CARLA WILKINS

Carla Wilkins | Photo: Schwarz weiss

art4d สนทนากับ Carla Wilkins ถึงบทบาทของนักออกแบบแสงในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความยั่งยืน และความหลากหลายทางวัฒนธรรม

TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO CREDIT AS NOTED

(For English, press  here)

ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ นั่นทำให้นักออกแบบจำนวนไม่น้อยต้องหวนกลับมาตั้งคำถามกับบทบาทของตนเอง ว่าความสามารถ ความสนใจ หรือความจำเป็นที่แท้จริงของพวกเขาควรถูกทุ่มเทไปที่ใด ในครั้งนี้ art4d นำเสนอการสนทนากับ คาร์ลา วิลกินส์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ (Creative Director) และผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Lichtvision เธอถูกรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมนักออกแบบแสงสว่างนานาชาติ (International Association of Lighting Designers: IALD) คนต่อไป และยังเป็นนักออกแบบแสงที่ได้รับการรับรอง (Certified Lighting Designer: CLD) อีกด้วย เราอยากชวนผู้อ่านไปติดตามมุมมองของคาร์ลาในฐานะนักออกแบบแสง ที่มีต่อบทบาทของการออกแบบแสงในยุคสมัยใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม และความหลากหลาย

project LVD Dong an Lake Sports Park chengdu | Photo: Yi Tang

art4d: ก่อนอื่นเลย ช่วยเล่าถึงเส้นทางและที่มาที่ไปของคุณสู่อาชีพการเป็นนักออกแบบแสงหน่อยได้ไหม

Carla Wilkins: จริงๆ แล้วฉันเรียนจบด้านสถาปัตยกรรม หลังจากเรียนจบก็ได้ไปฝึกงานที่ FISHER MARANTZ STONE (FMS) ในนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะหลังจากนั้นฉันก็ได้ทำงานต่อที่นั่นในตำแหน่งผู้ช่วยโครงการ การทำงานที่ FMS ทำให้ฉันได้เรียนรู้ ‘ภาษา’ ของแสง การคิดเชิงคอนเซ็ปต์ และการเปิดกว้างให้กับไอเดียที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ต่อมาฉันย้ายไปโคโลญจน์เพื่อทำงานกับ Licht Design GmbH หลังจากนั้นก็ได้ร่วมก่อตั้ง Licht Kunst Licht กับ Andreas Schulz และทำงานที่นั่นอยู่สามปี ก่อนจะลาออกไปทำอย่างอื่น

ในปี 1997 ฉันก่อตั้ง Lichtvision ร่วมกับพาร์ตเนอร์อีกสี่คน มันเป็นเหมือนการรวมตัวที่ขยับขยายจากแวดวงมหาวิทยาลัย เรามีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านแสง มีทั้งด็อกเตอร์ด้านแสงประดิษฐ์ แสงธรรมชาติ ระบบควบคุมแสง ตลอดจนการฉายภาพโดยมีแสงเป็นสื่อ (projection) และสื่อภาพ ส่วนฉันก็เอาประสบการณ์การทำงานออกแบบแสงในชีวิตจริงมาผสมผสานกัน จนกลายเป็นการรวมตัวที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีกับงานออกแบบเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่เริ่มต้น Lichtvision เราแบ่งงานออกเป็นสองสายหลักๆ กลุ่มหนึ่งโฟกัสที่ระบบควบคุมและอุปกรณ์ควบคุมแสง ซึ่งต่อมาก็พัฒนาเป็น Lichtvision Technologies โดยเรายังมีสมาชิกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน DALI (Digital Addressable Lighting Interface) มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนอีกกลุ่มจะทำงานด้านการออกแบบแสงและสื่อภาพเป็นหลัก

art4d: เวลาเราพูดถึงสถาปัตยกรรม เรามักจะนึกถึงโครงสร้างและพื้นที่เป็นหลัก คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่า แสงสามารถเปลี่ยนการรับรู้ต่อสถาปัตยกรรมได้อย่างไร

CW: นี่เป็นคำถามใหญ่มาก ฉันคิดว่าถ้าเราจะพูดเรื่องการออกแบบแสง เราทุกคนต่างก็เคยสัมผัสมันในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่กลางแจ้ง ภูมิทัศน์ที่ออกแบบมาอย่างดี หรือแม้แต่สวนสาธารณะ สำหรับพื้นที่ภายนอก เรามักพูดถึง dark sky approach หรือแนวคิดการออกแบบแสงที่ทำให้เรายังมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ แต่สำหรับพื้นที่ภายใน มันเป็นอีกประเด็นหนึ่งเลย เพราะมันจะเกี่ยวข้องกับการใช้งาน ความสบาย ความเป็นมิตร การสร้างบรรยากาศ เรื่องราวของพื้นที่ รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

ในแง่ของภายนอก การออกแบบแสงบนตัวอาคารคือการช่วยให้สถาปัตยกรรมแสดงตัวตนของมันให้ออกมาดูดีที่สุด สร้างความปลอดภัย และเล่าเรื่องราวของอาคารนั้นด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเกิดจากการเข้าใจทั้งลูกค้าและสิ่งที่สถาปัตยกรรมต้องการสื่อสารออกมาในบริบทเมือง สำหรับฉัน แสงคือสิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าหากัน คุณสามารถเล่าเรื่องราวต่อเนื่องจากภูมิทัศน์ สู่ตัวอาคาร แล้วไหลลื่นเข้าสู่พื้นที่ภายใน มันเหมือนการสร้างการเดินทางของประสบการณ์ ที่มีทั้งบรรยากาศ ความรู้สึก การใช้งานที่ถูกต้อง และองค์ประกอบการออกแบบอื่นๆ ของทั้งสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์มาประสานกันอย่างลงตัว

  • project LVD Blue Cinema Chur | Photo: Ingo Rasp-Dachkino

art4d: เรารู้กันดีว่าการออกแบบแสงคือเรื่องของประสบการณ์และความรู้สึก แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ยังเป็นเรื่องของเทคนิคและเทคโนโลยีด้วย เรียกได้ว่าเป็นสองด้านของการออกแบบแสง—ศิลปะและแรงบันดาลใจกับมิติด้านเทคนิคและวิทยาศาสตร์ คุณสร้างสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้อย่างไร?

CW: สำหรับฉัน จุดเริ่มต้นคือการเล่าเรื่อง มันเริ่มจากว่าคุณอยากบอกเล่าอะไรบางอย่าง อยากสร้างประสบการณ์บางอย่าง ส่วนต่อมาก็คือการรู้จักเทคโนโลยี หรือการมองเห็นว่าเทคโนโลยีใดที่จะช่วยขับเน้นเรื่องราวนั้นให้ไปได้ไกลที่สุด เพราะฉะนั้นการมีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีจึงสำคัญมาก แต่ถ้าต้องการให้มันล้ำ หรือเหนือชั้นไปจริงๆ บางครั้งก็ต้องกล้าที่จะผลักดันขอบเขตของเทคโนโลยีออกไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่ควรยึดไว้เสมอคือเรื่องราวและแนวคิดหลัก ซึ่งเทคโนโลยีจะเข้ามาเสริมเพื่อทำให้มันสมบูรณ์ที่สุด

art4d: จะพูดได้ไหมว่าเทคโนโลยีกับการออกแบบเป็นสิ่งที่ต่างก็ผลักดันกันและกัน เทคโนโลยีทำให้งานออกแบบก้าวไปข้างหน้า และในเวลาเดียวกัน งานออกแบบก็ผลักให้เทคโนโลยีก้าวไปอีกขั้นด้วย?

CW: เห็นด้วยเลย มันไม่ได้เป็นการทำงานด้านเดียว แต่ทั้งสองด้านต่างส่งอิทธิพลซึ่งกันและกัน งานออกแบบสามารถผลักดันเทคโนโลยีได้ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็เปิดโอกาสให้เราคิดได้อย่างอิสระหรือได้ทำอะไรที่สนุกมากขึ้น แม้บางครั้งเราจะพูดเล่นๆ ว่ามันไม่ได้ยากหรือซับซ้อนเหมือนสร้างยานอวกาศซะหน่อย แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังขยายขอบเขตของการออกแบบแสงออกไปสู่มิติใหม่ๆ ที่ครอบคลุมประสบการณ์ทางทัศนะในทุกรูปแบบเลย

project LVD Christies | Photo: 1km Studio

art4d: การมาของเทคโนโลยี อย่างเช่นการทำให้ LED มีขนาดเล็กลง ได้เปลี่ยนกระบวนการสร้างสรรค์ของคุณในช่วงสิบปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง และคุณยังเจอข้อจำกัดหรือความท้าทายอะไรอยู่ไหม

CW: ในช่วงเวลากว่า 35 ปีที่ทำงานในวงการ ฉันได้เห็นการปฏิวัติครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้ง ถึงแม้แสงจะยังคงเป็นแสงเหมือนเดิม แต่ขนาด รูปทรง และองค์ประกอบของมันเปลี่ยนไปหมด ทุกวันนี้ LED เปิดโอกาสให้เราทำอะไรได้มากมาย เพราะเรามีเฉดของแสงขาวที่หลากหลาย และสามารถสร้างสีสันต่างๆ ได้ง่ายดายทั้งในสเกล RGB และแสงขาว เทคโนโลยีล่าสุดทำให้เราสามารถออกแบบได้อย่างเรียบง่ายและมินิมัลสุดๆ

แต่ปัญหาคือ เวลาที่เรากำลังเพลิดเพลินกับการสเก็ตช์งานอันสวยงาม เรามักจะลืมไปว่าเบื้องหลัง LED ขนาดเล็กนั้นยังมีไดรเวอร์ที่ต้องติดตั้งและบำรุงรักษาอยู่เสมอ ไม่มีใครอยากเห็นช่องเล็กๆ สวยงามบนเพดานแล้วต้องมีตู้ขนาด 60×60 เซนติเมตร วางข้างๆ เพื่อใช้ซ่อมบำรุงหรอก ดังนั้นความท้าทายที่แท้จริงคืออุปกรณ์ที่ช่วยให้ LED ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันก็มีความต้องการสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม LED ก็ได้เปิดประตูสู่รูปแบบการออกแบบที่แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยทำได้มาก่อนจริงๆ

art4d: ในปัจจุบัน ประเด็นด้านความยั่งยืนถือเป็นหัวข้อสำคัญที่สุดหัวข้อหนึ่งในงานออกแบบร่วมสมัย งานออกแบบแสงมีบทบาทในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?

CW: เราต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเกี่ยวกับทรัพยากรที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ นี่คือหัวข้อหลักที่เราจำเป็นต้องใส่ใจมากๆ ทั้งในแง่ของวัสดุที่เราเลือกใช้ และการคิดต่อไปว่าวัสดุเหล่านั้นสามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างไร นอกจากนี้เรายังต้องระวังเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะการใช้พลังงานไปกับแสงสว่าง คำถามคือ เราจะสามารถประหยัดพลังงานได้โดยไม่สูญเสียความสบายไปด้วยหรือเปล่า ฉันเชื่อว่าความยั่งยืนกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่มีหลายมิติ ไม่ใช่แค่เชิงเทคนิค แต่ยังรวมไปถึงมิติที่เกี่ยวข้องกับผู้คนโดยตรง ทั้งในด้านความเป็นอยู่ที่ดี การสร้างประสิทธิภาพที่เหมาะสม และที่สำคัญคือการแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งแวดล้อมของเรา

project LVD Hyundai Mokdong Seoul | Photo: CMK mokdong

art4d: ถ้ามองจากมุมของความยั่งยืน จะเห็นได้ว่ามีสองประเด็นหลักคือ เรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน (well-being) และเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน แต่ก็ยังมีรูปแบบอื่นของความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติด้วย เช่น ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต หลายประเทศมีกฎหมาย dark sky policy ออกมาใช้บังคับ คุณคิดว่าในอนาคต งานออกแบบแสงควรรับมือกับประเด็นนี้อย่างไร?

CW: สำหรับฉัน ความยั่งยืนไม่เคยหมายถึงแค่เรื่องของประสิทธิภาพหรือวัสดุเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมทั้งหมดรอบตัวเรา ซึ่ง dark sky approach ก็เป็นแนวคิดที่ดีมาก เราจำเป็นต้องมองไปที่ทุกพื้นที่ในสิ่งแวดล้อมของเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรือกำลังออกแบบที่ใดก็ตาม และนี่แหละคือหัวใจของการถกเถียงในตอนนี้ บ่อยครั้งที่เรามักจะมองเรื่องนี้จากเพียงด้านเดียว เช่น การคำนึงถึงสิ่งมีชีวิตบางชนิด พืช หรือสัตว์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ ฉันเคยเห็นแนวทางบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าบทบาทของมนุษย์ถูกลดความสำคัญลงไป แต่ในความเป็นจริง มนุษย์เองก็มีความต้องการพิเศษ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน

คำถามก็คือ มันดีต่อสิ่งมีชีวิตเพียงบางกลุ่มเท่านั้นหรือเปล่า และเรากำลังสูญเสียความสบายหรือความรู้สึกปลอดภัยของมนุษย์ไปหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่กฎตายตัว แต่มันต้องมีความสมดุล ฉันคิดว่าเรามีความรู้จากทั้งงานวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับมนุษย์ พืช และสัตว์ ซึ่งทั้งหมดนี้ควรถูกรวมเข้าด้วยกัน แล้วหาจุดสมดุลอย่างชาญฉลาดและมีวิจารณญาณ

art4d: ทุกอย่างคือเรื่องของสมดุล

CW: ถูกต้อง

project LVD Augustinus-Bader | Photo: Augustinus Bader

art4d: เมื่อกี้เราพูดถึงสองสิ่งมีชีวิต คือมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นบนโลก นั่นคือ AI คุณคิดว่า AI จะมีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้อย่างไร?

CW: ถ้าฉันมีคำตอบทองคำว่าเราควรจัดการกับ AI อย่างไร ฉันคงได้เปลี่ยนไปทำธุรกิจอย่างอื่นแล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะนี่เป็นคำถามที่ทุกคนกำลังหาคำตอบอยู่เหมือนกัน ฉันมองว่าเรายังอยู่ท่ามกลางกระบวนการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือการมอง AI เป็นเครื่องมือที่ทำงานกับฐานข้อมูล แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรักษาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของเราไว้ เพราะมีโอกาสที่เราจะยอมรับคำตอบจาก AI โดยไม่ตั้งคำถาม ซึ่งจริงๆ แล้ว AI ได้เปลี่ยนแปลงนักออกแบบและนักสร้างสรรค์ไปไม่น้อยแล้ว

เวลาที่เราใช้ AI สิ่งที่ต้องจำไว้เสมอคือ มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากและช่วยเราประหยัดเวลาได้มหาศาล ปัญหาคือ หลายคนอาจจะมองว่ามันแก้ได้ทุกอย่าง แค่ ‘สั่งแล้วก็เสร็จ’ แต่ไม่ใช่เลย มันเป็นเพียง ‘ตัวเลือก’ เท่านั้น AI มอบทางเลือกให้เรา และเราต่างหากที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าทางเลือกไหนที่ถูกต้องหรือต้องปรับแก้ สำหรับฉัน AI ควรถูกมองว่าเป็นเครื่องมือ เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เราทุกคนเรียนรู้ได้ แต่บางครั้งการกลับไปศึกษาอย่างจริงจัง หรือมองออกไปให้ไกลกว่าสิ่งที่ AI เสนอมา ก็ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเสมอ

AI เปิดประตูไว้ให้เกิดช่วงเวลาที่น่าประหลาดใจได้จริง แต่ความรู้สึกของฉันตอนนี้คือ AI กลับจำกัดทางเลือกของความคิดสดใหม่บางอย่างที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งอาจสร้างผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย ที่เกิดจากการคิดนอกกรอบจริงๆ เพราะฐานข้อมูลของมันถูกสร้างมาจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ในขณะที่ธรรมชาติของมนุษย์คือประสบการณ์ที่แตกต่างกันและการเชื่อมโยงของเส้นประสาทในสมอง บางครั้งไอเดียดีๆ เกิดจากการโยงสองสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเข้าด้วยกัน แต่นั่นกลับสร้างสิ่งใหม่ขึ้นได้จริงๆ ดังนั้น สำหรับฉันในฐานะนักออกแบบ ช่วงเวลาที่ทำให้ประหลาดใจเหล่านั้น ซึ่งอาจไม่จริงจังนักและมักพาไปสู่ความสนุก คือสิ่งที่สร้างความแตกต่าง ถ้าคุณเริ่มคุยเรื่องความสนุกกับ AI ก็เป็นการฝึกคิดที่น่าสนใจดี สำหรับฉัน มันควรจะต้องยังคงมีช่วงเวลาที่มีความละเมียดละไมเปี่ยมเสน่ห์ เต็มไปด้วยจินตนาการและความรู้สึก เหมือนเวลาที่เราอ่านบทกวีสักบทอยู่ ซึ่งในตอนนี้ฉันยังไม่เห็นว่า AI สามารถมอบสิ่งนั้นได้

art4d: เหมือนกับว่า AI สามารถมอบทางเลือกให้เราได้ แต่ในฐานะนักออกแบบ เราต่างหากที่มีหน้าที่สำคัญในการเลือกว่าจะเดินไปตามทางเลือกไหน

CW: ฉันคิดว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องใช้เวลามากมายกับการอ่านทั้งนิตยสาร หนังสือ และค้นหาข้อมูลอ้างอิงต่างๆ เพื่อสร้างภาพคร่าวๆ ของเส้นทางการออกแบบที่เราอยากเดินไป มันช่วยให้เราได้มีแรงบันดาลใจนะแต่ในขณะเดียวกัน เราก็ควรเปิดใจต้อนรับช่วงเวลาที่ไม่คาดคิด ที่อาจจะเกิดจากการเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลยเข้าไว้ด้วยกัน

project LVD Blue Cinema Chur | Photo: Ingo Rasp

art4d: ในฐานะที่ Lichtvision เป็นบริษัทระดับโลก คุณช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมว่าการทำงานออกแบบแสงในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลางแตกต่างกันอย่างไร

CW: สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ต่างกันก็คือ เรากำลังทำงานออกแบบแสงในบริบททางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน กับแต่ละภูมิภาคเราก็พยายามที่จะเชื่อมโยงงานเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรม ฉันเรียกสิ่งนี้ว่า cultural intelligence หรือความฉลาดทางวัฒนธรรม มันต้องสัมพันธ์กับจิตวิญญาณของพื้นที่นั้นๆ ในอีกด้านหนึ่ง ลูกค้าเองก็แตกต่างกันออกไป พวกเขามีทัศนคติ ระดับการศึกษา และพื้นเพที่ไม่เหมือนกัน

อย่างเช่น คนเยอรมันขึ้นชื่อเรื่องความตรงไปตรงมาและความแม่นยำ ขณะที่ในภูมิภาคอื่นๆ กระบวนการตัดสินใจอาจเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลมากกว่า ลูกค้าอยากเห็นตัวเลือก ทำความเข้าใจ และเลือกอย่างมั่นใจ ดังนั้นถ้าคุณทำงานในระดับนานาชาติ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิธีที่ผู้คนปฏิสัมพันธ์กัน

คุณต้องเคารพสิ่งเหล่านั้น และอย่ามองข้ามที่มาของตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบุคลิก แต่สิ่งสำคัญคือการให้เกียรติและเปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นๆ พร้อมทั้งหาหนทางที่จะเข้าใจมันอย่างเชิงรุก สำหรับฉัน การได้ทำงานในระดับนานาชาติทำให้ฉันมองโลกกว้างขึ้นจริงๆ และยังพัฒนาทักษะความเป็นมนุษย์ของฉันไปพร้อมกันด้วย

art4d: คำถามสุดท้าย คุณคิดว่าในอนาคต งานออกแบบแสงจะก้าวไปไกลกว่าประสบการณ์ทางสายตา กลายเป็นประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ (immersive experience) หรือไม่

CW: สำหรับฉัน ประสบการณ์แบบ immersive มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นเรื่องของอนาคต คำถามที่แท้จริงคือ มันจำเป็นต้องเกิดขึ้นในทุกที่หรือเปล่า

อย่างเช่น ในที่ทำงาน เราจำเป็นต้องมีประสบการณ์แบบ immersive ในทุกระดับจริงหรือ? ฉันไม่แน่ใจนัก อาจขึ้นอยู่กับลักษณะงานและสถานที่ แต่สำหรับพื้นที่สาธารณะ ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่มีพื้นที่หรือช่วงเวลาเหล่านี้ เพราะถ้าทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็น immersive ไปเสียหมด เราก็อาจจะหมดความสนใจไปเลยก็ได้ ในแง่ของเศรษฐศาสตร์แห่งความสนใจ และลำดับชั้นของจุดโฟกัส ฉันเชื่อว่าประสบการณ์แบบ immersive ควรเป็นสิ่งที่เราตั้งใจแสวงหา สิ่งที่เราเข้าร่วมและสัมผัสในฐานะ ‘ช่วงเวลาพิเศษ’ และจริงๆ ตอนนี้มันก็ได้เกิดขึ้นแล้วกับงานออกแบบหลายๆ งาน

project LVD Dong an Lake Sports Park chengdu | Photo: Yi Tang

lichtvision.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *