DIB BANGKOK

Photo: W Workspace, Courtesy of Dib Bangkok

Dib Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ ผลงานการออกแบบโดย กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก wHY Architecture ร่วมกับ A49 ถ่ายทอดแนวคิดที่ให้สถาปัตยกรรมเป็นสื่อกลาง เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับศิลปะร่วมสมัยผ่านการออกแบบพื้นที่และประสบการณ์การรับรู้

TEXT: PRATCHAYAPOL LERTWICHA
PHOTO CREDIT AS NOTED

(For English, press here)

ผลงานศิลปะ Memory (2025) ของ Sho Shibuya ปรากฏโฉมงดงามบนบิลบอร์ดขนาดยักษ์ของพิพิธภัณฑ์ ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) 

เฉดสีที่ไล่เรียงกันอย่างวิจิตร คือภาพบันทึกท้องฟ้าที่ศิลปินเฝ้าสังเกตในแต่ละวัน จากเดิมที่เคยบันทึกความทรงจำไว้บนกระดาษหนังสือพิมพ์ใน Sunrise From A Small Window (2020) วันนี้ผลงานชุดเดิมได้รับการขยายสเกลบนบิลบอร์ดความยาว 85 เมตร ที่ประจันหน้าออกสู่ทางพิเศษเฉลิมนคร 

สำหรับหลายคนที่ขับรถบนทางด่วน นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นงานศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติกับตาตัวเอง 

Photo: Ketsiree Wongwan

ในมุมมองคนกรุงทั่วไป ศิลปะร่วมสมัยคือ ‘โลกของคนเฉพาะกลุ่ม’ ที่ต้องอาศัยการตีความซับซ้อนถึงจะเข้าถึงความงาม แต่หากมองรากของความห่างเหินให้ลึกลงไป ต้นตอไม่ใช่เรื่องความเข้าใจหรือรสนิยม แต่เป็นโครงสร้างทั้งระบบการศึกษา นโยบายรัฐ และความเหลื่อมล้ำ ที่ผลักศิลปะร่วมสมัยออกไปไกลจากชีวิตประจำวัน การเกิดขึ้นของ ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) ภายใต้การนำของ แฌง-ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง จึงไม่ใช่เพียงการเปิด ‘พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ’ แต่เป็นความพยายามสร้างสะพานเชื่อมคนเมืองให้ใกล้ชิดศิลปะมากขึ้น 

Dib Bangkok เริ่มต้นจากปณิธานของ เพชร โอสถานุเคราะห์ ที่อยากสร้างพิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานศิลปะกว่าพันชิ้นที่สะสมด้วยความรักตลอดเวลากว่า 30 ปี แม้การจากไปเมื่อสามปีก่อนจะทำให้เขาไม่มีโอกาสได้เห็นความฝันนี้เสร็จสมบูรณ์ในวันที่พิพิธภัณฑ์เปิดตัว แต่เจตจำนงนั้นได้ส่งผ่านไปยัง แฌง-ภูรัตน์ ผู้เป็นบุตรชายอย่างครบถ้วน “พิพิธภัณฑ์นี้เกิดจากความรักในศิลปะ” แฌงบอกเล่าถึงแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนความชอบส่วนตัวให้กลายเป็นพื้นที่ของสาธารณะ 

Photo: W Workspace, Courtesy of Dib Bangkok

การวางตัวเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ’ ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะที่นี่เป็นที่แรกในกรุงเทพฯ ที่มีสถานะ ‘พิพิธภัณฑ์’ พร้อมคอลเล็กชันสะสมถาวรจากศิลปินระดับตำนานทั้งไทยและนานาชาติ ตั้งแต่มณเฑียร บุญมา สมบูรณ์ หอมเทียนทอง Louise Bourgeois และ James Turrell โดยมีทีมงานที่นำโดย ดร.มิวาโกะ เทสุกะ (Dr.Miwako Tezuka) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผู้ผ่านประสบการณ์จาก Asia Society Museum และ Japan Society Gallery ที่นิวยอร์ก เข้ามาวางตำแหน่งให้ Dib เป็นพื้นที่สนทนาระหว่างศิลปะไทยและสากลอย่างเท่าเทียม 

“Dib Bangkok ให้ความสำคัญกับบทสนทนาทางทัศนศิลป์ที่สื่อสารออกไปหลากหลายด้าน เราสื่อสารกับโลกกว้าง โดยตระหนักอยู่เสมอว่าเราหยั่งรากอยู่ในชุมชนและวัฒนธรรมศิลปะของไทย” ดร.มิวาโกะ เทสุกะ กล่าวถึงทิศทางของพิพิธภัณฑ์ 

Photo: Ketsiree Wongwan

จากจุดเริ่มต้นที่มีสถาปนิกหลายรายตบเท้าเข้ามาออกแบบ ท้ายที่สุดผู้ที่รับหน้าที่รังสรรค์สถาปัตยกรรมของ Dib Bangkok ให้สำเร็จสมบูรณ์คือ กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก wHY Architecture สถาปนิกไทยที่สร้างชื่อจากการออกแบบพิพิธภัณฑ์ระดับโลกทั้ง The Met และ Louvre การมีส่วนร่วมของเขาจึงเป็นอีกสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานสากล และยังได้ A49 มาร่วมผนึกกำลังในฐานะสถาปนิกท้องถิ่น เพื่อปั้นแต่งพื้นที่กว่า 14,600 ตารางเมตรในย่านพระราม 4 ให้เป็นรูปธรรม 

แฌง-ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง Dib Bangkok | Photo: Ketsiree Wongwan

ชื่อ ‘Dib’ เรียบง่ายและชวนตีความในหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นความแท้ ความซื่อตรง หรือเมื่อนำโลโก้ ‘dib’ มาพิจารณา ดิบอาจหมายถึงความขี้เล่นไร้ฟิลเตอร์ แต่สำหรับแฌง ชื่อนี้สื่อถึงสภาวะที่อยากให้ผู้มาเยือนสละหัวโขน เพื่อเปิดรับแรงบันดาลใจด้วยความปลอดโปร่ง “เราอยากให้คนมาด้วยความธรรมชาติ ด้วยความจริงใจ มาแบบดิบๆ ไม่ต้องตั้งการ์ดอะไร” แฌงกล่าว 

Photo: Ketsiree Wongwan

ความตั้งใจนี้สอดรับกับเจตจำนงของกุลภัทร ที่ต้องการให้สถาปัตยกรรมทำหน้าที่ปลดเปลื้องความวุ่นวายในใจ และเปิดทางให้ผู้คนเริ่มสร้างสัมพันธ์กับงานศิลปะร่วมสมัย “ผมอยากให้งานสถาปัตยกรรมเป็นพ่อสื่อที่เชื่อมโยงคนเข้ากับงานศิลปะ” เขากล่าว 

ส่วนต้อนรับบรรเทาไอร้อนจากด้านนอกด้วยสระน้ำใหญ่ที่ชโลมใจให้ชุ่มชื่น แม้ไม่อาจขจัดความร้อนให้มอดดับได้ แต่ก็เพียงพอให้ใจที่วุ่นวายได้สงบลงบ้าง ทางเดินจากทางเข้าทอดตัวยาวไปสู่คอร์ทยาร์ดกลางแจ้งที่สงบเงียบ ตรงกลางคือ Pars pro Toto (2020) ผลงานของ Alicja Kwade ที่วางประติมากรรมหินทรงกลมกระจายตัวไปตามพื้นที่ ราวกับกลุ่มดาวเคราะห์ที่ลอยคว้างอยู่กลางจักรวาลอันเงียบงัน แม้ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตรจะเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเสียงแตรและเครื่องยนต์ แต่นี่คือโลกอีกใบที่เงียบสงบ 

Photo: W Workspace, Courtesy of Dib Bangkok

แม้ประสบการณ์การ ‘เดิน’ เข้าพิพิธภัณฑ์จะได้รับการออกแบบอย่างแยบยล แต่สถาปัตยกรรมก็คำนึงถึงคนที่มาถึงด้วย ‘ล้อ’ เช่นกัน เพราะรถยนต์ส่วนตัวยังคงเป็นพาหนะหลักของชาวกรุง อาคารจึงออกแบบทางลาดที่แหวกผ่านผิวน้ำลงสู่ลานจอดรถใต้ดิน สร้างสภาวะการเปลี่ยนผ่านที่สงบนิ่งไม่ต่างจากการเดินเท้า ลานจอดรถมีความสูงโปร่งกว่า 5 เมตร ปราศจากความอุดอู้เหมือนพื้นที่จอดรถทั่วไป และเมื่อต้องขยับกายขึ้นสู่ระดับดิน บันไดวนขนาดใหญ่ที่มีจังหวะก้าวเหมาะเจาะก็ประคองความรู้สึกปลอดโปร่งให้ต่อเนื่อง จนถึงวินาทีที่เริ่มสัมผัสกับงานศิลปะ 

Photo: Ketsiree Wongwan

Photo: W Workspace, Courtesy of Dib Bangkok

Photo: Ketsiree Wongwan

ขนาบข้างกับคอร์ทยาร์ดคืออาคารจัดแสดงงานที่ทอดตัวยาวตามแนวที่ดิน กรุด้วยวัสดุอุตสาหกรรมอย่างแผงโพลีคาร์บอเนตและกระจกใส ความเรียบง่ายถูกคั่นจังหวะด้วย Chapel อาคารปล่องกลมที่กรุผิวด้วยกระเบื้องโมเสกชิ้นเล็กซึ่งแต่ละชิ้นแตกต่างกันตามธรรมชาติ เสริมท่าทีอันนุ่มนวลและสร้างความรู้สึกเป็นมิตรให้กับอาคารในภาพรวม 

  • Photo: Ketsiree Wongwan

แม้ดูจากภายนอกจะเหมือนอาคารสร้างใหม่ แต่แท้จริงอาคารหลังนี้คือการชุบชีวิตโกดังเก่า ไม่ว่าจะเป็นคานปูนบนเสาชั้นหนึ่ง หรือแผงเหล็กดัดดั้งเดิมที่ติดตั้งบนหน้าต่าง ร่องรอยเหล่านี้ทำหน้าที่เติมชีวิตจิตใจให้แก่อาคาร เปลี่ยนความรู้สึกจากพิพิธภัณฑ์ที่ไว้ตัว สู่พื้นที่แห่งร่องรอยและความทรงจำที่พร้อมโอบรับผู้คนด้วยความเป็นกันเอง 

Photo: Ketsiree Wongwan

Photo: Ketsiree Wongwan

พื้นที่ภายในแต่ละชั้นมีบุคลิกชัดเจนแตกต่างกันไป ชั้นแรกเน้นความโปร่งโล่งด้วยกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวคอร์ทยาร์ด ชั้นสองให้ความรู้สึกปิดล้อมและสงบนิ่งกว่า โดยมีห้องพิเศษที่เจาะช่องรับแสงจากด้านบนให้ทอดตัวลงมาอย่างอ่อนโยนบนผนังทึบ และจบที่ชั้นสามอันสูงโปร่ง มีหลังคาฟันเลื่อยที่กรองแสงสว่างให้ทอลงมาอย่างละมุนตา 

พื้นที่จัดแสดงชั้นสอง และผลงาน The Unheard Voice (1995) โดยสมบูรณ์ หอมเทียนทอง | Photo: Ketsiree Wongwan

  • พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการชั้นแรก | Photo: Ketsiree Wongwan

ในนิทรรศการเปิดตัว (In)visible Presence จะเห็นได้ว่าสเปซที่ต่างกันช่วยให้งานศิลปะแต่ละชิ้นเปล่งประกายในแบบของตัวเอง อย่างห้องแสงสลัวอันโปร่งโล่งของชั้นสอง ที่ขับความขลังของ The Unheard Voice (1995) โดยสมบูรณ์ หอมเทียนทอง ให้สัมผัสได้ในทันที แม้ไม่รู้แนวคิดเบื้องหลัง เช่นเดียวกับ Zodiac House (1998-1999) ของมณเฑียร บุญมา ที่จัดวางในห้องสีขาวขนาดใหญ่ของชั้นสาม เอื้อให้ผู้ชมสัมผัสความต่างระหว่างการอยู่ใต้ประติมากรรมในพื้นที่จำกัด และการยืนอยู่ในที่ว่างอันโอ่โถง ขับเน้นประสบการณ์การมีส่วนร่วมกับผลงานให้เด่นชัดขึ้น 

ดร.มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Dib Bangkok | Photo: Ketsiree Wongwan

ความหลากหลายของพื้นที่ยังส่งผลดีต่องานภัณฑารักษ์ ที่สามารถออกแบบประสบการณ์การรับรู้ได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมรองรับการหมุนเวียนจัดแสดงงานศิลปะที่เพชรสะสมมาพันกว่าชิ้นในอนาคต “พื้นที่ทุกส่วนในสถาปัตยกรรมแห่งนี้ให้ความรู้สึกสบายและลงตัว จนฉันนิยามได้ว่าเป็นสเปซที่เป็นมิตรต่อภัณฑารักษ์อย่างยิ่ง” ดร.มิวาโกะ เทสุกะ กล่าว 

Photo: Ketsiree Wongwan

Photo: Ketsiree Wongwan

พื้นที่แสดงงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงใต้ชายคา แต่ขยายขอบเขตไปสู่บิลบอร์ดขนาดยักษ์ คอร์ทยาร์ด หรือดาดฟ้าอาคารอันเป็นที่ตั้งของ Straight Up, 1988, Realized in 2025 ผลงานติดตั้งถาวรชิ้นแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศิลปิน James Turrell ที่ซ่อนตัวอยู่ในหอคอยสูง ความหลากหลายเหล่านี้คือความจงใจของกุลภัทร ที่อยากให้ทุกตารางนิ้วมีศักยภาพในการสื่อสารศิลปะ พร้อมโอบรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อให้พิพิธภัณฑ์เข้าถึงวิถีชีวิตคนเมืองได้มากขึ้น 

  • Photo: Ketsiree Wongwan

Photo: Ketsiree Wongwan

“คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ไปมิวเซียมเพื่อดูงานศิลปะอย่างเดียว แต่ไปเพื่อร่วมอีเวนต์ต่างๆ อย่างงานดนตรี พื้นที่มิวเซียมจึงต้องรองรับได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคอร์ทยาร์ด หรือแม้แต่ที่จอดรถใต้ดินที่เราออกแบบให้ระยะเพดานสูงหน่อย เพื่อให้สามารถจัดคอนเสิร์ตได้” กุลภัทรกล่าว 

แม้การเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับโลกศิลปะร่วมสมัยจะต้องอาศัยฟันเฟืองมากมาย ทั้งระบบการศึกษา สื่อมวลชน นักวิจารณ์ และกลไกตลาดที่ต้องช่วยกันผลักดันต่อไป แต่ Dib Bangkok แสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ผ่านการสร้างบริบทที่เป็นมิตร เพื่อให้คนค้นพบแง่งามของงานศิลปะด้วยตนเอง 

กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก wHY Architecture | Photo: Ketsiree Wongwan

“การทำมิวเซียมไม่ใช่การส่งต่อข้อมูล แต่คือการสร้างแรงบันดาลใจ การทำให้คนรู้สึกประทับใจและจดจำไว้ในความทรงจำของพวกเขา คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม” กุลภัทรเสริม 

“ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีพื้นผิวสะท้อนอยู่มากมาย ทั้งบานหน้าต่าง ลิฟต์แก้ว ผนังกระจกชั้นล่าง ไปจนถึงสระน้ำ ที่ทำให้ได้เห็นเฉดสีจากงานศิลปะสะท้อนลงบนพื้นผิวตลอดเวลา” ดร.มิวาโกะ เทสุกะ เผยถึงความงามที่เธอค้นพบผ่านสถาปัตยกรรม 

  • Photo: Ketsiree Wongwan

ความงดงามของการชมศิลปะร่วมสมัยอยู่ที่การได้ปะทะกับผลงาน แล้วปล่อยให้การตีความเกิดขึ้นในแบบของตัวเอง แฌงหวังว่าผู้ชมที่เข้ามาเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ จะได้เก็บเกี่ยวความงามจากศิลปะตามแบบฉบับของตัวเองใน Dib Bangkok 

“อยากให้คนที่ไม่ได้อินกับศิลปะได้เข้ามาแล้วเกิดความสงสัย เกิดความประทับใจตามแบบของตัวเอง อันนี้เป็นภารกิจของเราครับ” แฌง-ภูรัตน์ ทิ้งท้าย

dibbangkok.org
facebook.com/DibBangkok