สำรวจบทบาทของสถาปัตยกรรมในงาน Venice Architecture Biennale 2025 กับแนวคิดที่ว่าสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่รูปทรงหรือโครงสร้างอีกต่อไป แต่คือ ‘ปัญญาร่วม’ ที่สามารถวิพากษ์ เยียวยา และเติบโตไปพร้อมกับโลกได้
TEXT & PHOTO: ALEXANDRA POLYAKOVA
(For English, press here)
ในการจัดแสดงสถาปัตยกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 19 La Biennale di Venezia สภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ได้เป็นเพียงกรอบบรรจุวัฒนธรรมอีกต่อไป หากแต่ทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เครื่องมือวิพากษ์ และพื้นที่แห่งจินตนาการ ภายใต้ธีมหลักอย่าง ‘Intelligens: Natural. Artificial. Collective’ งานเบียนนาเลปีนี้สะท้อนถึงความเร่งด่วนในระดับโลกที่จะนิยามสถาปัตยกรรมขึ้นใหม่ ไม่เพียงแค่ผ่านรูปทรงทางกายภาพ แต่ยังรวมถึงระบบของปัญญาที่ฝังตัวเป็นส่วนหนึ่งของมัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี ระบบนิเวศ วัสดุ หรือสังคมวัฒนธรรม
พาวิลเลียนจากแต่ละประเทศได้ร่วมกันสร้างแผนที่ทางจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยได้อย่างสดใหม่และหลากหลาย ทั่วทั้งพื้นที่ Giardini, Arsenale และสถานที่จัดแสดงนอกพื้นที่หลัก ประเทศที่เข้าร่วมต่างนำเสนอจุดยืนเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับการขาดแคลนทรัพยากร วิกฤตสภาพภูมิอากาศ มรดกตกค้างจากยุคอาณานิคม และจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่เพียงภาพสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละชาติหรือรสนิยมทางสุนทรียะ แต่เป็นการตั้งคำถามร่วมกันว่าสถาปัตยกรรมจะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างความทรงจำกับอนาคต ระหว่างความเป็นท้องถิ่นกับการดูแลโลกใบนี้ของเราได้อย่างไร

ปัญญาในฐานะการวิพากษ์: ทรัพยากร การสกัด และการฟื้นคืน (Intelligence as Critique: Resource, Extraction, and Reclamation)
พาวิลเลียนของชิลี Reflexive Intelligences เปิดฉากด้วยเสียงวิพากษ์ที่เฉียบคมจากมุมมองของซีกโลกใต้ (Global South) ภายใต้การกำกับของทีมภัณฑารักษ์ Serena Dambrosio, Nicolás Díaz และ Linda Schilling นิทรรศการนี้ฉายภาพให้เห็นต้นทุนที่มองไม่เห็นซึ่งหล่อเลี้ยงโครงสร้างพื้นฐานของ AI ตั้งแต่การทำเหมืองลิเทียมไปจนถึงการใช้น้ำปริมาณมหาศาล พร้อมตั้งคำถามต่อประเด็นสิทธิอธิปไตยทางเทคโนโลยี (technological sovereignty) งานจัดวางชิ้นนี้ตีความ ‘โต๊ะทำงาน’ ขึ้นใหม่ให้เป็น พื้นที่กลางสำหรับการมีส่วนร่วมและพิจารณาร่วมกันอย่างรอบด้าน พลิกมุมมองจากเพียงโลกเสมือนอันเป็นผลลัทพ์จากการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ ให้ขยายออกไปสู่มิติของเขตแดนและประเด็นเชิงนิเวศ ผลลัพธ์คือการทำให้ ‘ปัญญา’ นั้นกลายเป็นสิ่งที่ถูกท้าทาย มีบริบทเฉพาะ และถูกกำหนดโดยการเมืองแบบเอารัดเอาเปรียบและโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุล

ในทิศทางเดียวกัน Build of Site ของเดนมาร์ก ภายใต้การคิวเรตของ Søren Pihlmann นำเสนอแนวทางที่จับต้องได้ โดยเปลี่ยนพาวิลเลียนให้กลายเป็น ‘ไซต์ก่อสร้างสด’ ที่ใช้วัสดุจากการรื้อถอนงานเบียนนาเลครั้งก่อนมาผสานกับวัสดุชีวภาพ (bio-based) เพื่อผลักดันแนวคิดการหมุนเวียนของทรัพยากรในสถาปัตยกรรม คำกล่าวของ Pihlmann ที่ว่า ‘เราได้สร้างทุกสิ่งที่จำเป็นต่อเราแล้ว’ (We’ve already created everything we need) ที่เป็นทั้งถ้อยคำท้าทายและเสียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ว่าในโลกที่มีทรัพยากรจำกัด เราควรหันกลับมาทบทวนคุณค่าและวิธีการใช้สิ่งที่เรามีอยู่แล้วอย่างไร
นิทรรศการ STRESSTEST ของเยอรมนี โดยทีมภัณฑารักษ์ที่ประกอบไปด้วย Elisabeth Endres, Gabriele G. Kiefer, Daniele Santucci และ Nicola Borgmann เผชิญหน้ากับวิกฤตภูมิอากาศในฐานะทั้งเงื่อนไขทางกายภาพและสภาวะทางจิตวิทยา ภายในพาวิลเลียน ผู้ชมจะเคลื่อนไปมาระหว่าง ‘ห้องความร้อนสูง’ (stress room) ที่จำลองสภาวะอุณหภูมิสุดขั้ว และ ‘โซนคลายความร้อน’ (de-stress zone) ซึ่งปลูกต้น ฮอร์นบีม (hornbeam) อันเป็นพรรณไม้ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างเฉพาะเจาะจงด้วยคุณสมบัติทนพายุและภัยแล้ง ความแตกต่างทางอุณหภูมิและสภาวะพื้นที่ที่ตัดกันนี้บังคับให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้ขั้นสูง เปลี่ยนสถาปัตยกรรมให้ทำหน้าที่ทั้งเป็นเครื่องมือวินิจฉัยและบำบัดในเวลาเดียวกัน


สำนึกของพืชและนิเวศทางเสียง (Plant Consciousness and Acoustic Ecologies)
พาวิลเลียนเบลเยียมนำเสนอ Building Biospheres ผลงานที่คิวเรตโดยสถาปนิกภูมิสถาปัตย์ Bas Smets ร่วมกับนักประสาทวิทยาศาสตร์พืช Stefano Mancuso ซึ่งเสนอการตีความสถาปัตยกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิงผ่านเลนส์ของ ‘ปัญญาของพืช’ งานจัดวางผสานพืชมีชีวิตกับเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ให้เกิดระบบนิเวศที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีพลวัต ลบเลือนขอบเขตระหว่างธรรมชาติกับสิ่งก่อสร้าง แทนที่จะจัดแสดงวัตถุออกแบบในเชิงสิ่งของ นิทรรศการนี้กลับนำเสนอ ‘ปัญญาเชิงพื้นที่’ ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่หายใจและเปลี่ยนแปลงได้ เปรียบเสมือนสถาปัตยกรรมในฐานะชีวภูมิ ไม่ใช่เครื่องจักร (architecture as a biosphere, not a machine)

พาวิลเลียนของลักเซมเบิร์ก Sonic Investigations ขยับการรับรู้สถาปัตยกรรมออกจากการพึ่งพาสายตาไปสู่การดื่มด่ำผ่านเสียง ด้วยการใช้ ‘แผนที่เสียง’ (acoustic cartographies) และการบันทึกบรรยากาศเสียงภาคสนาม ทีมภัณฑารักษ์ Mike Fritsch, Alice Loumeau และ Valentin Bansac เปิดพื้นที่ให้สำรวจมิติทางโสตของ ยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene) (ยุคทางธรณีวิทยาที่มนุษย์มีอิทธิพลต่อโลกอย่างมีนัยสำคัญ) ผลงานนี้ไม่เพียงนำเสนอวิธีการรับรู้พื้นที่แบบใหม่ แต่ยังปลูกฝัง ‘จริยธรรมของการฟัง’ (ethic of listening) ที่ไวต่อจังหวะของสิ่งแวดล้อม ความเงียบ และเสียงรบกวน

ความทรงจำของวัสดุ เพศภาวะ และมาตราส่วน
พาวิลเลียนโรมาเนีย Human Scale ที่คิวเรตโดย Cosmina Goagea ร่วมกับศิลปิน Vlad Nancă และ Muromuro Studio ใช้ภาพวาดสถาปัตยกรรมในฐานะทั้ง ‘วัตถุทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม’ และ ‘ข้อเสนอเชิงพื้นที่’ งานจัดแสดงนี้ผสมผสานภาพร่างเชิงสัญลักษณ์ แผนที่จากคลังเอกสาร และผนังกึ่งโปร่งใส เพื่อตั้งคำถามถึงวิธีที่มาตราส่วน ความทรงจำ และการปรากฏตัวของมนุษย์หล่อหลอมการรับรู้สถานที่ อีกทั้งยังวิพากษ์มิติทางการเมืองของการใช้สถาปัตยกรรมในฐานะตัวแทน และท้าทายการลดทอนร่างกายมนุษย์ให้เป็นเพียงนามธรรมในกระบวนคิดแบบโมเดิร์นนิสม์
ในขณะเดียวกัน พาวิลเลียนสวิตเซอร์แลนด์ The Final Form Is Determined by the Architect on Site ฟื้นชีวิตให้กับมรดกของ Lisbeth Sachs และพาวิลเลียน SAFFA ปี 1958 ภายใต้การคิวเรตของทีมภัณฑารักษ์หญิงล้วน ได้แก่ Elena Chiavi, Kathrin Füglister, Amy Perkins, Axelle Stiefel และ Myriam Uzor นิทรรศการนี้นำเสนอเศษส่วนจากเอกสารจดหมายเหตุและสภาพแวดล้อมเสียงที่ชวนดื่มด่ำ เพื่อสำรวจประเด็นการเป็นเจ้าของผลงาน (authorship) ประวัติศาสตร์สตรีนิยม และกระบวนการร่วมมือที่มักถูกมองข้ามในวิชาชีพสถาปัตยกรรม ที่นี่ ผลงานเวอร์ชันสุดท้ายไม่ได้ถูกกำหนดจากแบบพิมพ์เขียว แต่ค่อยๆ ก่อร่างขึ้นผ่านการตัดสินใจที่อาศัยร่างกาย สัญชาตญาณ และการต่อรองกับหน้างานจริง


พาวิลเลียนของเซอร์เบีย Unraveling: New Spaces ที่คิวเรตโดย Slobodan Jović ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญสหวิทยาการ Davor Ereš, Jelena Mitrović, Igor Pantić, Sonja Krstić, Ivana Najdanović และ Petar Laušević สร้างบรรยากาศด้วยการแขวนเส้นด้ายขนสัตว์เส้นหนาให้โค้งอ่อนลงเป็นเส้นสายแสนประณีตตามรูปทรงโค้งของซุ้มสายโซ่ (ซุ้มคาเทนารี – catenary arcs) สถาปัตยกรรมที่ผิวสัมผัสนุ่มนวลนี้ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเรื่องโครงสร้างและความคงทน พร้อมจินตนาการถึงอนาคตที่วัสดุก่อสร้างมีคุณสมบัติรับรู้ทางประสาทสัมผัส มีคุณสมบัติของความเป็นวงจรหมุนเวียน และหยั่งรากลึกอยู่ในภูมิปัญญาหัตถกรรม ขนสัตว์จึงไม่เพียงเป็นวัสดุแห่งความอบอุ่น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความยืดหยุ่นและการปรับตัว

ภูมิรัฐศาสตร์เร่งด่วนและการต่อต้านเชิงพื้นถิ่น
พาวิลเลียนของยูเครน DAKH: Vernacular Hardcore นับเป็นหนึ่งในงานที่มีมิติทางการเมืองเข้มข้นและทรงพลังทางอารมณ์ที่สุด ภายใต้การคิวเรตโดย Bogdana Kosmina, Michał Murawski และ Kateryna Rusetska นิทรรศการนี้ผสานโครงหลังคาบ้านพื้นถิ่นเข้ากับการดัดแปลงแบบเฉพาะกาลในยามสงคราม ผ่านการใช้ร่างอวตารที่สร้างด้วย AI โครงผ้าใบจากโดรน และวัสดุที่ถูกกอบกู้ ผลงานนี้ทำหน้าที่เป็นคลังบันทึกมีชีวิตของชาติที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู สถาปัตยกรรมกลายเป็นการต่อต้าน การดำรงอยู่ และพยานหลักฐาน เป็นสิ่งที่ปกป้องไม่เพียงแค่ร่างกาย หากแต่ยังรวมถึงความทรงจำและความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมท่ามกลางความพยายามลบล้างด้วยความรุนแรง


พาวิลเลียนของสหราชอาณาจักร Geology of Britannic Repair ที่มี Cave_bureau และ Owen Hopkins เป็นภัณฑารักษ์ สร้างงานที่โต้ตอบกับมรดกจากการล่าอาณานิคมด้วยการย้อนรอยประวัติศาสตร์ของการสกัดทรัพยากร (extractive histories) ซึ่งเป็นรากฐานของความเป็นสมัยใหม่ในสถาปัตยกรรมอังกฤษ พร้อมเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาพื้นถิ่นและแนวทางฟื้นฟูเชิงนิเวศในซีกโลกใต้ (Global South) พาวิลเลียนนี้เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจาก ‘การสกัด’ สู่ ‘การฟื้นคืน’ วางสถาปัตยกรรมในฐานะเครื่องมือสำหรับการทบทวนประวัติศาสตร์และการเยียวยาในระดับโลก

พาวิลเลียนของอุรุกวัย 53.86%: Land of Water นำเสนออัตลักษณ์ทางทะเลของประเทศผ่านมุมมองของ ไฮโดรซีน (Hydrocene) ยุคที่นิยามขึ้นจากการเมืองของน้ำ (Politics of Water) ภัณฑารักษ์ Katia, Ken และ Luis Sei Fong สร้างนิทรรศการนี้ผ่านการใช้เสียง หยดน้ำแขวนลอย และการฉายภาพเล่าเรื่องเพื่อถ่ายทอดทั้งความหมายเชิงอุปมาและมิติด้านโครงสร้างพื้นฐานของน้ำ ผลงานนี้ชวนให้ผู้ชมขบคิดว่าน้ำมีบทบาทอย่างไรในการกำหนดภาพจินตนาการของเมือง เส้นเขตแดนของรัฐชาติ และอนาคตทางนิเวศ
สถาปัตยกรรมในฐานะปัญญาที่กระจายตัว (Architecture as a Distributed Intelligence)
พาวิลเลียนจากนานาประเทศร่วมกันแสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องรูปทรงหรือหน้าที่การใช้งานอีกต่อไป แต่สะท้อนถึงความหมายกว้างที่สุดของ ‘intelligens’ อันครอบคลุมไปถึงความสามารถในการปรับตัว จดจำ ต่อต้าน และฟื้นคืน จาก ‘การรับรู้ของพืช’ สู่ ‘มิติทางเสียง’ จาก ‘ความทรงจำที่สัมพันธ์กับเพศภาวะ’ ไปจนถึง ความสามารถในการฟื้นตัวและคงอยู่เชิงพื้นถิ่น สิ่งที่งานเวนิส อาร์คิเทคเจอร์ เบียนนาเล 2025 เผยให้เห็นคือสาขาวิชาที่กำลังอยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง
แทนที่จะมอบคำตอบที่ตายตัว นิทรรศการกลับเชื้อเชิญให้ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ ทั้ง:
เราจะสร้างอาคารให้ ‘คิดร่วมกับสิ่งแวดล้อม’ ได้อย่างไร?
เราจะออกแบบเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเปราะบาง แทนที่จะยึดโยงกับความคงทนถาวรอย่างไร?
และสถาปัตยกรรมที่ ‘ฟัง เติบโต และโอบรับความสูญเสีย’ หมายถึงอะไร?
ในโลกที่ต้องเผชิญทั้งการล่มสลายทางนิเวศ ความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี และการแตกร้าวทางวัฒนธรรมพร้อมกัน งานเบียนนาเลครั้งนี้วางสถาปัตยกรรมไม่ใช่เพียงฉากหลังที่เป็นกลาง หากแต่คือ ปัญญาที่ตอบสนอง มีจริยธรรม และเป็นปัญญาร่วม
เวนิส อาร์คิเทคเจอร์ เบียนนาเล 2025 (Venice Biennale of Architecture 2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม ถึง 23 พฤศจิกายน 2025 ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี




