สถาปัตยกรรมของ Al-Mujadilah Center and Mosque for Women โดย Diller Scofidio + Renfro ถ่ายทอดการผสานระหว่างขนบมัสยิดแบบดั้งเดิมกับพื้นที่การเรียนรู้ร่วมสมัยสำหรับสตรีมุสลิม
TEXT: PRATCHAYAPOL LERTWICHA
PHOTO: IWAN BAAN EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
ไม่ใช่อาคารโดมกลมล้อมรอบด้วยหอคอยเรียวสูงตามแบบแผน หากแต่เป็นอาคารชั้นเดียวที่กลมกลืนภูมิทัศน์ทะเลทราย ภายใต้หลังคาสีขาวผืนใหญ่ที่เว้าตัวขึ้นราวคลื่นทราย นี่คือ Al-Mujadilah Center and Mosque for Women มัสยิดในกรุงโดฮา (Doha) ประเทศกาตาร์ ที่นำเสนอมัสยิดรูปแบบใหม่ ให้กลายเป็นพื้นที่ร่วมสมัยสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ

พื้นที่กว่า 12 ตารางกิโลเมตร บริเวณชานเมืองฝั่งตะวันตกของโดฮา คือที่ตั้งของ ‘Education City’ เมืองมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และพื้นที่ทางวัฒนธรรม ที่กาตาร์ปลุกปั้นเพื่อสร้างอนาคตใหม่ ที่ไม่พึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพียงอย่างเดียว สถาปนิกชื่อดังระดับนานาชาติได้รับเชิญให้ออกแบบอาคารภายในกันอย่างคับคั่งทั้ง Arata Isozaki, Grimshaw Architects, OMA รวมไปถึง Diller Scofidio + Renfro ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานมัสยิด Al-Mujadilah

แนวคิดของมัสยิดเริ่มต้นจากชีคเคาะห์ มูซา บินต์ นาศิร ประธานมูลนิธิกาตาร์ ที่มองว่าพื้นที่ปฏิบัติศาสนกิจสำหรับผู้หญิงมุสลิมนั้นมีจำกัดและไม่สง่าผ่าเผยเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ผู้ชาย Al-Mujadilah จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะมัสยิดสำหรับผู้หญิงแห่งแรกของโลกมุสลิม เป็นสัญลักษณ์การปฏิรูปมัสยิดให้เปิดกว้าง เป็นมิตร และร่วมสมัย ความพิเศษของ Al-Mujadilah ไม่ได้จบอยู่ที่แนวคิดอันก้าวหน้า แต่ยังอยู่ที่สถาปัตยกรรมที่พลิกภาพมัสยิดรูปแบบเดิม ในขณะที่หลังคาผืนใหญ่วางตัวตามแนวกริดของ Education City ผังอาคารด้านล่างกลับวางตัวตามทิศกิบลัต (Qibla) หรือทิศหันหน้าเวลาละหมาดตามขนบมัสยิดดั้งเดิม ใจกลางอาคารคือคอร์ทล้อมกระจกที่มีต้นมะกอกสองต้นด้านใน เป็นการตีความลานกลางมัสยิดแบบเก่าในรูปแบบร่วมสมัย คอร์ทต้นมะกอกแบ่งพื้นที่ภายในเป็นสองส่วนหลักคือห้องสมุดและโถงละหมาด


โถงละหมาดมีขนาดใหญ่กว่า 875 ตารางเมตร และรองรับผู้ใช้งานได้มากถึง 1,300 คน ปลายตาคือกำแพงหินทราเวอร์ทีนที่มีแนวเว้าสะดุดตาสองแนว ส่วนเว้าหนึ่งคือตำแหน่งของมิมบัร (Minbar) หรือแท่นเทศน์ที่ลดทอนเป็นแผ่นเหล็กสีดำบางเฉียบ อีกแนวเว้าหนึ่งคือมิหร็อบ (Mihrab) ที่ระบุทิศกิบลัต ในขณะที่มัสยิดตามแบบแผนจะประดับประดามิหร็อบให้รุ่มรวยด้วยรายละเอียด ซุ้มมิหร็อบของที่นี่กลับเรียบง่าย แต่ทรงพลังด้วยการเผยอหลังคาเปิดช่องให้แสงธรรมชาติอาบผนังหินอย่างงดงาม พื้นโถงปกคลุมด้วยพรมผืนใหญ่ที่ถักทอด้วยขนแกะนิวซีแลนด์ ลายของพรมเกิดจากการนำลายพรมละหมาดตุรกีมาขยายใหญ่ สร้างจุดพิกเซลเล็กน้อยที่ทำให้พื้นที่อันกว้างขวางไม่เวิ้งว้างจนเกินไป


Photo: DSR
แม้ไม่มีโดมเฉกเช่นมัสยิดทั่วไป แต่อาคารสานต่อความเป็นมัสยิดอย่างแยบยลด้วยผืนหลังคาลูกคลื่นที่ยกตัวขึ้นสูงบริเวณโถงละหมาด และค่อยๆ ลาดลงสู่ห้องสมุดในอีกฝั่ง เกิดเอฟเฟ็กต์ของสเปซโถงละหมาดที่โปร่งโล่ง เหมาะกับการจุคนจำนวนมาก และห้องสมุดที่อบอุ่นเป็นกันเอง บนผืนหลังคาเต็มไปด้วยช่องแสงวงกลมกว่า 5,000 ช่อง ที่ช่องกระจายแสงธรรมชาติเข้าไปภายในอย่างทั่วถึง นุ่มนวล แต่ในขณะเดียวกันก็ลดความร้อนไม่ให้ส่องผ่านจนเกินไป

โถงละหมาดและห้องสมุดคือพื้นที่แกนหลักของอาคาร ที่เกาะเกี่ยวโดยรอบคือพื้นที่อื่นๆ เช่น ห้องเรียน คาเฟ่ ตอบเจตนารมณ์การก่อตั้งมัสยิดที่ไม่ต้องการเป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นแหล่งการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของสตรีมุสลิม ผนังหินทราเวอร์ทีนที่แบ่งกั้นห้องนอกจากจะสร้างบรรยากาศอันผ่อนคลาย ยังทำให้อาคารดูกลมกลืนลงตัวไปกับสภาพภูมิประเทศทะเลทรายด้านนอก

เสียงเรียกละหมาดถูกป่าวประกาศผ่านลำโพงบนหอคอยมินาเร็ต (Minaret) ที่ถูกคิดใหม่ เป็นหอคอยตาข่ายเหล็กโครงสร้าง Tensegrity ที่สูงถึง 39 เมตร ลวดลายตาข่ายเหล็กคล้ายคลึงกับลวดลายฉลุบนองค์ประกอบ mashrabiya หรือระเบียงไม้ในสถาปัตยกรรมโลกอิสลาม เมื่อถึงเวลา ลำโพงที่ติดตั้งภายในจะไต่ขึ้นไปสู่ยอดโดยอัตโนมัติ เปล่งเสียงประกาศให้แผ่วก้องทั่วภูมิทัศน์ที่โอบล้อมด้วยพันธุ์ไม้และเนินทรายที่สร้างความเป็นส่วนตัว กันเสียงรบกวนจากภายนอก


ในเมื่อศรัทธาและสังคมเปลี่ยนไปทุกเมื่อเชื่อวัน Al-Mujadilah ชวนมองสถาปัตยกรรมศาสนาว่าไม่จำเป็นต้องจองจำอยู่กับแบบแผนดั้งเดิม หากแต่สามารถหวนย้อนถึงรากเหง้าความเชื่อ และเปิดกว้างต่อวิถีชีวิตร่วมสมัยได้อย่างงดงามและลงตัว




