LIVING IN AN ELASTIC TIME

Living In An Elastic Time นิทรรศการที่ชวนมองงานหัตถกรรมผ่านมิติของเวลา แรงงาน และความทรงจำ พร้อมสร้างบทสนทนาระหว่างหัตถกรรมพื้นถิ่น ศิลปะร่วมสมัย และพื้นที่จัดแสดง

TEXT: KANDECH DEELEE
PHOTO: MARISA SRIJUNPLEANG, COURTESY OF JIM THOMPSON ART CENTER EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 สายพานการประกอบแบบเคลื่อนที่ (the moving assembly line) ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตสินค้าต่างๆ ไปอย่างสิ้นเชิง สินค้าจะถูกลำเลียงผ่านพื้นที่การประกอบแต่ละส่วนที่ทำหน้าที่แยกขาดจากกัน รูปแบบการผลิตนี้ช่วยลดต้นทุน ย่นระยะเวลา และเพิ่มกำลังในการผลิตอย่างมหาศาล1 แต่สิ่งที่วิ่งอยู่บนสายพานการผลิตกลับไม่ได้มีเพียงสินค้าที่รอการประกอบ เวลาและกำลังของแรงงานต่างก็เป็นสิ่งที่ถูกสูบและเคี้ยวกลืน เพื่อหล่อเลี้ยงกำลังของจักรกลขนาดใหญ่เช่นกัน ค่าแรง กำลัง และเวลาจึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ถูกรวบ เร่ง และรีดออกเป็นเส้น เพื่อใช้ในการประเมินประสิทธิภาพบนฐานของความคุ้มทุน แต่ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานผู้ผลิตกับสินค้ากลับถูกฉีกแยกและตัดขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง แรงงานถูก ‘ริบ’ สถานะการเป็นผู้สร้างและความสำคัญออกไปจากมือ และถูก ‘ลด’ สถานะลงเหลือแค่หนึ่งในผู้ประกอบเพียงเท่านั้น

  • Charlie Chaplin. (2019, February 4). Charlie Chaplin – Factory Scene – Modern Times (1936) [Video]. YouTube. Source: https://www.youtube.com/watch?v=6n9ESFJTnHs

ความแปลกแยกนี้เองได้เริ่มปริแยกและปรากฏบนวัตถุที่ไร้รอยตำหนิ เพราะวัตถุชิ้นหนึ่งอาจไม่ได้ประกอบขึ้นจากทุนที่วัดและคำนวณได้เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ เรื่องเล่า เวลา ทักษะ ตลอดจนพิธีกรรมบางอย่างที่ทำให้วัตถุนั้นๆ มีคุณค่าและมีชีวิตขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เอง คุณลักษณะของงานหัตถกรรมจึงถูกพาดทับเข้ากับนิยามของศิลปะในแง่ของการเป็นสิ่งที่มีสุนทรียศาสตร์เป็นส่วนประกอบสำคัญ กระแสศิลปะและหัตถกรรม (Arts and Crafts Movement) จึงถูกให้ความสำคัญ แม้ความเปลี่ยนแปลงระดับมหภาคของระบบทุนนิยมและอุตสาหกรรมจะเพิ่งก่อการปฏิวัติได้ไม่นาน

Living In An Elastic Time เป็นนิทรรศการที่ว่าด้วยงานหัตถกรรมพื้นถิ่นที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสินค้าในระบบอุตสาหกรรม หัตถกรรมเหล่านี้ไม่ใช่วัตถุใช้สอยสำเร็จรูปที่ถูกสร้างขึ้นจำนวนมหาศาล แต่เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างซับซ้อนต่อความสัมพันธ์ในชุมชน ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม ตลอดจนการรับรู้เวลาที่ไม่ได้ดำเนินแบบเส้นตรงบนสายพานการผลิต ตัวนิทรรศการได้นำเสนอผ่านการสร้างบทสนทนาระหว่างงานหัตถกรรมและศิลปะร่วมสมัย พร้อมทั้งละเล่นอยู่ในพื้นที่การจัดแสดงที่แตกต่างกันระหว่างหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สันซึ่งเป็นห้องจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย และพิพิธภัณฑ์บ้านไทยจิม ทอมป์สันที่เป็นเรือนไทยที่จัดแสดงโบราณวัตถุและงานหัตถกรรม

เพราะงานหัตถกรรมพื้นถิ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสิ่งที่มีความผูกพันและหยั่งรากลึกลงไปในชีวิตประจำวัน ความเชื่อ ตลอดจนประเพณีและพิธีกรรมของชุมชน หัตถกรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยมือแต่เป็นสิ่งที่ผูกโยงจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งโดยมีมือเป็นสื่อผสาน รูปทรงของเครื่องสานและงานปั้นจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของชีวิตและธรรมชาติที่พันผูกเราเข้าไว้ด้วยกัน เหมือนดังการฝังศพครั้งที่สอง (secondary burial) ที่นำกระดูกใส่เอาไว้ในภาชนะดินเผาคล้ายมดลูกเพื่อส่งวิญญาณกลับคืนสู่ธรรมชาติ2 หรือในอีกกรณีเช่นการก่อรูปร่างของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ทั้งมัดกล้าม เสี้ยนไม้ และใยรา ล้วนมีลักษณะเป็นเส้นสาย (fibrous) ที่ขึ้นรูปจากการเรียงตัว การพัน และการถัก ไม่ต่างกันกับเครื่องสานและงานผ้า

กรมศิลปากร. (2565). ทุ่งกุลาร้องไห้: จุดบรรจบของโลกหลังความตาย. Source: https://www.finearts.go.th/promotion/view/19055-ทุ่งกุลาร้องไห้-จุดบรรจบของโลกหลังความตาย

Häfner, P. (2022). Kollagen Faserbündel [Scanning electron micrograph]. Wikimedia Commons. Source: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Kollagen_Faserbündel.jpg

ลักษณะดังกล่าวถูกขับเน้นอย่างน่าสนใจใน Crocheting form of equilibrium No.1 (2017) โดย สิตา อินใหญ่ ผลงานชิ้นนี้ได้สะท้อนภาพความสัมพันธ์ที่พลิกกลับการก่อรูปของวัตถุและร่างของมนุษย์ ลวดทองแดง เส้นโลหะ และเส้นไหม ต่างร่วมกันสานร่างและผูกโครงของมนุษย์ขึ้นมา และแทนที่จะถักทอกล้ามเนื้อซึ่งมีคุณลักษณะเป็นเส้นที่เราเข้าใจอยู่แล้ว ผลงานชิ้นนี้กลับเลือกจะทอชุดโครงกระดูกตั้งแต่ซี่โครง สันหลัง ลงมาถึงเชิงกราน ตัวชิ้นงานจึงละเล่นโดยสลับเอาความเปราะบางโปร่งพรุนไปแทนที่ความทึบตันแข็งโครงของกระดูก ‘หัตถ-กรรม’ ชิ้นนี้จึงเปิดเปลือยโครงสร้างความสัมพันธ์ที่พันผูกกันอยู่ภายใน แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงไปพร้อมๆ กับชีวิตที่กำลังขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว สีแดงสดของเส้นไหมได้พาดพิงไปถึงพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง ซึ่งเป็นการละความหมายของความตายที่ปกติมักถูกยึดโยงไว้กับการปรากฏของกระดูกให้เปลี่ยนกลายเป็นพลังชีวิต

แทนที่จะผูกห้อยจัดแสดงชุดโครงกระดูกเพียงหนึ่งร่าง ผลงานชิ้นนี้กลับเลือกนำเสนอชุดโครงกระดูกสองร่างที่พันเกี่ยวกันด้วยซี่โครงและเชิงกราน คล้ายกับร่างของแฝดสยาม (Siamese twins) ที่จะต้องใช้อวัยวะบางอย่างร่วมกัน งานหัตถกรรมจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือเพื่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นวัตถุที่สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากันของสังคมมนุษย์ สิ่งที่สิตาทำไม่ได้เป็นเพียงการตีความหัตถกรรมใหม่ผ่านเสียงของศิลปะร่วมสมัย แต่เป็นการขยายพรมแดนของความหมายที่สถิตอยู่ในงานหัตถกรรมให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

ในขณะที่สิตาสร้างร่างด้วยการถักทอ รอยร่อยแห่งลุ่มน้ำ (2026) โดย มิตร ใจอินทร์ ก็ผนึกพลังชีวิตลงในรอยปั้น ศิลปินทำงานร่วมกับกลุ่มช่างฝีมือหญิงในชุมชน ด้วยการผสานเทคนิคการสร้างชั้นสีที่ซ้อนทับกันซึ่งให้ความหนาแน่นคล้ายเส้นด้ายในผ้าย้อมสีพื้นถิ่น พื้นผิวที่ไม่เรียบเนียนเผยให้เห็นรอยและร่องที่หลงเหลือจากแรงมือ เป็นหลักฐานของน้ำหนักและเวลาที่ฝากไว้บนผิวของงาน เครื่องปั้นรูปทรงคล้ายหม้อไหแต่ละใบมีขนาดที่เท่ากันแต่ก็ต่างกันไปด้วยสีสันที่สดใส รอยมือที่ผนึกลงบนผิวจึงบรรจุความหมายของชีวิตที่หลากหลายแต่ก็เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ดี การจัดวางหม้อไหเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดแสดงแยกเป็นชิ้น แต่กลับเรียงตัวบนชั้นไม้ทรงพีระมิด ชี้ให้เห็นถึงลำดับสูงต่ำที่ผกผันกับจำนวน ยิ่งสูงขึ้นจำนวนหม้อไหก็ยิ่งลดลง ร่องรอยแห่งลุ่มน้ำ จึงพันผูกกับการเป็นสายธารแห่งชีวิตที่ทุกชีวิตต่างกำเนิดในเผ่าพงศ์เดียวกัน แต่ชีวิตเหล่านี้เองกลับจัดเรียงและสถาปนาช่วงชั้นแห่งอำนาจให้มีลำดับต่ำสูง ทั้งเหยียดยื่นและกดทับซึ่งกันและกัน มิตรขยายแบบฉบับของความหมายของหัตถกรรมที่มักจะพูดถึงชีวิตบริสุทธิ์จากชนบทและอดีตที่ให้กลายเป็นสิ่งที่มีสีสันที่สดใสไปพร้อมกับการพูดเรื่องการเมืองที่ขื่นขม

ถัดมาที่งาน Untitled (2021) ของ ฤดี ตันเจริญ ศิลปินได้ทำการหล่อตัวชิ้นงานด้วยเทคนิคสูญขี้ผึ้ง (lost wax) เพื่อสร้างผลงานที่มีลักษณะคล้ายกันกับโบราณวัตถุทองเหลืองที่ขุดพบในแหล่งโบราณสถานบรรพกาล แทนที่ฤดีจะใช้ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีและยุคสมัยในการชุบชีวิตคืนรูปสมบูรณ์ของโบราณวัตถุในอดีตให้ฟื้นคืนจากความเสียหาย เธอกลับเลือกที่จะคงสภาพโบราณวัตถุที่แตกหัก ร่องรอยของการชำรุด และการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาเอาไว้ และนำมาจัดแสดงในตู้โชว์เฉกเช่นวัตถุโบราณชิ้นอื่นๆ ในพิพิธภัณฑ์บ้านไทยจิม ทอมป์สัน ผลงานชุดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นในงานหัตถกรรมที่เดินทางข้ามเวลากลายมาเป็นโบราณวัตถุในยุคปัจจุบัน ผู้กระทำการจึงไม่ได้มีเพียงแค่ผู้สร้างและผู้ใช้งานแบบตรงไปตรงมา แต่เวลา อากาศ ธรรมชาติ ต่างเข้ามาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ ร่องรอยของความเสียหายจึงกลายเป็นคุณลักษณะเชิงสุนทรียศาสตร์ของโบราณวัตถุ และในแง่การจัดแสดง ความเหมือนเชิงกายภาพในงานของฤดี ได้ตั้งคำถามต่อคุณค่าทางกาลเวลาของโบราณวัตถุที่จัดแสดงอยู่ใกล้เคียงกัน ขยายไปถึงประเด็นคุณค่าการจัดแสดงตลอดจนมูลค่าในตลาดโบราณวัตถุ ทั้งหมดนี้ทำให้ทุน เวลา และแรงงานที่ซ้อนทับกันถูกป่วนปั่น สั่นคลอน และแทรกแซงในพื้นที่เดียวกัน

การแทรกแซงและเชื่อมต่อของเวลาในงานหัตถกรรมยังปรากฏอีกครั้งใน Lanna pottery: Celadon pottery, Sankamphaeng (1) (2025) โดย ธนิษฐา นันทาพจน์ ศิลปินได้ทำการซ่อมแซมโถเซรามิกผ่านการร้อยเส้นโลหะขนาดเล็กเชื่อมต่อรอยแยกที่แตกหัก ถ้างานของฤดีคือการคงสภาพของความเสื่อม งานของธนิษฐาก็เป็นการขับเน้นรอยชำรุดให้เด่นชัดขึ้นมา ด้วยปัจจัยเชิงวัสดุที่แตกต่างกันระหว่างผิวเซรามิกและเส้นโลหะ การซ่อมแซมของเธอจึงไม่ได้เป็นการปกปิดรอยชำรุดแห่งอดีต แต่เป็นการเข้าผสานรอยร้าวและ ‘เชื่อมต่อ’ ความหมายใหม่ให้แก่วัตถุ เพราะการซ่อมแซมนี้ไม่ใช่การย้อนคืนเวลาให้กลับไปคงสภาพเดิมและปฏิเสธภาวะชำรุด แต่เป็นการรักษาสภาพของเวลาที่เคยเกิดขึ้นทั้งอดีตและปัจจุบันสามารถดำรงอยู่ร่วมกัน หัตถกรรมจึงถูกเปลี่ยนผ่านด้วยกรรม-ของ-หัตถ์ ทำให้ส่วนที่เคยถูกละทิ้งสามารถกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของความหมายได้ในที่สุด

และหากงานของธนิษฐาคือการเก็บรักษาเวลาทั้งอดีตและปัจจุบัน ก่อนและหลังการชำรุดให้ดำรงอยู่ร่วมกันแล้ว Tools (2025) โดย ศิริศักดิ์ แซ่โง้ว ก็เป็นการย้อนเวลาและแยกองค์ประกอบของงานฝีมือก่อนที่จะถูกแรงและเวลาจับผสานรวมกัน ศิลปินได้ทำการขึ้นรูป ลงสี และเผาเคลือบวัตถุที่ถอดแบบจากเครื่องมือและอุปกรณ์ของช่างปั้น พลิกตาลปัตรให้วัตถุและวัสดุที่เคยอยู่เบื้องหลังออกมาเฉิดฉายในฉากหน้า Tools จึงตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงต้นทุน สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ตลอดจนแรงขับที่ทำให้เกิดงานฝีมือขึ้นมา ผลงานแต่ละชิ้นไม่ได้ประกอบขึ้นจากวัสดุ แรง และเวลา เพียงเท่านั้น แต่ยังก่อรูปขึ้นจากสิ่งที่ไม่ปรากฏในปลายทางอีกด้วย บุหรี่และไฟแช็คที่ตั้งอยู่บนชั้นจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่ต่างไปจากไม้ขูดและพู่กัน แม้จะมีเพียงวัตถุที่ถูกพาแนลไฟสาดแสงส่อง แต่งานของศิริศักดิ์ก็เผยให้เห็นถึงชีวิตที่โอบอุ้มและประคับประคองงานฝีมือ

ซึ่งก็คล้ายกันกับ Orchestra (2008) ของ จักรวาล นิลธำรงค์ สารคดีสั้นที่ว่าด้วยชีวิตของช่างฝีมืออาวุโสจากแหล่งทอกี่ด้วยมือในจังหวัดนครราชสีมา แทนที่จะบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างช่างฝีมือกับผลงานหัตถกรรมที่พวกเขาสรรค์สร้างแบบตรงไปตรงมา จักรวาลเลือกที่จะเข้าไปบันทึกชีวิตหลังม่านการทำงานของเหล่าช่างฝีมือ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัว วงดื่มสังสรรค์หลังเลิกงาน ตลอดจนความฝันในวัยเยาว์ที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจ ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นถึงต้นทุนบางอย่างที่แฝงฝังอยู่ในงานหัตถกรรม งานของจักรวาลทำให้เห็นว่าผ้าหนึ่งผืนนี้เป็นมากกว่าเส้นไหมที่เรียงตัวกัน มันมีความคิดชีวิตและความฝันร่วมถักทออยู่ภายในนั้นอีกด้วย เหมือนกับงานเซรามิกของศิริศักดิ์ที่สามารถเปลี่ยนหน่วยวัดของเวลางานให้ออกมาเป็นจำนวนซองบุหรี่

Living In An Elastic Time จึงเป็นการทำให้สิ่งที่ไม่ปรากฏให้ปรากฏผ่านงานหัตถกรรม ทั้งเวลา แรงมือ ร่างกาย ตลอดจนความเชื่อและความฝัน นิทรรศการไม่ได้นำเสนองานหัตถกรรมในฐานะของวัตถุจัดแสดงอันทรงคุณค่าหรือมรดกวัฒนธรรมจากอดีตกาลที่กินความไปยังภาพจำของโลกตะวันออก (Orientalism) แต่เข้ามาสร้างบทสนทนาระหว่างงานหัตถกรรมพื้นถิ่นและงานศิลปะร่วมสมัย ทั้งในแง่ของจุดตัดอันคลุมเครือที่ทั้งสองอาจต่างเป็นงานฝีมือทั้งคู่เพียงแต่ละเล่นกันอยู่ในคนละสนาม ภาวะที่งานหัตถกรรมถูกถอดความและตีความใหม่ผ่านกระบวนทัศน์แบบศิลปะร่วมสมัย ตลอดจนการที่งานหัตถกรรมพื้นถิ่นรุกคืบเข้ามาท้าทายพื้นที่ทางศิลปะ พร้อมกันกับงานศิลปะที่รุกล้ำเข้าไปยังพื้นที่อยู่อาศัยที่หัตถกรรมเคยเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทั้งหมดนี้ทำให้เรากลับมาทบทวนกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป ความแตกต่างระหว่างเวลาบนสายพานกับเวลาบนฝ่ามือ งานหัตถกรรมที่เราเคยคุ้นจึงกำลังเล่าเรื่องบางเรื่องที่เราไม่คุ้นเคยผ่านเสียงของยุคสมัยที่ต่างไปจากเดิม

Living In An Elastic Time จัดแสดงระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 18 สิงหาคม 2569 ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน และพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน

_

1 ระบบสายพานการประกอบแบบเคลื่อนที่ สามารถย่นระยะเวลาการประกอบรถยนต์ฟอร์ดโมเดลที (Ford Model T) หนึ่งคันให้เหลือเพียง 93 นาที จากแต่เดิมที่เคยใช้เวลาประกอบถึง 12 ชั่วโมงก็ต่อคัน ดูเพิ่มใน Dennis Abrams, (2011), The Inventions of the Moving Assembly Line: A Revolution in Manufacturing, Chelsea House. p. 68.

2 ดู การฝังศพครั้งที่สอง เพิ่มใน กรมศิลปากร. (2563). วัฒนธรรมการฝังศพทุ่งกุลาร้องไห้.  https://www.finearts.go.th/promotion/view/11362-วัฒนธรรมการฝังศพทุ่งกุลาร้องไห้

jimthompsonartcenter.org
facebook.com/jimthompsonartcenter