Diller Scofidio + Renfro นิยามพิพิธภัณฑ์แบบใหม่ด้วยการออกแบบ V&A East Storehouse ให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมคลังจัดเก็บที่เปิดเผยและเข้าถึงได้
TEXT: PARK LERTCHANYAKUL
PHOTO: HUFTON + CROW PHOTOGRAPHY EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา Victoria & Albert Museum (V&A) ได้เปิดแกลเลอรีแห่งใหม่
V&A East Storehouse ให้ผู้คนทั่วไปได้เข้าชมเป็นครั้งแรก อาคารนี้ตั้งอยู่บริเวณ East Bank ที่ได้รับการสนับสนุนโดยนายกเทศมนตรีของเมืองลอนดอนที่ต้องการพัฒนาให้ย่านนี้เป็นย่านทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ภายในบริเวณเดียวกับ Elizabeth Olympic Park ย่าน Stratford ฝั่งตะวันออกของเมืองลอนดอน อาคารนี้เป็นหนึ่งในสองโครงการของส่วนขยายของ V&A มายังย่านนี้ อีกอาคารหนึ่งคือ V&A East Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หลัก และจะเปิดให้เข้าชมได้ในฤดูร้อนของ ปี 2569

ภาพบรรยากาศหน้าทางเข้าของ V&A East Storehouse
V&A East Storehouse ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง Diller Scofidio + Renfro โดยเป็นส่วนหนึ่งภายในอาคารที่ปรับปรุงใหม่จากศูนย์ถ่ายทอดสด Olympic เมื่อปี 2012 พื้นที่ส่วนใหญ่ของอาคารได้รับการดัดแปลงเป็น Here East (ส่วนด้านหลังของ V&A ป้ายอยู่ด้านบนของภาพด้านบน) ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทีใหญ่และทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองลอนดอน

ภาพบรรยากาศแรกของส่วนจัดแสดงที่ผู้เข้าชมจะได้เห็นเมื่อเข้ามาในบริเวณนี้ด้วยบันไดจากชั้นหนึ่งทางด้านล่าง ซึ่งนี่เป็นทางเข้าออกเดียวของส่วนนี้
อาคารนี้มีการใช้งานหลักเป็นคลังเก็บชิ้นงานของ V&A ที่ไม่ได้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หลัก รวมถึงเป็นสถานที่บูรณะซ่อมแซมและดูแลรักษาให้ชิ้นงานเหล่านี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อให้ทาง V&A สามารถนำชิ้นงานออกไปจัดแสดงได้เมื่อต้องการ ด้วยความที่ชิ้นงานที่ถูกเก็บที่นี่มีมากกว่า 250,000 ชิ้น (ไม่รวมหนังสือ 350,000 เล่ม และ บันทึกเอกสารสำคัญอีก 1,000 ชิ้น) จึงเป็นเหตุผลให้ทั้งเจ้าหน้าที่ใน V&A East Storehouse และผู้คนภายนอกต่างเรียกพิพิธภัณฑ์นี้อย่างติดตลกว่า ‘V&A IKEA’ ชิ้นงานทั้งหมดถูกจัดแสดงบนชั้นวางอย่างค่อนข้างแน่นเหมือนคลังสินค้า ทำให้มีความรู้สึกเหมือนเดิน IKEA ไม่มีผิด นอกจากนี้ยังปล่อยให้ผู้เข้าชมเดินสำรวจได้อย่างอิสระโดยแทบไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล คล้ายกันกับแนวความคิดการให้บริการแบบ self serve (บริการตนเอง) ใน IKEA ซึ่งผู้เข้าชมจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะเดินไปทางไหน ดูชิ้นงานไหนก่อนหรือหลังก็ได้ตามต้องการ

ชิ้นงานส่วนใหญ่ถูกจัดแสดงบนชั้นโดยไม่มีกระจกหรือราวกั้น แต่ละแถวของชั้นจะมีเลขกำกับไว้แบบเดียวกันกับระบบของคลังเก็บของ
ชิ้นงานที่มีขนาดไม่ใหญ่มากจะถูกวางบนชั้น แบ่งตามหมวดหมู่ไว้อย่างหลวมๆ เพื่อให้ทางพิพิธภัณฑ์สามารถเคลื่อนย้ายการจัดวาง และปรับเปลี่ยนรูปแบบเนื้อหาการจัดแสดงได้ตามต้องการ ชิ้นงานบางส่วนจะถูกจัดกลุ่มเป็นธีมตามที่ V&A ต้องการบอกเล่าเรื่องราวเป็นพิเศษในขณะนั้น นอกจากนั้น ชิ้นงานส่วนใหญ่ไม่มีคำอธิบายรายละเอียด แต่จะมีหนังสือแคตตาล็อกเล่มใหญ่ ที่รวมชิ้นงานที่จัดแสดงทั้งหมดไล่ตามลำดับเลขของชั้นจัดแสดงวางไว้ตามจุดต่างๆ ให้ผู้เข้าชมสามารถเปิดอ่านได้

กำแพงของอาคาร Robin Hoods Garden และห้องพัก ติดตั้งอยู่ที่ชั้น 2-4 สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่เดินเข้ามาภายในส่วนจัดแสดง | Photo: Kemka Ajoku
ภายในส่วนจัดแสดงนี้มีชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ที่ไม่เคยได้รับการจัดแสดงที่ไหนมาก่อน (เนื่องจากมีขนาดใหญ่มาก) ทั้งหมด 6 ชิ้นกระจายอยู่ โดยที่จะถูกจัดแสดงอย่างถาวร เคลื่อนย้ายไม่ได้ เพราะต้องมีการก่อสร้างโครงสร้างขึ้นมาเพื่อให้สามารถจัดแสดงได้ ชิ้นงานเหล่านี้เช่น ส่วนหนึ่งของอาคารอยู่อาศัย ‘Robin Hoods Garden’ ซึ่งถูกตัดเก็บมาจากอาคารจริงก่อนโดนรื้อถอน ‘Agra Colonnade’ จากโรงอาบน้ำเมือง Agra ประเทศอินเดีย ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 และอีกหนึ่งชิ้นงานที่สถาปนิกน่าจะสนใจ คืองานออกแบบภายในของห้องทำงานของคุณ Kaufman โดย Frank Lloyd Wright ในปี 1937 ทั้งห้องนี้ถูกนำมาจากเมือง Pittsburgh รัฐ Pennsylvania ถือเป็นงานออกแบบภายในที่สมบูรณ์ที่สุดของ Wright ที่อยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา

ห้องทำงานของคุณ Kaufman ซึ่งออกแบบโดย Frank Lloyd Wright ซึ่งถูกยกมาทั้งห้องในสภาพสมบูรณ์ | Photo: Kemka Ajoku
อีกส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของ V&A East Storehouse คือการเปิดให้ผู้เข้าชมได้ดูห้องที่ใช้ในการบูรณะชิ้นงาน แสดงวิธีและขั้นตอนการทำงานเบื้องหลังก่อนที่ของแต่ละชิ้นจะถูกนำไปจัดแสดง เป็นการเปิดประสบการณ์ ‘หลังเวที’ ที่คนทั่วไปไม่เคยมีโอกาสได้เห็นมาก่อน โดยห้องทำงานเหล่านี้จะมีช่องเปิดกระจกใสเพื่อให้คนภายนอกสามารถมองเข้ามาได้

ภาพภายในห้องทำงานสำหรับการซ่อมแซมบูรณะชิ้นงาน
พร้อมกันกับการเปิดตัวของ V&A East Storehouse นี้ V&A ยังได้เปิดให้บริการ ‘Order an Object’ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถที่จะเลือกจองชิ้นงานที่สนใจชิ้นไหนก็ได้ในคอลเล็กชันของ V&A โดยที่ต้องจองล่วงหน้าใน website ทำการจองเวลาที่จะเข้ามาชมงาน เมื่อถึงเวลานัด เจ้าหน้าที่จะเตรียมชิ้นงานเหล่านั้นไว้ที่ห้องที่มีไว้เพื่อชมชิ้นงานโดยเฉพาะ ผู้เข้าชมสามารถที่จะสัมผัสชิ้นงานได้โดยตรง และสามารถถ่ายรูปได้ตามต้องการ

Order an Object appointment at V&A East Storehouse | Photo: Bet Bettencourt
V&A East Storehouse ได้เปลี่ยนมุมมองและความรู้สึกของคนทั่วไปที่มีต่อพิพิธภัณฑ์แบบดั้งเดิมไปอย่างสิ้นเชิง การเข้าชมที่นี่กลายเป็นประสบการณ์การเดินพิพิธภัณฑ์ที่เป็นกันเอง ไม่มีรูปแบบหรือแบบแผน ชิ้นงานเกินครึ่งนั้นวางอยู่บนชั้น ถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย โดยที่ไม่มีกระจกหรือราวใดๆ กั้น ถือเป็นความใจกล้าเป็นอย่างมากของ V&A ที่กล้าเปิดให้สาธารณชนทุกคนสามารถเข้าถึงของสะสมที่มีค่าระดับโลกได้อย่างใกล้ชิด ให้ชิ้นงานเหล่านี้เป็นสมบัติของคนทั่วไปอย่างแท้จริง ดึงดูดให้มีผู้เข้าชมจำนวนมากทุกวัน แต่ก็น่าตั้งคำถามว่ากับของบางชิ้นที่มีอายุมากเกินร้อยปีนั้น เมื่อเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงได้ขนาดนี้ จะต้องมีการควบคุมดูแลอย่างไร ไม่ให้เกิดความเสียหายดังที่มีข่าวจากพิพิธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อไม่นานมานี้ นี่ก็คงเป็นความท้าทายที่ทาง V&A และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลกจะต้องปรับตัว เพื่อให้พิพิธภัณฑ์นั้นยังสามารถที่จะเข้าถึงผู้คนในปัจจุบัน
V&A East Storehouse เปิดให้เข้าชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และไม่ต้องมีการจองล่วงหน้า (ในส่วนพิพิธภัณฑ์ปกติ) แต่เนื่องจากส่วนจัดแสดงนั้นมีพื้นที่จำกัด จึงต้องมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละรอบ และด้วยความที่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดใหม่ ทำให้มีผู้คนมาเข้าแถวด้านหน้าเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่ปล่อยคนเข้าค่อนข้างเร็ว ไม่ได้ต้องรอนาน แนะนำให้ซื้อกาแฟมาค่อยๆ จิบรอในแถวก็น่าจะได้เข้าชมตอนกาแฟหมดพอดี








