ถอดรหัส Taipei Fashion Week 2.0 ผ่านบทสัมภาษณ์ของ ซู หวัง เมื่อแฟชั่นจะไม่ได้อยู่แค่บนรันเวย์ แต่กลายเป็นระบบนิเวศที่ยืดหยุ่น
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF TAIPEI FASHION WEEK
(For English, press here)
ไต้หวัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ฐานการผลิตเครื่องนุ่งห่มของโลก’ กำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่อย่างเต็มตัวในฐานะ ‘สตูดิโอสร้างสรรค์แห่งเอเชีย’ โดยเฉพาะในปีที่เก้าของ Taipei Fashion Week ที่มาพร้อมการปรับทิศทางสู่เวอร์ชัน 2.0 ซึ่งให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ทางแฟชั่นในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และกระแสความยั่งยืนที่ก้าวไปไกลกว่าการนำเสนอเสื้อผ้าบนรันเวย์

เราได้รับเกียรติจาก ซู หวัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งไต้หวัน ที่มาร่วมถอดรหัสแนวคิดเบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ตั้งแต่การทลายกำแพงระหว่างนักออกแบบกับอุตสาหกรรมสิ่งทอ การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ไปจนถึงการนิยาม ‘อัตลักษณ์แฟชั่นไต้หวัน’ บนเวทีโลก ในฐานะอัตลักษณ์ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลิตจำนวนมาก หากแต่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างสรรค์ที่มีความหมายและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนใน Taipei Fashion Week ที่จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

art4d: Taipei Fashion Week กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่เก้า พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่เวอร์ชัน 2.0 ท่ามกลางอุตสาหกรรมแฟชั่นโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และการแข่งขันที่เข้มข้นจากเมืองแฟชั่นอย่างโตเกียว โซล และเซี่ยงไฮ้ กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันมองบทบาทของ Taipei Fashion Week ใหม่อย่างไร และแนวคิดสำคัญเบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คืออะไร?
Sue Wang: ตลอดแปดปีที่ผ่านมา เราได้เห็นอุตสาหกรรมแฟชั่นโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ผู้คนเริ่มกลับมาตั้งคำถามว่าคุณค่า ‘ที่แท้จริง’ ของแฟชั่นคืออะไร แม้ไต้หวันอาจก้าวเข้าสู่เวทีนานาชาติช้ากว่าบางประเทศ แต่เราก็ได้บ่มเพาะอุตสาหกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง และวันนี้มันกำลังผลิบานอย่างแท้จริง เรามองว่าปี 2026 คือ ‘ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน’ ของเรา หรือที่เราเรียกว่า Taipei Fashion Week 2.0 เพราะแฟชั่นเป็นสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เราจึงตระหนักว่า หากต้องการนำเสนอวัฒนธรรม งานออกแบบ และพลังขับเคลื่อนของไต้หวันบนเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ Taipei Fashion Week ก็ไม่อาจหยุดอยู่กับรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป
หัวใจของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือการขยับจาก ‘การจัดอีเวนต์’ ไปสู่ ‘การสร้างแพลตฟอร์ม’ นี่ไม่ใช่เพียงการจัดแฟชั่นโชว์ให้น่าประทับใจในแต่ละฤดูกาลอีกต่อไป แต่เป็นการสร้างระบบที่ครบวงจร เพื่อสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ เราจึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Taiwan Design Research Institute (TDRI) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของพวกเขาในด้านการบูรณาการอุตสาหกรรมและการสนับสนุนด้านการออกแบบ เราต้องการเชื่อมโยงทรัพยากรทั้งหมดของไต้หวันเข้าด้วยกัน ทั้งรากฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง และศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ทรงพลัง เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงในการผลักดันอัตลักษณ์การออกแบบอันเฉพาะตัวของเราไปสู่ประชาคมแฟชั่นนานาชาติ


ในเชิงกลยุทธ์ เราตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะดึงจุดสนใจกลับมาสู่แบรนด์อย่างเต็มที่ ปีนี้เราแม้กระทั่งยกเลิกโชว์เปิดงานในรูปแบบเดิม เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักออกแบบแต่ละคนได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองอย่างเต็มที่บนเวทีของตัวเอง เรามองเห็นว่าเทคโนโลยีและความยั่งยืน อันเป็นสองเสาหลักของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ กำลังเปลี่ยนแปลงทุกมิติของแฟชั่น ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบริโภค การให้ความสำคัญกับสองประเด็นนี้จึงเป็นการวางระบบอุตสาหกรรมที่มีมิติและเป้าหมายชัดเจน เพราะเราเชื่อว่า รูปแบบของรันเวย์อาจถูกทำซ้ำได้โดยใครก็ได้ แต่ระบบอุตสาหกรรมที่แข็งแรงและมีรากฐานจริงนั้น ไม่อาจลอกเลียนได้ง่าย
เมื่อเทียบกับศูนย์กลางแฟชั่นอย่างโตเกียว โซล หรือเซี่ยงไฮ้ เราไม่ได้พยายามเดินตามเส้นทางที่มีอยู่แล้ว หากแต่กำลังต่อยอดจากจุดแข็งเฉพาะของไต้หวัน นั่นคือการผสานกันของสิ่งทอคุณสมบัติพิเศษ (functional textile) และสิ่งทอที่ยั่งยืน (sustainable textile) ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และการเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม เราได้เห็นอุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตอย่างเฟื่องฟูในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก และตอนนี้ถึงเวลาของเราที่จะนิยามสิ่งที่ไต้หวันมี และในท้ายที่สุด เรากำลังสร้างระบบที่มีเอกลักษณ์และไม่อาจแทนที่ได้ ซึ่งสามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณที่แท้จริงของไต้หวันออกมาอย่างชัดเจน
art4d: ในฤดูกาลนี้ Taipei Fashion Week ได้ยกเลิกโชว์เปิดงานในรูปแบบเดิม และนำเสนอรูปแบบใหม่ๆ ทั้งพรีเซนเทชั่น อีเวนต์ ไลฟ์สตรีม และตลาดที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม การขยับไปสู่การสร้างความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างแบรนด์กับผู้ชมเช่นนี้ จะเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับนักออกแบบและแบรนด์ไต้หวันบ้าง?
SW: ฤดูกาลนี้ เราปรับรูปแบบการจัดงานอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการนำเสนอ 18 โชว์ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งพรีเซนเทชั่นและอีเวนต์ต่างๆ หัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีอยู่ประเด็นเดียว คือการคืนอำนาจในการเล่าเรื่องให้กับนักออกแบบ เราเชื่อว่ารันเวย์แบบเดิมไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการสื่อสาร การใช้สื่อและรูปแบบที่หลากหลายช่วยให้แบรนด์ถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อการทำให้ผู้ชมในระดับนานาชาติเข้าใจแบรนด์นั้นๆ อย่างแท้จริง ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญสำหรับนักออกแบบไต้หวันจำนวนมาก ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการตัดเย็บอันประณีตและการสร้างแพทเทิร์นที่ซับซ้อน เพราะหลายแบรนด์ให้ความสำคัญกับฝีมือเชิงช่างมากกว่าการผลิตจำนวนมาก อีเวนต์และพรีเซนเทชั่นที่ออกแบบอย่างตั้งใจเหล่านี้จึงกลายเป็นเวทีที่เหมาะสมในการสื่อสารรายละเอียดของงานฝีมืออันพิถีพิถันไปยังทั้งผู้ซื้อและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม

นอกเหนือจากโชว์ในพื้นที่จริง เรายังใช้เครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วยขยายขอบเขตของการเข้าถึง และลดข้อจำกัดของจำนวนที่นั่งในรูปแบบเดิม แทนที่จะมีเพียงโชว์เปิดงานหนึ่งโชว์ เราสร้างไลฟ์สตรีมโชว์เคสที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมทั่วโลกได้สัมผัสพลังของงานไปพร้อมกัน โดยไม่ถูกจำกัดด้วยระยะทางหรือภูมิศาสตร์ เรายังเปิดตัว ‘Editor’s Pick’ market ซึ่งเป็นพื้นที่คัดสรรแบรนด์ 18 แบรนด์จากหลากหลายหมวดหมู่ ออกแบบให้มีบรรยากาศเสมือนนิตยสารแฟชั่นที่มีชีวิต ที่นี่ ผู้ชมสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับรายละเอียดของงาน สัมผัสวัสดุ และแม้แต่ซื้อชิ้นงานได้โดยตรง ความสำเร็จของพื้นที่นี้คือการเปลี่ยนแฟชั่นจากภาพโชว์อันไกลตัว ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ดื่มด่ำและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้มากขึ้น
เป้าหมายสูงสุดของเราคือการเชื่อมช่องว่างระหว่างโมเดล B2B และ B2C สำหรับแบรนด์ไต้หวัน การสร้างฐานผู้ชมในประเทศให้แข็งแรงถือเป็นบันไดขั้นสำคัญก่อนก้าวออกสู่เวทีโลก เราต้องการให้ Taipei Fashion Week เป็นแพลตฟอร์มที่พาทุกคนเข้ามาเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมไปจนถึงสาธารณชนทั่วไป หากรันเวย์คือพื้นที่ที่นำเสนอความฝัน แพลตฟอร์มใหม่นี้ก็คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเกิดขึ้นได้จริง เมื่อการบริโภคกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วม แฟชั่นก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ชื่นชมและสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ ในฐานะประสบการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน

art4d: ฤดูกาลนี้ยังมีการเปิดตัวอัตลักษณ์ภาพ (Visual identity)ใหม่ หรือ VI 2.0 ซึ่งพัฒนาขึ้นจากแนวคิดเรื่อง ‘จุดบรรจบ’ (Intersection) และ ‘การนำเสนอ’ (Presentation) ในยุคที่ถูกกำหนดโดย AI และคอนเทนต์ดิจิทัล ภาษาทางภาพใหม่นี้สะท้อนจิตวิญญาณร่วมสมัยและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแฟชั่นไต้หวันสู่สายตาโลกอย่างไร
SW: VI 2.0 เป็นมากกว่าเพียงการปรับภาพลักษณ์ใหม่ เพราะยังสะท้อนถึงการนิยามบทบาทของ Taipei Fashion Week ขึ้นใหม่ในระดับพื้นฐาน จากเดิมที่เป็นเพียงอีเวนต์ ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ตั้งใจสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์อย่างจริงจัง ผ่านแนวคิดหลักอย่าง ‘Intersection’ และ ‘Presentation’ สะท้อนลักษณะทางวัฒนธรรมของไต้หวันที่หลากหลาย ผสมผสาน และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในการออกแบบเราเลือกใช้องค์ประกอบที่เป็นเส้นสาย เรียบง่าย และอยู่ในโทนขาวดำ โดยพัฒนาจากตัวอักษร T และ F เพื่อสร้างกรอบที่เปิดกว้างอย่างตั้งใจ และหลีกเลี่ยงการใช้สีสันที่อาจเข้ามาบดบังสิ่งอื่น ความเรียบง่ายนี้ทำให้แก่นแท้ของนักออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ผลงาน หรือเรื่องราวของพวกเขา กลายเป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในทุกพื้นที่ของงาน เราไม่ได้ต้องการนิยาม ‘สไตล์ไต้หวัน’ ให้ตายตัวเป็นแบบใดแบบหนึ่ง แต่ต้องการรักษาอัตลักษณ์นี้ให้ยืดหยุ่นพอที่จะสะท้อนบทสนทนาที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาระหว่างเมือง อุตสาหกรรม และเสียงสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ท้ายที่สุด ภาษาทางภาพนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อกำหนดรูปลักษณ์ของแฟชั่นไต้หวัน หากแต่เพื่อสร้างเวทีระดับโลกที่เปิดให้พลังสร้างสรรค์ของแฟชั่นไต้หวัน ซึ่งกำลังก่อตัวและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้เข้าไปสนทนากับโลกอย่างเต็มที่

art4d: ไต้หวันเป็นที่รู้จักจากศักยภาพอันแข็งแกร่งด้าน สิ่งทอคุณสมบัติพิเศษ (functional textile) และสิ่งทอที่คำนึงถึงความยั่งยืน (sustainable textile) ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่เวอร์ชัน 2.0 กระทรวงวัฒนธรรมจะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเริ่มต้นเร็วขึ้นระหว่างนักออกแบบกับอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างไร และสิ่งนี้จะช่วยให้แบรนด์ไต้หวันแข่งขันบนเวทีโลกได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างไร?
SW: ไต้หวันมีรากฐานทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด โดยเฉพาะในด้านสิ่งทอ ในฐานะผู้ส่งออกสิ่งทอรายใหญ่อันดับแปดของโลก ด้วยมูลค่าการผลิตต่อปีราว 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เราเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เรามองเห็นช่องว่างสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ แม้สิ่งทอคุณภาพสูงของเราจะถูกส่งออกไปยังแบรนด์ระดับโลกมากมาย แต่นักออกแบบท้องถิ่นกลับไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรระดับโลกเหล่านี้มากเท่าที่ควร ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 2.0 บทบาทของเราจึงเป็นการเชื่อมช่องว่างนี้อย่างตั้งใจ ด้วยการนำศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอต้นน้ำมาบรรจบกับแบรนด์ดีไซน์ปลายน้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังเสนอภาพของวิถีชีวิตในอนาคต ผ่านการผสานความยั่งยืน เทคโนโลยี และการเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสามประเด็นสำคัญในระดับโลก และเป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจอย่างแท้จริงบนเวทีนานาชาติ

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ เราได้วางแนวทางเชิงกลยุทธ์ไว้สองด้าน ด้านแรกคือการเปิดทางให้นักออกแบบเข้าถึงวัสดุเฉพาะทางได้โดยตรง เช่น ‘Inland Terry’ ซึ่งเป็นผ้าคุณสมบัติพิเศษคุณภาพสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และผลิตโดยผู้ผลิตภายในประเทศของเรา ด้านที่สองคือการเปิดทรัพยากรจากสถาบันวิจัยสิ่งทอของไต้หวัน ให้นักออกแบบสามารถนำตัวอย่างผ้าและแพทเทิร์นขั้นสูงไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานกูตูร์ได้ ตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือนี้ปรากฏให้เห็นในพิธีเปิดงาน เมื่อรองประธานาธิบดี เซียว เหม่ยฉิน สวมชุดสูทค็อกเทลที่ออกแบบโดย C-JEAN และตัดเย็บจากสิ่งทอคุณสมบัติพิเศษของไต้หวัน สิ่งนี้แสดงให้โลกเห็นว่า จุดแข็งทางอุตสาหกรรมของเราในด้านความสบายในการสวมใส่และการตอบโจทย์การใช้งานจริง สามารถแปรเปลี่ยนเป็นศักยภาพการแข่งขันในแฟชั่นระดับสูงได้อย่างกลมกลืน
นอกจากนี้ เรายังเปิดตัวโครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อตอบสนองความต้องการของแบรนด์ต่างๆ ได้ตรงจุดมากขึ้นผ่านระบบให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว โครงการนี้ให้การสนับสนุนอย่างเฉพาะเจาะจง ทั้งในด้านการผลิต การตลาด และการขยายตัวสู่ต่างประเทศ พร้อมดึงทรัพยากรข้ามสาขาเข้ามาช่วยเสริมความเชื่อมโยงระหว่างนักออกแบบกับอุตสาหกรรมสิ่งทอเทคโนโลยี ท้ายที่สุด เราต้องการให้ Taipei Fashion Week ก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงผลงาน โดยต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรเชิงบวก ที่การสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมสามารถผลักดันการเติบโตในระยะยาวได้จริง การใช้เครื่องมือดิจิทัลควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเช่นนี้ จะทำให้ศักยภาพทางอุตสาหกรรมของไต้หวันถูกขยายพลังอย่างเต็มที่ และยกระดับความสามารถไปสู่การแข่งขันของแบรนด์บนเวทีโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

art4d: นักออกแบบรุ่นใหม่จำนวนมากมักเผชิญความท้าทายเมื่อต้องก้าวจากการทำงานบนฐานของความคิดสร้างสรรค์ล้วนๆ ไปสู่การบริหารแบรนด์ โดยเฉพาะในด้านธุรกิจและการเติบโต กระทรวงวัฒนธรรมมีแนวทางสนับสนุนนักออกแบบในการสร้างแบรนด์ที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยยังรักษาอัตลักษณ์ทางความคิดสร้างสรรค์ของตนเองไว้อย่างไร?
SW: เราตระหนักดีว่านักออกแบบรุ่นใหม่จำนวนมากต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญเมื่อก้าวจากการทำงานสร้างสรรค์ไปสู่การสร้างแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจได้จริง แม้ความคิดสร้างสรรค์จะเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดของพวกเขา แต่การบริหารธุรกิจต้องอาศัยทักษะอีกชุดหนึ่ง ตั้งแต่การจัดการระบบปฏิบัติการ การจัดหาวัสดุและผ้า ไปจนถึงการพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ 2.0 เราจึงนำระบบโค้ชและเมนเทอร์ที่มุ่งแก้ปัญหาเป็นหลักเข้ามาใช้ แทนที่จะให้คำแนะนำแบบกว้างๆ เราจับคู่นักออกแบบกับเมนเทอร์ที่เหมาะสม เพื่อให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวและปรับให้ตรงกับความท้าทายในการดำเนินงานของแต่ละแบรนด์ เราเชื่อว่า แม้ความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบจะเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ แต่โมเดลธุรกิจที่แข็งแรงก็จำเป็นไม่แพ้กัน หากแบรนด์จะอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว

เพื่อให้การเติบโตนี้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน การสนับสนุนของเราจึงไม่ได้สิ้นสุดลงภายในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ของ Taipei Fashion Week เมนเทอร์เหล่านี้จะยังคงทำงานร่วมกับนักออกแบบต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะเรามุ่งมั่นต่อแนวทางระยะยาวที่ช่วยให้อาชีพของพวกเขาเติบโตได้อย่างแท้จริง เรายังบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายสาขา เพื่อช่วยให้แบรนด์สร้างรากฐานที่มั่นคง โดยคาดว่าผลลัพธ์จากความพยายามเหล่านี้จะเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ฤดูกาล SS27 หรือ Spring/Summer 2027 ในเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป จุดสนใจของเรายังคงอยู่ที่ตัวตนและแนวทางสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มากกว่าการผลิตจำนวนมาก โดยเปิดรับแนวโน้ม ‘Micro-tailoring’ หรือการออกแบบและตัดเย็บแบบเฉพาะบุคคลในสเกลเล็ก รวมถึงการออกแบบที่มีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนและทลายข้อจำกัดในการดำเนินงาน
ท้ายที่สุด เราเชื่อว่าบทบาทของภาครัฐต้องไม่เป็นเพียงผู้ยืนอยู่เหนืออุตสาหกรรมเพื่อกำกับควบคุม แต่คือการยืนเคียงข้างเพื่อสนับสนุน ซึ่งจะทำให้คุณค่าที่แท้จริงของนโยบายอยู่ที่การช่วยให้ผู้สร้างสรรค์เดินทางไปได้ไกลขึ้น โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนตาข่ายนิรภัยที่ช่วยให้พวกเขายืนอยู่บนความเป็นจริงได้อย่างมั่นคง ก่อนจะก้าวออกไปสู่เวทีโลก ด้วยการผลักดันการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งนี้ ซึ่งทำให้เทคโนโลยีและแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่มั่นคงมาบรรจบกับอัตลักษณ์ทางความคิดสร้างสรรค์ เรากำลังสร้างเงื่อนไขให้นักออกแบบไต้หวันไม่เพียงแต่กล้าที่จะฝัน แต่ยังสามารถเติบโตและยืนหยัดได้จริงในระบบนิเวศแฟชั่นโลกที่มีการแข่งขันสูง

art4d: เมื่อมองไปข้างหน้าในทศวรรษต่อจากนี้ ในช่วงเวลาที่ไต้หวันยังคงเดินหน้าสร้างระบบนิเวศแฟชั่นให้แข็งแรงยิ่งขึ้น คุณคาดหวังให้แฟชั่นไต้หวันมีบทบาทอย่างไรในระดับโลก และจะพัฒนาอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ซึ่งผสานวัฒนธรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกันได้อย่างไร?
SW: เมื่อมองไปข้างหน้า ฉันเชื่อว่าในยุคที่ AI และคอนเทนต์ดิจิทัลขยายตัวอย่างรวดเร็ว แฟชั่นยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะหนึ่งในวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดที่ผู้คนใช้แสดงตัวตนที่แท้จริงของตนเอง สำหรับไต้หวัน บทบาทของเราบนเวทีโลกจะถูกนิยามจากสองมุมมองสำคัญ ประการแรก เราจะถ่ายทอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีและความยืดหยุ่นในการผลิตของเราเข้าสู่ภาคแฟชั่น การผลิตสิ่งทอระดับโลกของไต้หวัน ซึ่งกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ คือข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประการที่สอง จุดแข็งของเราอยู่ที่ DNA ทางวัฒนธรรมของไต้หวัน ไต้หวันเป็นสังคมที่หลากหลายและเปิดกว้าง เป็นพื้นที่ที่ผู้อพยพ แรงงานข้ามชาติ และชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเหมือนครอบครัว ขณะเดียวกันแต่ละกลุ่มก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์เฉพาะของตนเองไว้ได้ วิธีคิดเช่นนี้คือเหตุผลที่การผลิตจำนวนมากไม่ใช่เป้าหมายของเรา ตรงกันข้าม เราต้องการสนับสนุนให้นักออกแบบใช้ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และภาษา ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่มีพลังและสื่อสารได้ในระดับนานาชาติ
ขณะนี้ Taipei Fashion Week กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากการเป็นเพียงสิ่งที่ ‘ถูกมองเห็น’ ไปสู่การเป็นสิ่งที่ ‘ได้รับการจดจำและยอมรับ’ ความหวังของฉันในทศวรรษข้างหน้าคือการได้เห็น Taipei Fashion Week เติบโตเป็นระบบนิเวศแฟชั่นที่มีความยืดหยุ่นและแข็งแรงอย่างแท้จริง เป็นโครงสร้างที่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองได้ ที่ซึ่งนักออกแบบสร้างสรรค์งานได้อย่างอิสระ แบรนด์เติบโตได้อย่างมั่นคง และวัสดุสามารถถูกแปรเปลี่ยนเป็นภาษาการออกแบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงงานแฟชั่นวีคที่ประสบความสำเร็จ แต่ต้องการสร้างตัวตนของแฟชั่นไต้หวันในระดับโลก เพื่อให้เมื่อผู้คนพูดถึงแฟชั่นไต้หวัน พวกเขาไม่ได้คิดถึงเพียงสิ่งทอหรือการผลิต แต่คิดถึงวิสัยทัศน์ที่เชื่อมวัฒนธรรม เทคโนโลยี ความยั่งยืน และชีวิตประจำวันเข้าด้วยกัน นั่นคือช่วงเวลาที่เราจะสามารถพูดได้อย่างแท้จริงว่าไต้หวันได้สร้างที่ทางของตนเองบนเวทีโลกแล้ว และพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เราสวมใส่ไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง หากแต่สามารถบอกให้โลกรู้ได้อย่างทรงพลังว่าเราเป็นใคร








