสร้างอาคาร โดยเมื่อพิจารณาในภาพรวม องค์ประกอบทั้ง 3 อย่าง ผนัง บันได และที่ว่างก็ได้สอดประสานร่วมกันบนคนละบทบาท คอนกรีตเปลือยเป็นเหมือนแกนหลักที่คุมภาพรวมของอาคาร โถงบันไดเป็นดั่งประติมากรรมที่ตั้งอยู่ภายในและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะ และที่ว่างในโถงบันไดที่เสมือนกับถ้ำที่ดึงแสงเข้าสู่อาคารและนำไปสู่การนิยามพื้นที่นามธรรมอย่าง ‘Vertical Cave of Light’


เมื่อมองกลับมาที่รูปลักษณ์ภายนอก House with Seven Floors นั้นกลับมีความเรียบง่ายและเน้นไปที่การดูแลรักษาที่ไม่ยากนัก โดยตัวบ้านเองเป็นเพียงอาคารรูปทรงกล่องที่ฉาบเรียบทาสีขาวที่คล้ายว่าจะกลมกลืนไปกับบ้านหลังอื่นที่ตั้งอยู่ในบริเวณ และเป็นทำหน้าที่เป็นฉากหลังของแสงเงาตกกระทบจากธรรมชาติโดยรอบไปในตัว สำหรับพื้นที่ภายใน รายละเอียดต่างๆ ถูกออกแบบด้วยแนวความคิด ‘Minimalist and Rugged Style’ อันเป็นการผสมความเรียบง่ายกับความตรงไปตรงมาของวัสดุคอนกรีตเปลือย และรูปทรงการหล่อของพื้น ผนัง เพดาน และ façade ที่ล้วนสร้างบรรยากาศด้วยตัวของมันเอง โดยยังคงให้ความรู้สึกที่มั่นคงหนักแน่น และปลอดภัย สอดคล้องกับแนวคิดของความเป็นโพรงถ้ำอย่าง ‘Vertical Cave of Light’


แม้แต่ละพื้นที่ในบ้านหลังนี้จะแตกต่างกันทั้งในเชิงขนาด ความสูง และลักษณะของแสงที่เข้ามายังภายใน แต่ด้วยลำดับการเชื่อมต่อของแต่ละพื้นที่ที่ลื่นไหล ทำให้บรรยากาศภาพรวมของบ้านนั้นกลายเป็นเหมือน space แบบองค์รวมที่ไม่ได้ถูกแยกย่อยเป็นห้อง พร้อมทำให้พื้นที่ภาพในบ้านนั้นใหญ่กว่าความเป็นจริง อีกทั้งพื้นที่ภายในเองยังสามารถเล่นล้อกับลักษณะของแสงในแต่ละส่วนผ่านการใช้องค์ประกอบเบาอย่างผ้าม่าน เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้มีโอกาสทดลองรู้สภาพแวดล้อม ระยะความใกล้ไกล รวมไปถึงมุมมองภายในบ้านด้วยตัวเอง เกิดเป็นการเรียนรู้บรรยากาศและพื้นที่ที่จะเหมาะกับแต่ละบุคคลในสถานการณ์ต่างๆ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้นำเสนอวิถีชีวิตที่ไม่ถูกจำกัดในกรอบการใช้งานแบบใดแบบหนึ่ง หากแต่ยังคงเว้นว่างไว้สำหรับการค้นหาและการเติบโตซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักอย่างที่เจ้าของบ้านต้องการให้ลูกๆ ของพวกเขาได้สัมผัสจากบ้านหลังนี้


