KORNKANOK ‘MINT’ TANTISUWANNA: PART 1 KINGDOM OF THAILAND

คุยยาวๆ กับมิ้นท์-กรกนก ตันติสุวรรณนา type designer ชาวไทยที่เดินทางไกลถึง Typotheque | Part 1: Kingdom of Thailand

TEXT: PIYAPONG BHUMICHITRA
PHOTO COURTESY OF KORNKANOK TANTISUWANNA

เริ่มต้นจากโปสเตอร์ที่นึกว่าทำไว้โปรโมทร้านขายแคคตัสและไม้อวบน้ำแบรนด์ที่ขายทั้งในไทยและยุโรป มีบริการส่งถึงบ้านทั้งในเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ เป็นโปสเตอร์ที่คาแร็กเตอร์ชัดเจนทั้งภาพประกอบ การจัดวางและชุดสีที่ใช้ แต่ร้านนี้ไม่มีอยู่จริง เพราะโปสเตอร์ที่ว่านั้นทำไว้โปรโมทฟอนต์ตัวใหม่ชื่อ Pristine จาก Typotheque สตูดิโอออกแบบและจำหน่ายชุดตัวอักษรที่มีชื่อเสียง จากเนเธอร์แลนด์

ต่อด้วยงานออกแบบตัวอย่างงานกราฟิกที่ใช้ตัวอักษรไทย พิมพ์อยู่ช่วงท้ายๆ ของหนังสือ New Thai Type หนังสือรวมแบบฟอนต์ไทย-ละตินที่ Typotheque ออกแบบมาตั้งแต่ปี 2017 กว่า 50 ฟอนต์ ตัวอย่างงานกราฟิก 21 หน้านั้นคือตัวอย่างการนำฟอนต์ไทยคอลเล็กชันนี้ไปทดลองใช้ให้เห็นว่าแต่ละฟอนต์ พอเอาไปใช้จริงแล้วจะออกมาเป็นแบบไหนได้บ้าง วิธีการจัดวางองค์ประกอบ การเลือกใช้สี การใช้ที่ว่าง น้ำเสียง และบุคลิกบางอย่างที่ทำให้รู้สึกได้ว่างานออกแบบชุดนี้มี attitude บางอย่างที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากโปสเตอร์ไม้อวบน้ำโปรโมทฟอนต์ Pristine

งานทั้งสองชุดนี้เป็นผลงานออกแบบของ มิ้นท์-กรกนก ตันติสุวรรณนา นักออกแบบตัวอักษรของ Typotheque ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เป็นคนออกแบบ Pristine ฟอนต์ไทย-ละตินที่หน้าตาไม่รู้ว่าควรจับไปอยู่ในหมวดไหนของชนิดตัวอักษร งานออกแบบกราฟิกของมิ้นท์ไม่ประนีประนอม ชัดเจน กล้าได้กล้าเสีย ในขณะที่ตัวอักษรที่มิ้นท์ออกแบบมีความเนี้ยบ พิถีพิถัน มีไหวพริบปฏิภาณและเต็มไปด้วยที่มาที่ไปและขั้นตอนต่างๆ ในการทำงาน

ไม่ว่าแบบตัวอักษรหรืองานกราฟิกที่มิ้นท์ทำล้วนเต็มไปด้วย energy และ attitude ที่ positive อยู่เสมอ art4d ขอชวนผู้อ่านไปรู้จักเธอให้มากขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมออกแบบกราฟิก เข้าใจอาชีพคนออกแบบตัวอักษรมากน้อยแค่ไหน บทสนทนาที่จะได้อ่านต่อไปนี้จะทำให้คุณเข้าใจได้ว่าทำไมนักออกแบบตัวอักษรชาวไทยคนนี้ถึงได้รับรางวัลสำคัญๆ ของวงการออกแบบตัวอักษร ซึ่งส่วนมากเป็นตัวอักษรละตินมาแล้วหลายรางวัล และล่าสุดรางวัลนักออกแบบหน้าใหม่ในหมวดกราฟิก ดีไซน์ของ Designer of the Year Awards 2025

หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์นี้ตั้งใจเก็บคำ สำนวนภาษา การสะกดชื่อตัวเองว่ามิ้นท์และ 55555 แทนเสียงหัวเราะ เพื่อให้ผู้อ่านเหมือนกำลังร่วมบทสนทนาครั้งนี้ไปด้วย และเนื่องจากเราสองคนพูดกันมากกว่าปกติของ format บทสัมภาษณ์ของ art4d เลยต้องขออนุญาตแบ่งบทสัมภาษณ์นี้ เป็น 2 ภาค คือภาคเดอะคิงดอมออฟไทยแลนด์ และภาคคิงดอมออฟเดอะเนเธอร์แลนด์

Part 1 Kingdom of Thailand

art4d: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่ามิ้นท์คือใคร เรียนจบอะไรจากที่ไหนมา

MINT: สวัสดีค่า ชื่อมิ้นท์ กรกนก ตันติสุวรรณนา จบปริญญาตรีจากวิทยาลัยนานาชาติมหิดลและจบปริญญาโทจาก The Royal Academy of Art (KABK) ที่ The Hague, The Netherlands ค่า ถ้าเอาย้อนไปไกลกว่านั้นตอนเด็กๆ เรียนที่นานาชาติเอกมัยค่ะ 555

art4d: มิ้นท์เคยเรียนที่ CommDe ก่อนจะย้ายไปเรียนมหิดลจนจบปริญญาตรี ทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจย้ายไปเรียนที่มหิดล?

MINT: ตอนแรกมิ้นท์อยู่ CommDe รุ่นที่ 5 ซึ่งตอนนั้นเอาจริงๆ เรายังไม่รู้ว่าเราอยากทำอะไร เราชอบเรียนอะไร แต่เราคิดว่าเรารู้ พี่เข้าใจป่ะ 555555555555

art4d: ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม

MINT: เราไม่เข้าใจว่า Art กับ Design ต่างกันยังไง ตอนเราเข้าไปเรียน CommDe เรารู้สึกว่ามันอาร์ตกว่าที่เราคิดมาก เราก็รู้สึกว่าเราไม่เข้าใจ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ มันน่าจะเป็นอย่างนั้น ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ แล้วตอนนั้นมีเพื่อนอยู่มหิดล เราก็รู้มาว่า อ้อ มันเรียน Minor degree ควบคู่ไปได้ด้วย เช่น Major in Communication Design, Minor in Chinese หรือ Minor in Psychology ฯลฯ แล้วตอนนั้นก่อนจะเลือก CommDe จริงๆ มิ้นได้ BALAC* ด้วยนะ เราชอบภาษามากๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว บวกกับการที่ตอนนั้นก็คิดว่าเรียนจุฬาฯ ต้องอยู่บ้าน ถ้าไปเรียนมหิดลได้อยู่หอด้วยนะ

*BALAC คือ Bachelor of Arts in Language and Culture คือ หลักสูตรนานาชาติศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

art4d: เพราะเลือกเรียน Minor degree และไม่ต้องอยู่บ้านจริงๆ หรอ

MINT: จำได้ว่านั่งรถกลับบ้านจากจุฬาฯ กับแม่แล้วก็พูดเล่นๆ ว่าเออตอนนั้นน่าจะเลือกมหิดลเนอะ แล้วแม่ก็ตอบว่า อยากย้ายก็ย้ายดิ เราก็.. เอ้า จากตอนแรกๆ คิดเล่นๆ ก็เริ่มคิดจริง แบบจำได้เลยว่าเขียนลงกระดาษ pros & cons ย้ายหรือไม่ย้ายดีวะ แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจย้าย

พอย้ายไปจริงๆ มันก็มีสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เข้าใจเหมือนเดิมอะ 55555555 ตอนนั้นมันสอนให้เรารู้เลยว่า มันไม่มีหรอกที่ที่ดีที่สุดสำหรับเรา หรือที่ที่ดีกว่า ทุกที่มันแค่ไม่เหมือนกัน มันไม่ได้อยู่ที่สถาบันหรือสิ่งแวดล้อม มันอยู่ที่ตัวเราเอง มันอยู่ที่มุมมองของเราเอง แล้วพอย้ายไปมันมีแรงกดดันอย่างบอกไม่ถูก เพื่อนๆ ก็ตั้งคำถามว่ามึงทำอะไรของมึงวะ บวกกับอยากพรูฟให้ที่บ้านเห็นว่าฉันตัดสินใจถูก ฉันรู้ว่าฉันทำอะไรอยู่ มันเลยทำให้เราตั้งใจเรียน เอาจริงเอาจังกว่าตอนอยู่จุฬาฯ มาก ซึ่งเอาจริงๆ ก็ดีนะ แบบก็กลายเป็นคนตั้งใจเรียนไปเลยอะ ทุกๆ การตัดสินใจที่เลือกในวันนั้นมัน shape เราในวันนี้จริงๆ

art4d: ทำให้ตอนนี้เป็นแบบทุกวันนี้ ยังไงบ้าง?

MINT: ปัจจุบันเราก็โตขึ้นมาก ดีใจที่เราก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ กับทั้งเพื่อนๆ ที่จุฬาฯ และมหิดล สามารถโทรไปเม้าได้เป็นชั่วโมง ได้ร่วมงานกันบ้างประปราย เจออาจารย์ที่จุฬาฯ หรืออาจารย์ที่มหิดลทุกคนก็ยังทักทายกัน น่ารักเหมือนเดิม พอทำงานไปซักพักก็มีโอกาสได้กลับไปสอนที่จุฬาฯ ได้มีโอกาสไปพูดที่มหิดล เราตั้งใจมากอะ เราให้ทุกอย่างที่เราจะให้ได้ บางทีก็เหมือนเห็นตัวเองที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในวันนั้น (จริงๆ น้องๆ ส่วนมากดูอนาคตไกลกว่าเรามากๆ)

เอาจริงๆ การตัดสินใจครั้งนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการที่ปัจจุบันนี้เป็นคนแบบเป็นไงเป็นกัน ตัดสินใจได้ ไม่ลังเล เพราะคิดว่ามันไม่มีหรอกตัวเลือกที่ดี เราแค่ต้องเลือกว่าจะไปซ้ายหรือขวา อย่างน้อยมันก็ +1 หรือ -1 ไม่ได้เป็น 0

art4d: แล้วมาเป็น type designer ได้ยังไง? มิ้นท์เคยทำงานที่คัดสรรดีมากด้วยใช่ไหม?

MINT: ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของอาจารย์นุ (อนุทิน วงศ์สรรคกร) จากเพื่อนๆ CommDe ก็เลยส่งไปฝึกงานที่คัดสรร ดีมากค่ะ พอได้ไปฝึกงานกับพี่ๆ (พี่สมิช สมิชฌน์ สมันเลาะ, พี่เกล้า คนัช อุยยามาฐิติ, พี่แบ้ง ภาณุวัฒน์ อู้สกุลวัฒนา, พี่ขวัญ ศิริน กันคล้อย) ก็ทำให้เราเริ่มชอบการออกแบบตัวอักษรขึ้นมา เพิ่งเข้าใจว่ามันมีอาชีพนี้ด้วย ไม่ได้มีแค่คนที่ใช้แบบตัวอักษร ยังมีคนที่ออกแบบตัวอักษรให้คนอื่นใช้

มิ้นท์เป็นคนที่ไม่มีเซนส์ในเรื่องการใช้สี และก็รู้สึกว่าคนที่จะเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ต้องมีรสนิยม มิ้นท์ไม่มีอะ เอาตรงๆ เลยไม่ใช่คนที่ appreciate สิ่งสวยๆ งามๆ หรืองานศิลปะขนาดนั้น ก็คือสีก็ใช้ไม่เป็น รสนิยมก็ไม่ค่อยดี พอได้มารู้จัก Type design หรือการออกแบบตัวอักษรเรารู้สึกว่ามันแตกต่างจากการออกแบบแขนงอื่นๆ ที่เราเคยเรียนมามาก

art4d: ต่างกันมากขนาดไหน

MINT: อย่างแรกเลยคือเราเป็นคนที่ทำงานได้ดีกับพื้นที่สีขาวและพื้นที่สีดำ หมายถึงการเกลี่ย negative/positive space เราไม่ต้องเลือกสีอีกแล้ว สอง เราต้องคำนึงถึงผู้อ่านและความสามารถในการอ่านของแบบตัวอักษรที่เราออกแบบ เช่น ข กับ ฃ ต่างกันชัดพอไหม สร้างความสับสนรึเปล่า สาม เราต้องเข้าใจบริบทและความเป็นมาของภาษา แบบตัวอักษรแต่ละแบบให้ความรู้สึกที่ต่างกันมาก และสิ่งนี้มีผลต่อประสบการณ์ของผู้อ่าน

art4d: แบบตัวอักษรแรกที่มิ้นท์ทำคือ?

MINT: โปรเจกต์แรกชื่อ องศา ค่ะ เป็นทีสิสจบปริญญาตรีที่มหิดล ตอนนั้นไอเดียของการออกแบบองศาคือการนำแบบตัวริบบิ้น (บางคนอาจจะรู้จักในนามตัวไทยนริศหรือแบบตัวเขียนด้วยปากกาหัวตัดตามรูปแบบของกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) มาตีความใหม่ ให้มีรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น

art4d: มีขั้นตอนยังไงบ้าง?

MINT: เริ่มจากการวิเคราะห์ว่าปัจจุบันตัวไทยนริศมีรูปแบบแบบไหนบ้าง และสิ่งที่ทำให้ตัวไทยนริศเป็นตัวไทยนริศคืออะไร พอเริ่มเข้าใจแบบ เข้าใจอุปกรณ์ หรือปากกาหัวตัดที่ใช้ในการสร้างแบบ สิ่งที่ตั้งใจคือพยายามหนีจากแบบที่เห็นได้ทั่วไป เช่น ตัวไทยนริศที่คุ้นตานั้นมีลักษณะที่ค่อนข้างเหลี่ยม ประกอบด้วยเส้นตั้งและเส้นนอน องศาจึงเลือกที่จะใช้เส้นโค้ง ทำให้ตัวอักษรนั้นเหลี่ยมน้อยลงและมีความกลมมากขึ้น

ตัวไทยนริศมักถูกใช้ในพื้นที่ที่จำกัดเช่นป้ายชื่อร้านค้า เพราะฉะนั้นเราจะคุ้นชินกับการเห็นมันเป็นตัวค่อนข้างผอมสูง องศาตั้งใจออกแบบให้เป็นตัวกว้าง ทั้งหมดเพื่อให้ตรงกับโจทย์การตีความแบบปากกาหัวตัดเดิมที่มีน้ำเสียงใหม่ แบบตัวอักษรองศาได้รับรางวัล Special Mention ของ Granshan Type Design Competition ในปี 2019 ต้องขอขอบคุณพี่สมิช (สมิชฌน์ สมันเลาะ) ที่มีความอดทนเป็นอย่างมากในการสอนมิ้นท์ และไกด์มิ้นท์ตลอดทางของการทำโปรเจกต์นี้ค่ะ

art4d: ตอนทำงานที่คัดสรรดีมาก เวลาออกแบบฟอนต์แต่ละตัวมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

MINT: กระบวนการออกแบบฟอนต์แต่ละตัวต่างกันมากค่ะ คร่าวๆ คือเราอาจจะคุยกันก่อนว่าแบบตัวอักษรชุดนี้เป็น retail หรือเป็น custom ถ้าให้เห็นภาพง่ายๆ เราจะเปรียบเทียบ type foundry (สตูดิโอออกแบบฟอนต์) แบบคัดสรร ดีมาก เป็นร้านขายเสื้อผ้า สิ่งที่เรียกว่า retail font เหมือนเราทำเสื้อผ้าขายแบบ Uniqlo คนที่ชอบก็จะมาเลือกซื้อเสื้อผ้าแบบที่เรามีขาย ส่วน custom font ก็เหมือนเราตัดสูทให้ลูกค้าที่เค้าติดต่อมา เราก็จะออกแบบชุดตัวอักษรที่ทำขึ้นมาเพื่อลูกค้า ซึ่งก็คือธุรกิจต่างๆ ที่เค้าอยากมีเสื้อผ้าเฉพาะของเค้าเองเท่านั้น ในหลายๆ กรณีลูกค้าอาจมีโจทย์หรือกรอบมาแล้วอย่างชัดเจน เช่น เราใช้ฟอนต์นี้มาก่อน เราอยากได้ฟอนต์ที่เป็นของเราเอง ที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกับตัวที่เคยใช้ หรือบางทีก็อาจจะมาเป็นกระดาษเปล่าและต้องการคำปรึกษาตั้งแต่ต้นจนจบเลยก็เป็นได้

art4d: ยกตัวอย่างสักตัว

MINT: ถ้าให้พูดถึงสักตัว จริงๆ แล้วนอกจากโปรเจกต์แบรนด์ใหญ่ๆ อีกโปรเจกต์นึงที่สนุกมากสำหรับมิ้นท์คือโปรเจกต์ Inside Paragraphs TH ด้วยความที่เราทำแบบตัวอักษรที่เน้นฟังก์ชันเป็นส่วนใหญ่ แบบที่ออกมาอาจจะค่อนข้างเรียบ ตัวนี้เลยเป็นโปรเจกต์ที่สนุกไปอีกแบบ

ตอนนั้นคัดสรรฯ มีโปรเจกต์ที่จะแปลหนังสือที่เกี่ยวกับพื้นฐานการใช้ตัวอักษรในงานออกแบบ หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า Inside Paragraphs: Typographic Fundamentals โดย Cyrus Highsmith ในหนังสือเล่มนี้จะมีแบบตัวอักษรส่วนที่ใช้เป็น caption (คำบรรยาย) ของภาพประกอบ ซึ่งเราพยายามเลือกใช้แบบตัวอักษรที่เรามีอยู่แล้วในการจัดวาง แต่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเดียวกับต้นฉบับเลย เราจึงตัดสินใจออกแบบตัวไทยให้เข้ากับแบบตัวอักษรในส่วนที่เป็นแคปชั่นนั้นโดยเฉพาะ

art4d: แล้วการออกแบบมีขั้นตอนยังไงบ้าง

MINT: ขั้นตอนแรกคือการอ่านแบบและเจตนาของต้นฉบับ อ่านแล้วให้ความรู้สึกแบบไหน ซีเรียสหรือสนุก เป็นแบบตัวอักษรประเภทไหน geometric, humanist, script, etc. อย่างโปรเจกต์นี้เป็นตัวเขียนหรือเป็นแบบลายมือ เราก็เริ่มจากการเขียน ต้นแบบใช้ปากกาแบบไหน ความหนาเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ของแต่ละตัวมีอะไรบ้าง ลองเขียนด้วยอุปกรณ์เดียวกันหลายๆ แบบ มิ้นท์จำได้เลยว่าช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด ก็นั่งวาดๆ อยู่ที่บ้านคนเดียว สแกนส่งให้พี่ๆ ดู พอได้โครงสร้างของตัวอักษรคร่าวๆ แล้วก็ขึ้นแบบในคอมพิวเตอร์ ทดลองพิมพ์ ทดลองเซ็ทข้อความจากในหนังสือ เจอตรงไหนหนาไปบางไป แคบไปกว้างไป โดดไป เล็กไป ใหญ่ไป ก็แก้วนไปค่ะ

ความพิเศษของตัวอักษรชุดนี้คือเราออกแบบตัวอักษรแต่ละตัวไว้ 5 ชุด เช่นในไฟล์มี ฉ 5 ตัว (มันก็อาจจะไม่ได้ต่างกันมากขนาดนั้น บางทีก็แค่องศาต่างกันนิดหน่อย หรือตำแหน่งต่างกันนิดหน่อย) เพื่อให้เวลาใช้งานจริงมีความรู้สึกเสมือนว่าเป็นลายมือมากที่สุด หลังจากมิ้นท์ออกมาจากคัดสรรแล้ว เจ (ฉลองรัฐ เสือไพฑูรย์) ได้นำแบบตัวไทยที่มิ้นท์ออกแบบไว้ มาออกแบบเติมตัวละตินเข้าไป ปัจจุบันนี้สามารถใช้งานแบบตัวอักษรชุดนี้ได้ในชื่อ Chabplan (ฉับพลัน) ผ่าน Adobe Fonts ค่ะ

art4d: อยากรู้เลยเวลาทำเสร็จใครเป็นคนตั้งชื่อฟอนต์?

MINT: ขึ้นอยู่กับแต่ละโปรเจกต์เลยค่ะ อย่างถ้าเป็น custom มีทั้งแบบที่ลูกค้ากำหนดชื่อมาแล้วตั้งแต่ต้น ไปจนถึงลูกค้าขอให้ตั้งให้ แล้วเราก็ช่วยกัน brainstorm ทั้งออฟฟิศก็มี อย่างโปรเจกต์ล่าสุดของมิ้นท์จาก Type and Media มีชื่อว่า Pristine จริงๆ ด้วยความเป็นฟอนต์ที่ตั้งใจออกแบบตัวไทยและละตินพร้อมกันตั้งแต่ต้น (ต่างจากหลายๆ โปรเจกต์ที่มักจะเริ่มต้นด้วยแบบภาษาใดภาษาหนึ่ง) เราก็ตั้งใจว่าจะตั้งชื่อที่สามารถอ่านได้ทั้งภาษาไทยละภาษาอังกฤษ แต่มันยากมาก มันไม่ได้ คิดไม่ออก สุดท้ายได้คำว่า Pristine (พริสทีน) ที่จริงๆ มีความหมายเดียวกับคำว่า Mint ในภาษาอังกฤษ ก็ถือซะว่าเป็นตัวแรกที่มิ้น (ตัวเอง) ตั้งโจทย์เอง ทำเอง ตัดสินใจเองจริงๆ ละกันค่ะ

art4d: แล้วชีวิตการเรียนปริญญาโทที่เนเธอร์แลนด์เป็นยังไงบ้าง ทำไมเลือกเรียนประเทศนี้ คณะและมหาวิทยาลัยนี้

MINT: เอาจริงๆ เราจำไม่ได้ว่ารู้จัก Type and Media (KABK) หรือ Royal Academy of Art ที่เนเธอร์แลนด์นี่ครั้งแรกตอนไหน น่าจะตอนที่เริ่มฝึกงานหรือทำงานที่คัดสรร แล้วพี่ๆ เปิดงานของนักออกแบบที่จบจากที่นี่ให้ดู เริ่มมาจากปี 2019 พี่เกล้า (คนัช อุยยามาฐิติ) กำลังจะยื่นพอร์ทไปเรียนที่ Type@Cooper Condensed Program ที่นิวยอร์ค มิ้นท์ก็ถามพี่เกล้าไปตรงๆ เลยว่า เค้าส่งด้วยได้ไหมอะ เค้าไปด้วยได้ไหม 55555

แล้วก็โชคดีมากเพราะส่งไปแล้วก็ได้ไปด้วยกันทั้งคู่ เป็นการหายจากการทำงานเพื่อไปเรียนเรื่องงาน ประมาณ 5-6 อาทิตย์ พอไปถึงนู่นมันก็มีงาน Typographics จัดตอนที่กำลังเรียนอยู่พอดี จำได้เลยว่าตอนนั้น Erik van Blokland* มาพูดในงาน แนะนำคณะ Type and Media พอเค้าพูดเสร็จเราก็ไปยืนดักเค้า 555555 แล้วเราก็ไปทักว่า Hi, nice to meet you. I’m Mint ถ้าซักวันในอนาคตชั้นอยากไปเรียน มีคำแนะนำอะไรให้ชั้นไหม เค้าก็พูดว่า เธอมีเวลาไหมละ ไปนั่งคุยกันไหม นางเริ่มจากการพูดว่า ไม่ได้จะ discourage เธอนะ แต่ชั้นคิดว่าเธอรู้ไว้จะได้เข้าใจว่าคอร์สที่เรียนจะเป็นยังไง แล้วนางก็อธิบายให้ฟังว่าทุกปีจะมีนักเรียน 12 คน รับ Non-EU หรือนักเรียนจากประเทศนอกยุโรป (จีน อเมริกา เกาหลี เม็กซิโก ญี่ปุ่น รัสเซีย ฯลฯ นั่นแหละ) แค่ปีละสองคนนะ ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากรับเพิ่ม เราอยากรับเพิ่มมากแต่มันเป็นโควต้าจากรัฐบาล เราก็คิดในใจว่า oh shit โอเค ทราบ ตอนนี้ยังไม่พร้อม อีกสองสามปีค่อยว่ากัน

*Erik van Blokland หนึ่งในนักออกแบบตัวอักษรและนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงของเนเธอร์แลนด์ หัวหน้าโปรแกรมปริญญาโท Type and Media (Type and Media) ด้านการออกแบบตัวอักษรที่ Royal Academy of Art (KABK) The Hague

โปรดติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ของเรากับ มิ้นท์-กรกนก ตันติสุวรรณนาใน  Part 2 Kingdom of the Netherlands ว่าด้วยการใช้ชีวิตเป็นนักเรียนออกแบบตัวอักษร ไปถึงการทำงานในสตูดิโอที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Typotheque รวมไปถึงการกลับมาประเทศไทยเพื่อส่งต่อความรู้และการทำงานที่ได้มาจากเนเธอร์แลนด์ให้กับนักศึกษาวิชาออกแบบตัวอักษรในไทย และแน่นอน ความรู้สึกหลังได้รับรางวัลนักออกแบบหน้าใหม่ในหมวดกราฟิก ดีไซน์ของ Designer of the Year Awards 2025 แล้วพบกันเร็วๆ นี้

instagram.com/typespecimint

KORNKANOK ‘MINT’ TANTISUWANNA: PART 2 KINGDOM OF THE NETHERLANDS

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *