SILK ROADS BEYOND BORDERS

POLY MGM นำเสนอ Silk Roads Beyond Borders นิทรรศการที่พาผู้ชมสำรวจเส้นทางสายไหมทางบก ผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปะ และเทคโนโลยีร่วมสมัย ในฐานะพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ศิลปะ และจิตวิญญาณ

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF POLY MGM MUSEUM EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

ในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจระดับสากล ‘เส้นทางสายไหม’ คงเป็นเส้นทางการค้าโบราณที่ทรงอิทธิพลที่สุด เพราะเป็นเส้นทางบนแผ่นดินขนาดยาวหลายพันกิโลเมตรที่เชื่อมโยงจากเมืองจีนจรดเอเชียกลางและบางส่วนของทวีปยุโรปตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีจุดประสงค์ในการแลกเปลี่ยนสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะ ‘ผ้าไหม’ และยังเป็นเส้นทางที่สร้างวิถีการเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกันด้วยความสันติ และนอกจากเส้นทางสายไหมบนบกแล้ว ในช่วงร่วมสมัยกันยังเกิดเส้นทางสายไหม ‘ทางทะเล’ ที่แลกเปลี่ยนเครื่องเทศอีกด้วย

แผนที่เส้นทางสายไหม | Image courtesy of UNESCO

ในปีที่แล้ว art4d ได้เคยพาไปชม Maritime Silk Road นิทรรศการปฐมฤกษ์ของพิพิธภัณฑ์ POLY MGM ที่พาเราล่องสำรวจเส้นทางสายไหมทางทะเลในมิติต่างๆ และในปีนี้ POLY MGM ได้เปิดนิทรรศการใหม่ที่ยังคงความน่าสนใจเกี่ยวกับเส้นทางสายไหม โดยปรับเปลี่ยนจากกองเรือเครื่องเทศเป็นกองคาราวานบนเส้นทางสายไหม ‘ทางบก’ ในนิทรรศการ Silk Roads Beyond Borders ผ่านเรื่องราวต่างๆ ใน 4 บท ดังนี้

‘ฝ่าทรายและสายลม’ (Through Sand and Wind) ส่วนแรกของนิทรรศการพาเราย้อนเรื่องราวไปตั้งแต่การบุกเบิกเส้นทางสายไหมของเหล่าบรรพชน รวมถึงความสำคัญของเมืองคู่ค้าและประวัติศาสตร์การเดินทางที่สร้างเส้นทางสายไหมให้อยู่ยั้งยืนยงเป็นพันปี

‘สายใยทองคำ’ (Gilded Threads) ถักทอจากประวัติศาสตร์การเดินทางสู่ประวัติศาสตร์ชีวิตประจำวันและการแลกเปลี่ยนแบบ ‘East meets West’ ทั้งสินค้า เงินตรา รวมถึงเชิงช่างที่ทำให้เส้นทางสายไหมคล้ายจะเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมจากหลากหลายรัฐ

‘กิ่งทองแห่งเส้นทางสายไหม’ (The Golden Bough) กล่าวถึง ‘ร่มกาสาวพัสตร์’ ของพุทธศาสนาที่แผ่กิ่งก้านและสาขาอยู่บนเส้นทางสายไหม ร่วมกับสุนทรียะทางเชิงช่างและศิลปะ ซึ่งสะท้อนปรัชญาและคุณค่าทางจิตวิญญาณแห่งเส้นทางสายไหม

ในสามบทแรก แม้จะพูดถึงเรื่องราวเก่าแก่และนำเสนอวัตถุโบราณที่มีอายุกว่าพันปี แต่ POLY MGM ก็ไม่ได้ผลักอดีตให้ไกลตัวจนแตะต้องไม่ได้ (ในเชิงความคิด) แต่กลับทำให้เรียบง่ายและถ่อมตน ผ่านการตีความเส้นทางสายไหมให้เข้าถึงได้ผ่านความร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นจอ LED ขนาดยักษ์หลายสิบจอที่แสดงภาพเคลื่อนไหวรายรอบนิทรรศการ หรือการติดตั้งจอ OLED เพื่อให้ผู้ชมรุ่นเยาว์สามารถแตะต้องวัตถุได้ในรูปแบบเสมือนจริง (immersive)

มากไปกว่านั้นยังมีการพูดถึงประวัติศาสตร์ยุคใกล้ที่มีปฏิสัมพันธ์กับเส้นทางสายไหม เช่น การคัดลอกภาพจิตรกรรมในถ้ำทั่วเขตตุนหวง โดยจางซู่หง จิตรกร ‘ผู้พิทักษ์ตุนหวง’ การรื้อฟื้นเครื่องดนตรีจีนโบราณที่หายไปผ่านการวิจัยโดยตั้นตุน นักดนตรีจีนระดับโลก หรือแม้แต่การนำผลงานศิลปะร่วมสมัยมาจัดแสดงในบทสุดท้าย

‘ถนนสู่อนาคต’ (Road to the Future) เป็นบทที่ปูทางจากอดีตสู่ช่วงร่วมสมัยทางศิลปะ ที่ ‘เส้นทางสายไหม’ กลายเป็นจิตวิญญาณ และหลอมละลายกลายเป็นผลงานศิลปะ เพื่อส่งเสริมพลังสำคัญในการสร้างอนาคตของโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการค้าขายที่เชื่อมโยงถึงกัน และความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลก

Photo: Sarunkorn Arthan

ในภาพรวมของนิทรรศการ Silk Roads Beyond Borders คือความสามารถที่ถ่ายทอดแก่นหลักหนึ่งได้อย่างชัดเจน ในยุคที่โลกยัง ‘ไร้’ พรมแดนของรัฐชาติผู้คนไม่ว่าจากรัฐไหนหรืออาณาจักรใดก็สามารถเรียนรู้ร่วมกันและในขณะเดียวกันก็สามารถตักตวงหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้อย่างอิสรเสรีบนเส้นทางเดียวกัน คือ เส้นทางสายไหม (ทั้งทางบกและทางทะเล) ด้วยความสันติเป็นระยะเวลาเนิ่นนานนับพันปี

Photo: Sarunkorn Arthan

เป็นที่น่าสนใจว่านิทรรศการ Silk Roads Beyond Borders ไม่ใช่นิทรรศการที่แบ่งปันอดีตกับผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบหนึ่งรอบนักษัตรของอภิมหาเมกะโปรเจกต์ ‘Belt and Road Initiative (BRI)’ ตามดำริประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ด้วยเช่นกัน ซึ่งน่าติดตามต่อไปว่าการเมืองทางวัฒนธรรมของประเทศอภิมหาอำนาจอย่าง ‘จีน’ จะสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจและความสมานฉันท์บนเส้นทางสายไหมในระดับสากลต่อไปอย่างไร

นิทรรศการ Silk Roads Beyond Borders จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 สิงหาคม 2569 บริเวณชั้น L2 โรงแรม MGM Macau เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถจองบัตรเข้าชมได้ที่ https://museum.mgm.mo/en/ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *