ต่อยอดเรื่องราวการเติบโตของ มิ้นท์-กรกนก ตันติสุวรรณนา จากบทบาทนักออกแบบตัวอักษรในไทย สู่สู่สถาบันและสตูดิโอออกแบบฟอนต์ในระดับนานาชาติ | Part 2 Kingdom of the Netherlands
TEXT: PIYAPONG BHUMICHITRA
PHOTO COURTESY OF KORNKANOK TANTISUWANNA
หลังจากทิ้งคำถามและคำตอบสุดท้ายของ Part 1 ด้วยเรื่องของชีวิตการเรียนปริญญาโทที่เนเธอร์แลนด์ของมิ้นท์-กรกนก ตันติสุวรรณนา นักออกแบบตัวอักษรของ Typotheque ผู้ออกแบบ Pristine ฟอนต์ไทย-ละตินที่หน้าตาไม่รู้ว่าควรจับไปอยู่ในหมวดไหนของชนิดตัวอักษร การเรียนและทำงานในประเทศไทยในบทสัมภาษณ์ Part 1 ทำให้รู้จักครึ่งหนึ่งของการเป็นนักออกแบบตัวอักษรของมิ้นท์ไปแล้ว บทสนทนาต่อจากนี้จะเป็นประสบการณ์ลำดับถัดมาของนักออกแบบผู้เต็มไปด้วย energy และ attitude ที่ positive อยู่เสมอ art4d ขอชวนผู้อ่านทำความรู้จักเธอเพิ่มอีกสักนิด ไม่ว่าจะคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมออกแบบกราฟิก เข้าใจอาชีพคนออกแบบตัวอักษรมากน้อยแค่ไหน บทสนทนาที่จะได้อ่านต่อไปนี้จะทำให้คุณเข้าใจได้ว่าทำไมนักออกแบบตัวอักษรชาวไทยคนนี้ถึงได้รับรางวัลสำคัญๆ ของวงการออกแบบตัวอักษร ซึ่งส่วนมากเป็นตัวอักษรละตินมาแล้วหลายรางวัล และล่าสุดรางวัลนักออกแบบหน้าใหม่ในหมวดกราฟิก ดีไซน์ของ Designer of the Year Awards 2025

art4d: ทำไมถึงเลือกเรียนที่ Royal Academy of Art (KABK) The Hague?
MINT: มันมีอยู่ไม่กี่มหาลัยที่มีปริญญาโทเจาะเรื่อง type design โดยตรง แต่ละที่ล้วนมีจุดแข็งของตัวเอง จากที่หาข้อมูลมามิ้นท์คิดว่าที่นี่น่าจะเหมาะกับเราที่สุดแล้ว มิ้นท์ยื่นพอร์ตโฟลิโอไปครั้งแรกคือปี 2022 (22-23) แล้วมิ้นท์ก็ไม่ติด เสียใจเวอร์ แต่ไม่เป็นไรเอาใหม่ ยื่นรอบที่สองปี 2023 (23-24) แล้วรอบนี้ได้ เอาจริงๆ รู้สึกว่าตั้งแต่วันแรกๆ ที่เริ่มทำฟอนต์ ตั้งแต่จำความได้ ก็อยากมาเรียนที่นี่แล้ว พยายามที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกเวลางานก็พยายามทำความเข้าใจเรื่องที่ไม่ได้เรียนรู้ที่ทำงาน เช่นพัฒนาสกิลในการวาดด้วยมือ เรียนรู้สไตล์อื่นๆ ที่ไม่ได้วาดที่คัดสรร เพราะคิดว่าวันนึงจะไปเรียนให้ได้ ตั้งใจเตรียมพอร์ตมากๆ ในชีวิตไม่น่าจะเคยตั้งใจทำอะไรขนาดนี้ วันที่เมลมาว่าผลคือได้ ร้องไห้เลยอะ ตอนนั้นตี 2 ก็ร้องอยู่คนเดียวในห้องนอน 555
art4d: การเรียนปริญญาโทต่างจากการทำงาน full time หรือการเรียนที่มหิดลมากน้อยแค่ไหน?
MINT: การเรียนโทต่างจากการทำงานตรงที่ เราทำฟอนต์เหมือนกัน แต่การเรียนไม่มีลูกค้า การเรียนคือการไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับมิ้นท์การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบฟอนต์ทั้งชุด หรือการออกแบบ lettering หรือว่า logo เราออกแบบบนพื้นฐานที่ว่ามันจะต้องใช้ได้จริง มันจะต้องตอบโจทย์ของลูกค้าให้มากที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้ และเอาจริงๆ มิ้นท์ชอบทำสิ่งนั้น มิ้นท์ไม่ได้เป็นศิลปิน มิ้นท์ไม่ได้แค่อยากวาดให้มันสวยในสายตาของเราเฉยๆ หรือวาดเพื่อที่จะแสดงความเป็นตัวเองอะไรทั้งนั้น มิ้นท์เป็นนักออกแบบ มิ้นท์ออกแบบเพื่อสื่อสารแบรนด์ของลูกค้า ออกแบบเพื่อแก้ปัญหา ออกแบบเพื่อให้คนที่มาจ้างใช้งานได้จริง มิ้นท์ชอบการที่แต่ละโปรเจกต์มีโจทย์ที่ชัดเจน แต่การเรียนมันไม่ใช่ การเรียนคือการเติมความรู้ใหม่ การเรียนคือการตั้งคำถามต่อความรู้ที่มีอยู่และเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง การเรียนคือการพัฒนาความสามารถที่มี การเรียนคือการได้รายล้อมไปด้วยคนเก่งๆ จากหลายๆ ประเทศที่ทำวิชาชีพเดียวกันและได้แบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ต่างคนต่างมีประสบการณ์ที่ต่างกัน ทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น

art4d: มาทำงานประจำกับ Typotheque ได้ยังไง ถึงตอนนี้ทำมาแล้วกี่ปี เล่าให้ฟังหน่อย
MINT: จนถึงตอนนี้ทำมาเกือบจะปีแล้วค่ะ ช่วงที่มิ้นท์กำลังเรียบจบ เรามี Final Presentation กัน พอเสร็จแล้ว Peter Biľak* ก็ถามว่าแพลนเธอต่อจากนี้เป็นยังไง มิ้นท์ก็บอกเค้าไปว่าอยากไปเที่ยวนะ แต่เอาจริงๆ ก็ไม่มีตังค์แล้ว 55555 คงหางานทำก่อน มีตังค์แล้วค่อยไป เค้าก็ถามว่า ideal work situation เธอเป็นยังไง มิ้นท์ก็ตอบเค้าไปตรงๆ ว่าเราอยากทำงานประจำนะ ส่วนตัวมิ้นท์ไม่ได้มีเป้าหมายแบบ โอโหจะต้องโด่งดัง ได้ทำโปรเจกต์กับลูกค้าใหญ่โต เฉยๆ อะ มิ้นท์แค่อยากอยู่ได้จากการทำงานที่ตัวเองรัก Peter ก็ตอบกลับมาว่า We should talk มิ้นท์ก็คิดในใจว่า เอ๊ะ..นี่มันใช่อย่างที่ฉันคิดรึเปล่านะ 555555 แต่ก็ยังไม่กล้า ตื่นเต้นมาก เผื่อมันไม่ใช่ 5555
วันหลังจากที่มิ้นท์รับปริญญาปีเตอร์ก็นัดไปคุยที่สตูดิโอของเค้า พอมิ้นท์ได้รู้ว่าเค้า offer ให้มาทำงานประจำด้วย มิ้นท์ก็ตื้อๆ ไปหลายวันอยู่นะ แบบว่าเราได้งานจริงๆ แล้วหรอ 555 พอเริ่มงานจริงๆ จนถึงวันนี้ก็รู้สึกโชคดีมากๆ เลยค่ะ คิดกลับไป การที่คนๆ นึง (Peter) สนใจจะจ้างเด็กคนนึง แล้วคำถามแรกเกี่ยวกับงานคือ ‘Ideal work situation ของเธอเป็นยังไง อธิบายให้ฟังหน่อย’ มันน่ารักมากๆ เลย เค้าไม่ได้มีภาพว่าเราต้องเป็นยังไง แต่เค้าอยากรู้ว่าเราอยากทำอะไร แล้วดูว่าเรามีแววจะเข้ากันได้ไหมมากกว่า เค้าก็เล่าให้ฟังย้อนหลังว่า ตอนนั้นฟังดูแล้วแพลนเรา align กันพอดี มันน่าจะ work out ได้ดี
*Peter Biľak คือผู้ก่อตั้ง Typotheque และเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่สอนมิ้นท์ที่ Royal Academy of Art (KABK) The Hague

art4d: แล้วทำงานกับสตูดิโอออกแบบฟอนต์ที่ไทยกับที่เนเธอร์แลนด์ เทียบกันแล้วมิ้นท์คิดว่าวิธีการทำงานที่ไหนที่คิดว่าดีกว่า ที่ไหน make sense กว่า?
MINT: ถ้าให้ตอบในแง่ make sense หรือไม่ make sense มิ้นท์รู้สึกว่ามิ้นท์คงตอบไม่ได้ เพราะมิ้นท์เคยทำงานกับแค่สตูดิโอเดียวในไทย และสตูดิโอเดียวในเนเธอร์แลนด์ แล้วจากที่ได้ยินมาแต่ละสตูดิโอก็ฟังดูมี culture ที่ต่างกันมากๆ แต่ถ้าคำถามคือ ทำงานที่ คัดสรรดีมาก กับทำงานที่ Typotheque ต่างกันยังไงอันนี้ตอบได้
อย่างแรกเลยคือภาษา เราเก่งขึ้นมากในการอธิบายสิ่งต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ แต่เราก็เป็นคนไทยเนอะ ต่อให้จะพูดได้ ยังไงการพูดภาษาอังกฤษทุกวันทั้งวัน เม้ามอยระหว่างพักเบรคก็เป็นภาษาอังกฤษ มันก็มีโมเม้นท์ที่เราคิดถึงการเปิด silly fools แล้วทุกคนในออฟฟิศฮัมตาม ต่อมาคงเป็นวัฒนธรรม มันก็ไม่ได้มีอันไหน make sense หรือไม่ make sense มันก็แค่ไม่เหมือนกัน ตอนอยู่ไทยมันมี hierarchy มากกว่า เช่น พี่คนนี้ช่วยดู ช่วยสอนเรา พี่คนนู้นดูพี่คนที่สอนเราอีกที
การทำงานที่นี่ (Typotheque) มันดูแลตัวเองมากกว่า เรามีความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้น ตัดสินใจเองมากขึ้น ตอนอยู่ไทยบ้านมิ้นท์อยู่พัฒนาการ เอาจริงๆ ก็ต้องมีอย่างน้อย 35 นาทีกว่าจะถึงออฟฟิศ (สุขุมวิท 35) เพราะตอนเช้ารถเยอะ บางวันเกือบชั่วโมงก็มี ทั้งที่จริงๆ ระยะทางก็ไม่ได้ไกลมาก ตอนนี้ที่เนเธอร์แลนด์ จากอพาร์ทเม้นท์มิ้นท์ไปออฟฟิศ 210 เมตรถ้วน เอาจริงๆ ตอนอยู่ไทยก็ไม่ได้รู้สึกว่าการขับรถไปครึ่งชั่วโมงเป็นปัญหา เราก็เปิดเพลงร้องเพลงไปเดี๋ยวก็ถึง ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำงานที่ตัวเองรักด้วยการเดินไปทำงาน 2 นาทีถึง

art4d: เล่าให้ฟังตอนที่มิ้นท์ได้ทุน Malee Scholarships 2023 ของ Sharptype ให้ฟังหน่อย
MINT: ตอนยื่นขอทุนนี้คือช่วงที่มิ้นท์ออกมาทำเองเป็นฟรีแลนซ์ ต้องเล่าก่อนว่า Malee Scholarship คือทุนจาก Sharp Type Co. สำหรับนักออกแบบตัวอักษรที่เป็นผู้หญิงที่มาจากชนกลุ่มน้อย (ethnic minority) หรือกลุ่มเชื้อชาติที่ยังไม่ได้รับการเป็นตัวแทนอย่างเพียงพอในวงการออกแบบตัวอักษร ถ้ามิ้นท์จำไม่ผิดเหมือนเค้าจะถามว่าทำไมถึงอยากได้ทุนนี้ รู้สึกจะตอบไปว่า ส่วนตัวมิ้นท์มองว่ามิ้นท์โชคดี ที่มีโอกาสได้ไปเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ต่างประเทศ ซึ่งทำให้มิ้นท์เห็นว่า การสื่อสาร-การเรียนรู้หรือแหล่งข้อมูลเฉพาะทางด้านออกแบบตัวอักษรของประเทศไทยไม่ได้มีเยอะ ไม่ได้มีให้เลือก และไม่ได้เข้าถึงได้ง่าย
มิ้นท์อยากทำให้การเรียนรู้เรื่องการออกแบบตัวอักษรมันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น I want to share and make type design more accessible in Thailand, but before I can educate others, I have to educate myself first. ถ้าได้ทุนจะเอาตังค์ไปซัพพอร์ตตัวเองเรียน แล้วจะกลับมาแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เท่าที่เราพอจะทำได้ สุดท้ายได้จริงๆ ด้วยอะ
art4d: ขอทุนมาเรียนเองก่อน แล้วเดี๋ยวจะเอาที่เรียนไปส่งต่อให้คนอื่นที่เรียนด้านนี้ ชอบคำตอบมิ้นท์มาก คือคนให้ทุนก็ต้องเชื่อว่ามิ้นท์เรียนเสร็จจะกลับไปส่งต่อความรู้ที่เรียนมาให้นักเรียนออกแบบตัวอักษรในไทยจริงๆ?
MINT: ต่อยอดมาหลังเรียนจบ ช่วงเดือนกุมภา 2025 ตอนกลับไปกรุงเทพฯ มิ้นท์ได้ติดต่อไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึง พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่ทำสตูดิโอออกแบบ ได้มีโอกาสไปแชร์โปรเจกต์เกี่ยวกับแบบตัวอักษรไทยของ Typotheque และแบ่งปันประสบการณ์การล้มลุกคลุกคลานของตัวเองกับ type design ในรูปแบบ talk และ workshop รวมๆ แล้วประมาณ 10 รอบได้ ทุกคนรอบตัวถามว่าไม่ได้กลับบ้านมาเป็นปี จริงๆ แล้วจำเป็นต้องไปพูดไหม เป็นงานหรอ เอาจริงๆ ไม่ใช่เลยอะ 555555 คือ Peter ไม่ได้ขอให้มิ้นท์ไปทำอะไรเลย มิ้นท์เป็นคนบอกเค้าเองว่ามันเป็นความตั้งใจของมิ้นท์ ตอนเราเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราชอบ type design ก็นึกย้อนไปว่าตอนเรียนมหาลัยอยากให้มีคนมาแชร์ให้เราฟังว่า มันมีสิ่งนี้ด้วยนะ เริ่มยังไง ต่อยอดยังไงได้บ้าง ไม่เก่งสี ไม่เลย์เอ้าท์ ไม่เป็นไรนะ ออกแบบตัวอักษรมันเจ๋งแบบนี้ แบบนู้นนะ
พอไปพูดจริงๆ แล้วมีคนตื่นเต้น มีคนสนใจ เราดีใจมากเลยนะ คือเอาจริงๆ มิ้นท์ไม่ได้รู้สึกว่า ‘โอโห งานมิ้นท์มันโดดเด่นมากเวอร์’ หรืออะไรอย่างนั้นเลยนะ เราแค่ทำเยอะอะ ทำแบบไม่ได้ทำเล่นอะ ทำเยอะแบบทำจนได้เรื่องอะ ทำจริง ทำเยอะ ทำซีเรียส ทำแบบ จะทำให้ป๊าม๊าเห็นให้ได้ว่าเราหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการทำสิ่งที่เรารัก เราอยากทำให้น้องๆ (เหมือนเห็นตัวเองสมัยยังเรียน) ว่ามันทำได้นะ

art4d: บอกหน่อยว่าได้รางวัลอะไรมาบ้าง?
MINT: ได้รางวัล Special Mention Award – Category A: Non-Latin Typefaces (Thai) ของ Granshan Type Design Competition ปี 2019 เป็นงานประกวดการออกแบบตัวอักษร Non-Latin โดยเฉพาะ แล้วก็ 2023 Recipient – Sharp Type’s Malee Scholarship และ TDC71 Winner – Certificate of Typographic Excellence from the Type Directors Club ค่ะ

art4d: ขอรายละเอียดรางวัลที่ได้สักหน่อย
MINT: จริงๆ รางวัลแรกที่ได้ granshan ตอนนั้นเคยส่ง art4d degree show ด้วยนะ ไปถึง 15 คนสุดท้ายแล้วก็เท่านั้น 5555 ล่าสุดมีข่าวดีว่าพริสทีนได้ TDC ค่ะ เอาจริงๆ ก่อนหน้านี้เราก็เคยส่งนะ แต่ไม่ได้ 55555 วันนึงตื่นมาแล้วมีเมลว่า
Congratulations! Your work has been selected as a TDC71 Winner!
Pristine will be included in our infamous Annual of the Type Directors Club, The World’s Best Typography®, Typography 46 and will also be shown at the 71st Awards Exhibition (TDC71) in New York City.

ต้องขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนที่ช่วยสอนมิ้นท์มาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ เอาจริงๆ ต้องขอบคุณตัวเองด้วยที่เจอการปฏิเสธมาเยอะจนเวลาส่งอะไรก็ไม่คาดหวังอีกแล้วว่าจะได้ไหม 5555 ส่วนตัวสิ่งที่มิ้นท์อยากเห็นมากกว่าอีเมลบอกว่าได้รางวัล คือคนเริ่มใช้พริสทีนจริงๆ อะ อยากให้คนติดต่อมาหามิ้นท์ว่าใช้แล้วเป็นยังไง มีตรงไหนที่ทำให้ดีขึ้นได้ไหม มิ้นท์พร้อมรับคอมเมนต์ คือมิ้นท์มองว่าถ้า Pristine ถูกซื้อไปใช้ในวงที่กว้างขึ้น มิ้นท์จะเห็นว่ามันทำหน้าที่ของมันได้ดีไหม มันให้น้ำเสียงที่ใหม่ไปจากที่มิ้นท์ตั้งใจรึเปล่า เช่นแบบ เออ..มิ้นท์ แบบมันสวยดีแต่มันแน่นไป หรือเออจริงๆ อยากให้มันมีตัว text สำหรับอ่านด้วย ตอนนี้มันใช้ได้แค่ไซส์ใหญ่ๆ
ถ้าคนไทยหันมาซื้อฟอนต์มากขึ้น ระยะยาวมันก็อาจจะทำให้คนที่สนใจเรื่องการออกแบบตัวอักษรมองว่า มันเป็นไปได้ที่จะจริงจังกับสายนี้แล้วมีกินหรือซัพพอร์ตตัวเองได้ อนาคตจะได้มีแบบตัวอักษรใหม่ๆ ให้เลือกมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น นักออกแบบกราฟิกมีเครื่องมือให้เลือกใช้มากขึ้น มันต้องเริ่มจากเราลงทุนกับสิ่งที่เราทำ (ปล. อ่านเกี่ยวกับพริสทีนต่อได้ที่ https://www.typotheque.com/blog/pristine นะคะ)


art4d: โปสเตอร์โปรโมทฟอนต์ Pristine ที่ทำออกมาเหมือนโปสเตอร์โฆษณาขายต้นไม้นี่ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าการทำงานกับ เนเน่-นันทวรรณ แจ่มใส ศิลปินที่วาดภาพประกอบนี่ทำงานยังไงบ้าง ใครเป็นคนคิดว่าต้องเป็นธีมนี้ ใช้สีแบบนี้ ใครเป็นคนบรีฟ?
MINT: เอฟซีเนเน่มากเอาจริง มิ้นท์ก็ปรึกษาเนเน่ว่ามีไอเดียประมาณนี้ เน่คิดว่าไง ปีเตอร์ก็บอกว่าเธออยากร่วมงานกับใครก็เอาเลย แล้วก็ฟังว่าเนเน่อยากทำอะไรด้วย เน่ก็ชอบวาดต้นไม้ดอกไม้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องว่าทำไมถึงเป็นภาพของแคคตัสที่มีดอกนั้นก็เพราะว่า Pristine เป็นแบบตัวอักษรที่มีความแข็งผสมผสานกับความอ่อนช้อยจากปลายจบรูปหยดน้ำ เหมือนแคคตัสที่มีส่วนที่แข็งและหนามแหลมคมกับดอกที่บอบบางของมัน
art4d: แล้วบรีฟเนเน่ยังไงบ้าง
MINT: มิ้นท์แค้ปรูปงานเนเน่จากอินสตาแกรมของเนเน่มาบรีฟเนเน่ เพราะคิดว่าเราอยากได้สไตล์เค้า เราก็เอาตัวเค้าเองเนี่ยแหละมาเป็น reference จะไปเอางานคนอื่นเป็นเรฟทำไม อยากให้เนเน่เค้าสนุกและได้วาดแบบที่เค้าอยากวาดด้วย โปสเตอร์ Pristine ยังสั่งซื้อได้ที่เว็บ typotheque นะคะ อิอิ

art4d: ทำไมช่วง 3-4 ปีมานี้ เราได้เห็นแบบตัวอักษรภาษาไทยใหม่ๆ หลายตัว ที่ออกแบบและขายโดย type foundry ต่างประเทศ โดยเฉพาะจากยุโรปและอเมริกา มิ้นท์ว่าเทรนด์ที่เค้าทำตัวไทยคู่ไปกับตัวละตินแบบนี้จะมีต่อไปเรื่อยๆ เลยมั้ย? เพราะมีความต้องการใช้ฟอนต์ภาษาไทยกันมากขึ้นหรอ?
MINT: ในมุมมองของมิ้นท์มันไม่น่าจะใช่เรื่องแบบตัวอักษรภาษาไทยโดยเฉพาะนะคะ เราเป็นคนไทยเราจึงเห็นแต่ตัวไทย ในความเป็นจริงแล้ว Cyrillic Devanagari Hangeul และสคริปต์อื่นๆ อีกมากมายก็มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน มิ้นท์คิดว่าปัจจุบันนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าการทำฟอนต์สวยๆ สนุกๆ สร้างแบบใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ โดยที่มีการใช้งานที่จำกัดหรือซัพพอร์ตแค่ภาษาที่ใช้ตัวละติน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ นั้นไม่สามารถเข้าถึงทุกคนได้ ปัจจุบันนี้การสื่อสาร การค้า การเรียนรู้ การส่งข้อมูลระหว่างประเทศพัฒนาเร็วขึ้นมาก การทำแต่ตัวละตินกลายเป็นข้อจัดกัดของ product ตัวเอง ปัจจุบันเราสามารถร่วมมือกับกับเจ้าของภาษาต่างๆ แล้วออกแบบให้ฟอนต์แต่ละชุดรองรับภาษาได้หลากหลายมากขึ้น และสื่อสารกับคนได้หลากหลายขึ้น
art4d: บุคลิก คาแร็กเตอร์ หรือลายเซ็น ของฟอนต์ที่มิ้นท์ออกแบบเองทั้งชุด คืออะไร
MINT: ส่วนตัวคิดว่ามิ้นท์เป็นนักออกแบบ ไม่ได้อยากเป็นศิลปิน มิ้นท์ออกแบบตามโจทย์ที่ตั้งขึ้นหรือตามโจทย์ที่ได้มา ไม่ได้พยายามออกแบบให้มีลายเซ็น หรือมีเอกลักษณ์ส่วนตัวอะไร ตามธรรมชาติมันมีอยู่แล้วสไตล์น่ะ วิธีการวาดหรือสิ่งที่ทำบ่อยๆ เพราะถนัด หรือเพราะชอบ หรือเพราะนี่คือขีดจำกัดของความสามารถ หรืออาจจะเพราะมันตอบโจทย์ที่ลูกค้าอยากได้ก็ได้ แต่มิ้นท์ไม่ได้คิดในทางที่ว่าจะหา signature หรือ character ของตัวเอง แล้วใส่ไปในงานยังไงดี
เอาจริงๆ ไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เราชอบตัวอักษรเพราะเราคิดว่าการที่เขียนต่างกัน แล้วมันให้ความรู้สึกที่ต่างกันมันเจ๋งมาก ดีเทลหรือสัดส่วนที่ต่างกันเล็กน้อย สามารถสื่อสารถึงภาพจำของยุคสมัยที่ต่างกัน อยากเป็น Jack of all trades ไม่ได้อยากให้คนมาหามิ้นท์เพราะมิ้นท์เก่งแนวนี้ หรือแบบนี้ดูเป็นมิ้นท์จังเลย อยากเป็นคนที่สามารถวาดได้หลายแบบหลากสไตล์ สามารถทำตามโจทย์ที่ได้มาด้วยความเข้าใจแล้วทำถึง ทำได้ดี สามารถออกแบบและสื่อสารน้ำเสียงที่โจทย์ต้องการได้ ไม่ว่าจะต้องวาดสไตล์ไหนก็ตาม

art4d: สุดท้ายแล้ว ขอแสดงความยินดีกับรางวัลล่าสุดที่ได้รับ อยากถามว่ามิ้นท์มีแผนรับมือกับชื่อเสียงยังไงบ้างหลังจากได้รางวัล Emerging Designer Awards 2025 ในหมวด Graphic Design ของ Designer of the Year Awards 2025
MINT: โอโห รับมือกับชื่อเสียงเลยหรอคะ 55555 คงไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ
art4d: มีอะไรอยากพูดบ้าง ความรู้สึกที่ได้รับรางวัลนี้?
MINT: มิ้นท์ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการทุกคนนะคะ เรามีนักออกแบบรุ่นใหม่ไฟแรงที่เก่งๆ หลายคนเลย มิ้นท์ยังปรึกษาพี่ๆ เพื่อนๆ และเรียนรู้จากคนรอบข้างอยู่ทุกวัน มิ้นท์ไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นมิ้นท์ ถือเป็นเกียรติมากๆ เลยค่ะที่ได้รับเลือกในครั้งนี้ ขอบคุณมากๆ นะคะ จะตั้งใจทำงานต่อไปแรงไม่ตกเลยค่ะ 55
art4d: รางวัลของหมวด graphic design ที่เค้ามอบให้มิ้นท์ที่เป็นนักออกแบบตัวอักษร มิ้นท์คิดว่ามันสะท้อนอะไรในอุตสาหกรรมออกแบบกราฟิกและตัวอักษรของไทย
MINT: มิ้นท์มองว่ามันก็ปกตินะคะ ถ้าไม่มีแบบตัวอักษร กราฟิกดีไซน์จะยังเป็นกราฟิกดีไซน์อยู่รึเปล่า ในกรณีส่วนมากก็คงไม่ การสื่อสารด้วยการออกแบบนั้นประกอบไปด้วยส่วนประกอบ 3 อย่างหลักๆ ก็คือ ภาพ สี และ ตัวอักษร ถ้าไม่ได้แยกออกไปเป็นหมวด type design ไปเลย ตัวอักษรก็ยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากของกราฟิกดีไซน์ที่คนมักจะมองข้าม อาจจะเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่เราเห็นมันทุกวันจนชินรึเปล่านะ ลองคิดๆ ดูว่ามีวันไหนไหมที่เราไม่เห็นตัวอักษร ก็ไม่น่าจะมี การที่เราอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่ ก็ผ่านแบบตัวอักษร ตอนนี้สำหรับอุตสาหกรรมการออกแบบบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจทางด้านการเลือกใช้งานตัวอักษรให้เหมาะสม ความเข้าใจเรื่องความสำคัญของเทคโนโลยีที่ทำให้เราพิมพ์สื่อสารกันผ่านตัวหนังสือได้ทุกวันนี้ หรือความเข้าใจทางด้านการออกแบบตัวอักษรพื้นฐาน ที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องที่เรามีความรู้บันทึกไว้มากมาย หรือไม่มีแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้ง่ายนัก ปัจจุบันการออกแบบตัวอักษรเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ มิ้นท์ว่าการที่เราทุกคนในฐานะนักออกแบบช่วยกันให้ความสำคัญ ส่งเสริมและพัฒนาความรู้เรื่องตัวอักษร เป็นสัญญาณที่ดีว่าอุตสาหกรรมบ้านเราไม่ได้มองข้ามส่วนที่สำคัญมากๆ ส่วนหนึ่งของการออกแบบสื่อสารไป เรากำลังเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน
















