INDIGO LOOM HOUSE

Indigo Loom House สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่หยิบยืมโครงสร้างกี่ทอผ้ามาผสานกับเรือนยกพื้นสูงในแบบฉบับของ CHAT architects

TEXT: SURAWIT BOONJOO
PHOTO: W WORKSPACE EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

“สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นคือโครงสร้างกี่ทอผ้ากับบ้านไม้พื้นถิ่นยกใต้ถุนสูงมีโครงสร้างคล้ายคลึงกันมาก ผมเริ่มจากความสนใจในความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งนี้ ถึงแม้อันหนึ่งจะเป็นอุปกรณ์ และอีกอันเป็นสถาปัตยกรรม ขณะเดียวกันช่างไม้พื้นถิ่นที่จังหวัดสกลนครก็บอกว่า จริงๆ แล้วไม่ได้มีช่างไม้ที่แยกทำบ้านเรือนไทยกับช่างไม้สร้างกี่ ช่างที่ทำงานทั้งสองส่วนต่างเป็นช่างคนเดียวกัน”

สถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นอีสานยกพื้นสูงขนาดกะทัดรัด โดดเด่นและแปลกตาด้วยสีครามบนเนื้อไม้ที่แทรกสลับสร้างเส้นสายแบบเฉพาะ พร้อมกับการจงใจเปิดโล่งชั้นบนของอาคารให้แสงสว่างและบรรยากาศธรรมชาติอันสงบร่มรื่นสามารถโอบรับเชื่อมสลายพื้นที่ บ้านกี่คราม (Indigo Loom House) คือพื้นที่การเรียนรู้เกี่ยวกับคราม ตั้งแต่การย้อมไปจนถึงการทอผ้า ซึ่งตั้งอยู่ภายในสวนแมน : Creative Crafts Center อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ผลงานออกแบบของ ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล จาก CHAT architects ด้วยความร่วมมือจากเจ้าของสวนแห่งนี้อย่าง ปราชญ์ นิยมค้า ศิลปินและนักสร้างสรรค์ย้อมครามธรรมชาติ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมพัฒนาการออกแบบขั้นสุดท้ายและลงพื้นที่กับนักศึกษาในคลาสเรียนสตูดิโอออกแบบชุมชน ‘Indigo Loom Studio’ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (INDA) โดยได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และ INDA บนวิถีทางการออกแบบที่เริ่มจากศึกษาค้นคว้าและทำความเข้าใจถึงความเป็นโครงสร้างของวัตถุเครื่องใช้กับสถาปัตยกรรมของฉัตรพงษ์ เขาจึงขบคิดผสมผสานอาคารแบบพิเศษนี้ขึ้นตั้งแต่ปี 2017 ก่อนยกกลับมาพัฒนาต่อยอดในการสร้างสรรค์งานศิลปะเชิงสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีกครั้ง

  • Photo courtesy of CHAT architects 

‘คอนโดกี่’ แนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเพื่อให้สามารถตอบรับกับการพัฒนาและปรับตัวได้ด้วยการคงอัตลักษณ์พื้นถิ่นไว้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานให้กับการสร้างสรรค์ในครั้งนี้ ฉัตรพงษ์ เริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่ศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ควบคู่ไปกับบ้านเรือนพื้นถิ่นที่พักอาศัย ด้วยกรอบมุมมองเฉพาะแบบ ‘สถาปัตยกรรมสารเลว’ ที่มุ่งไปยังการทำงานร่วมกันระหว่างตัวตนของสถาปัตยกรรมกับตัวตนของผู้คน รวมไปถึงบริบทโดยรอบอย่างสามัญและสามานย์ เขาได้ถอดรื้อโครงสร้างกี่ทอผ้าพิจารณาแต่ละโครงสร้างในเชิงสถาปัตยกรรม ก่อนผสาน ถอด แทรก และประกอบผสมโครงสร้างกี่กับสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งแต่เดิม โครงสร้างอาคารนั้นได้รับการออกแบบให้เป็นโมดูลวางต่อซ้อนชั้น สำหรับรองรับกิจกรรมทั้งการทอของกลุ่มหญิงสูงวัย พื้นที่เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนในกลุ่มแม่บ้าน รวมถึงผู้ที่สนใจในกิจกรรม ก่อนจะปรับให้ตอบรับกับพื้นที่และกรอบข้อจำกัดในการสร้าง เป็นอาคารพื้นถิ่นยกฐานสูง เพื่อการศึกษาเรียนรู้การย้อมครามกระทั่งการทอ

โครงสร้างกี่ทอผ้าและอาคารถูกรื้อและอ่านร่วมกันในสถานะชิ้นส่วนประกอบไม้ รายละเอียดเค้าโครงของประโยคใหม่ ไม่เพียงสลับแทนที่ส่วนประกอบตำแหน่งสิ่งอื่นเข้ากับสิ่งนี้ แม้แต่ ‘หลักเปีย’ (อุปกรณ์สำหรับเตรียมด้ายยืนในกระบวนการทอ) ก็ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบเช่นเดียวกัน อาคารอเนกประสงค์รองรับทั้งงานทอผ้าและย้อมครามหลังนี้ คือสถาปัตยกรรมลูกผสมสารเลวลูกใหม่แบบย่อของคอนโดกี่ท่ามกลางระบบนิเวศพันธุ์ไม้ย้อมสีและนาข้าวขนาดย่อม ไม้เก่าได้ถูกคัดสรรและบูรณาการเข้ากับองค์ประกอบวัสดุเหลือใช้จากครัวเรือนภายในพื้นที่ จำกัดการสร้างเพิ่มใหม่ให้น้อยที่สุด อาคารใต้ถุนสูงที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างปูนยังเป็นการตัดแบ่งพื้นที่แห้ง-เปียก ส่วนย้อมคราม-การทอไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งร่องรอยเก่าบนเนื้อไม้ โดยเฉพาะรอยบากจากการใช้งานของเสายังถูกเก็บรักษาไว้ดังเดิม รวมถึงนำมาใช้ซ้ำในบริบทใหม่ให้เป็นจุดเข้าไม้เชื่อมโครงสร้างบ้านเข้ากับโครงสร้างกี่ เช่นเดียวกันกับหลักเปียที่พลิกกลับใช้งานเป็นแผ่นผนังและราวกันตกของอาคาร

  • Photo: Kittiphat Phaited

อาคารสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นร่วมสมัยแห่งนี้ ไม่เพียงจะเสริมสร้างการเรียนรู้ในสถานะศูนย์การเรียนรู้ที่กำลังริเริ่มและดำเนินต่อไปของการทำงานของอาคารเพียงเท่านั้น ในระหว่างการก่อสร้างผู้คนก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมและศึกษานับตั้งแต่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ผ่านกิจกรรมที่เปิดให้คนในชุมชนทาสีครามของอาคาร จึงเน้นย้ำความเป็นศูนย์การเรียนรู้ไว้แต่แรกเริ่มและทุกขณะอย่างตั้งใจ รวมถึงในการสร้างเสริมเชิงผัสสะจากบรรยากาศ กลิ่นคราม เสียงดึงด้าย อีกทั้งความงดงามทางสายตา ทั้งจากภายนอก-ในที่เห็นและสัมผัส และต่อผู้ใช้งานอาคาร ลงตัวพอดิบพอดีกับกลวิธีนำเสนอองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ใช้งานได้จริงซึ่งโต้ตอบไปกับบริบทของอาคารไว้อย่างน่าสนใจ ด้วยแผ่นผนังของบ้านซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งที่กั้นกันตกและสามารถรองรับการเตรียมด้ายในการทอผ้า พร้อมกันนั้นยังเชื้อเชิญให้เกิดกระบวนการโต้ตอบระหว่างทัศนียภาพธรรมชาติรอบจากลักษณะโปร่งโล่งของอาคาร ตรงนี้เองที่ขีดจำกัดการนิยามภาษาการออกแบบและขีดจำกัดของสถาปัตยกรรมไม้พื้นถิ่นได้ขยับขยายออกไกล

นอกนั้นแล้ว ท่วงจังหวะสีครามของอาคารก็โดดเด่นไม่น้อยไปกว่าโครงสร้างอันแปลกตาของบ้าน ฉัตรพงษ์กล่าวเสริมถึงที่มาที่ไปของการสีครามของอาคารว่า “สีย้อมครามสำหรับย้อมผ้าไม่สามารถย้อมลงบนเนื้อไม้ได้ ดังนั้น ปราชญ์จึงต้องปรับพัฒนาสีครามสำหรับใช้กับไม้ โดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้เทคนิคการใช้สีในงานจิตรกรรมโบราณ ซึ่งเนื้อสีที่มีคุณภาพสูง ทนทาน และสดใส เข้ามาผสมผสาน สีที่ได้จึงเป็นสีสำหรับใช้ทา ไม่ใช่ย้อม” การออกแบบสงวนสีครามเพียงเฉพาะบางจุด ก็เพื่อตอบรับใช้งานสีสันแทนการตกแต่งสร้างรายละเอียดลูกเล่นเสริมและช่วยขยายสร้างพื้นที่ให้กับอาคารไปในเวลาเดียวกัน “หากสังเกตอาคารจะเป็นเส้นสีครามในส่วนล่างและปล่อยเปลือยเป็นสีเนื้อไม้ในส่วนบน เพื่อให้สีไม้ตัดกับสีครามที่อยู่รอบนอก เหมือนเป็นไข่แดงอยู่ด้านใน ซึ่งช่วยขับเน้นพื้นที่ภายใน กี่ที่อยู่ด้านใน หรือในเชิงความหมายก็เป็นการตอกย้ำถึงการผสมผสานการเกาะเกี่ยวของโครงสร้างกี่กับเสาบ้าน เผยบทบาทกี่ทอ ส่วนรองรับและส่งเสริมบ้านกี่หลังนี้” เขาเล่าขยาย

สีสันที่ตัดกันของโครงสร้างน้ำตาลจากเนื้อไม้สลับคราม ทั้งในแนวระนาบและตั้ง ก็ราวกับการจัดวางเส้นยืนกับเส้นพุ่งของลายผ้าที่ถักทอเป็นผ้าผืนหนึ่ง กรอบมุมมองเช่นนี้บ้านกี่ครามอาจกลายเป็นผ้าทอครามก็เป็นได้ นี่จึงเป็นแพทเทิร์นผ้า / สถาปัตยกรรมที่น่าจับตาและแยบคายไปในขณะเดียวกัน

facebook.com/chatarchitects

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *