THAILAND BIENNALE PHUKET 2025

คัดสรรผลงานน่าสนใจในไทยแลนด์เบียนนาเล่, ภูเก็ต 2025: สำรวจความหมายของ ‘นิรันดร์กัลป์’ ผ่านร่องรอยประวัติศาสตร์และคำขวัญเมืองภูเก็ต

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO: THITAPHAT CHIMPRASERT 
EXCEPT AS NOTED

(For English, press here)

‘ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หาดทรายสีทอง สองวีรสตรี บารมีหลวงพ่อแช่ม’ ประโยคคุ้นหูที่นักท่องจำและผู้หลงใหลในภูมิศาสตร์ไทยต่างรู้ดีว่าเป็นคำขวัญของ ‘ภูเก็ต’ จังหวัดที่เป็นเกาะเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ ที่ในเวลานี้ไม่เป็นเพียงสถานที่เริงใจของบรรดา ‘ฝรั่ง’ และนักท่องเที่ยวที่แสวงหาทั้งสุขทางกายใจบน ‘สวรรค์เมืองใต้’ แต่กำลังขยับสถานะสู่ ‘Art Destination’ ในฐานะ venue หลักของไทยแลนด์เบียนนาเล่, ภูเก็ต 2025 มหกรรมศิลปะระดับโลกที่กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการแสดงในสิ้นเดือนเมษายนนี้

Photo courtesy of MGM Studios Inc.

อดีตของภูเก็ตน่าสนใจไม่แพ้ปัจจุบัน เพราะที่แห่งนี้เคยเป็นทั้งแหล่งถลุงแร่ดีบุก ชุมชนหลากชาติพันธุ์ และพื้นที่วีรกรรม ‘ปกบ้านป้องเมือง’ จนเมื่อภาพยนตร์ 007 เพชฌฆาตปืนทอง ออกฉายในปี 2517 ภูเก็ตก็แปลงร่างสู่เมืองท่องเที่ยวในชั่วแล่น ด้วยการเข้ามาของกองถ่ายและสื่อต่างชาติ1 ทำให้เกิดพื้นที่สันทนาการแบบ ‘อเมริกัน’ อย่างโรงแรมครบวงจรหรือลานโบว์ลิ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ก่อนจะราร้างและกลายเป็นความเสื่อมที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองภูเก็ต เช่นเดียวกับบ้านแบบจีน ศาสนสถาน และเหมืองร้าง ที่ตกค้างอยู่ในสวรรค์เมืองใต้ซึ่งถูกเร่งเร้าด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมานานหลายทศวรรษ

ทีมคิวเรเตอร์ของไทยแลนด์เบียนนาเล่, ภูเก็ต 2025
(ซ้ายไปขวา) มาริสา พันธรักษ์ราชเดช, เดวิด เทห์, อริญชย์ รุ่งแจ้ง, เฮรา ฌาน

ท่ามกลางกระแสธารของการก้าวกระโดดที่ทิ้งร่องรอยคละเคล้าระหว่างความรุ่งโรจน์และความโรยรานี้เอง ไทยแลนด์เบียนนาเล่, ภูเก็ต 2025 ทีมคิวเรเตอร์จึงหยิบยกแนวคิด ‘นิรันดร์กัลป์’ มาใช้เป็นดั่งเกรียงที่นักโบราณคดีใช้ขุดค้นชั้นเลเยอร์ของกาลเวลาที่ทับซ้อนกันอยู่บนเกาะแห่งนี้ พร้อมพูดถึงแนวทางการอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับปัจจุบันท่ามกลางพหุวิกฤต (polycrisis) โดยเชื้อเชิญให้เรา ‘หยุดชะงัก’ จากจังหวะเวลาที่เร่งรีบของโลกทุนนิยม เพื่อกลับมาสำรวจห้วงเวลาภายในตัวตนและร่องรอยความทรงจำที่ฝังอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วภูเก็ตในระหว่างวัฏจักรของการเกิดและดับที่หมุนเวียนเป็นนิรันดร์ไม่รู้จบ

โรงหนังเพิร์ล

ไข่มุกอันดามัน

อาจเพราะไข่มุกเป็นหนึ่งในของฝากยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว จึงทำให้เรามองความแวววาวที่เคลือบฉายอยู่ภายนอก และไม่ได้มองถึงเนื้อ ‘นัย’ ของมันแม้แต่น้อย ซึ่งโอ๊ต มณเฑียร ได้นำแก่นของอุตสาหกรรมหอยมุกมารื้อและผสมผสานเข้ากับอุตสาหกรรมทางเพศที่ต่างก็โด่งดังในภูเก็ต (และประเทศไทย) ในผลงานวิดีโอ เพิร์ลบอย และผลงานจัดวาง เพิร์ลบอย โอปะเรติ้ง เธียร์เตอร์ ที่โรงหนังเพิร์ล ย่านเมืองเก่าภูเก็ต

โอ๊ต รังสรรค์พื้นที่หลังจอเงินของโรงหนังเพิร์ลให้เป็นห้องผ่าตัด (operating theatre) โดยเปรียบเปรยกระบวนการผลิตมุกที่หอยต้องจำยอมโอบรับสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเพื่อบ่มเพาะมุก และนำ ‘บางสิ่ง’ ออกไป เข้ากับชีวิตของเหล่า sex worker ที่ต้องรองรับ ‘สิ่งแปลกปลอม’ จากทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกฉาบไว้ด้วยแสงไฟนีออนสีม่วงจัดจ้านและกลิ่นอายของไนท์คลับ ซึ่งโอ๊ตได้สอดประสานเสียงแร็ปอันดุดันของ SLUTTYP แร็ปเปอร์เควียร์ท้องถิ่นเข้ากับท่วงทำนองเพลงที่บีบคั้น เพื่อจำลองสภาวะการผลิตที่ไม่มีที่ว่างให้ความอ่อนโยน

โรงแรมเมลโลว์ พิลโลว์

สวรรค์เมืองใต้

หาก ‘ไข่มุก’ คือตัวแทนของร่างกายที่ต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจ ไม่ไกลจากโรงหนังเพิร์ล สปีดี้ แกรนด์มา ได้ตั้งคำถามถึงความเป็น ‘สวรรค์เมืองใต้’ ในมุมมองเจ้าของที่ดินและผืนน้ำผ่านผลงาน ความคิดค้างคาในน้ำเค็ม: โปรดมาเที่ยวที่ทะเลของฉัน ที่พวกเขาเปลี่ยนล็อบบีโรงแรมเมลโลว์ พิลโลว์ ให้กลายเป็นพื้นที่ทบทวนร่องรอยของลัทธิอาณานิคมผ่านการตีความวรรณคดี ‘พระอภัยมณี’ ของสุนทรภู่ มาปัดฝุ่นและตีความใหม่ในรูปแบบที่ดูทีเล่นทีจริง ทว่ากลับเข้มข้นด้วยเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นมาสคอตปี่เหี่ยวที่ดูอ่อนล้าจากการเป่าของพระอภัยฯ, วิดีโอเด็กช่างอกหักที่ออกเดินทางตามรอยพระอภัยมณี, หรือแม้แต่เทรนด์แต่งหน้าใน TikTok ทั้งหมดนี้แฝงไว้ด้วยนัยที่แสบสัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าอาณานิคม (ใหม่) ในคราบของการท่องเที่ยวนั้นได้เข้ามาสวมทับและ ‘ค้างคาในน้ำเค็ม’ ที่แช่และดองอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าเพื่อปรนเปรอผู้มาเยือนอย่างไรบ้าง

แหลมพรหมเทพ | Photo: Sarunkorn Arthan

  • Photo: Sarunkorn Arthan

หาดทรายสีทอง

หนำใจจากการชมโรงแรมและปี่พระอภัย ควรจะเดินทางไกลสักหน่อย เช่นการออกมาสัมผัสพื้นที่แหลมพรหมเทพยามเย็นที่กรองถักด้วยแสงอาทิตย์ทองที่กำลังเหลี่ยมลับฟ้า เมื่อมืดลงเราจะพบดวงจันทร์ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาพร้อมกับระยับดาว ที่บริเวณจุดชมวิวของแหลมพรหมเทพ สถานที่ตั้งของผลงาน อิซินยังกา นาฬิกาจันทรคติ (ที่เป็นขั้วตรงข้ามของนาฬิกาแดด) ของโนแลน ออสวอลด์ เดนนิส ซึ่งประติมากรรมเหล็กนี้ทำงานร่วมกับเงาและการหมุนของโลก โดยหยิบยืมชื่อภาษาซูลูที่หมายถึงทั้ง ‘ดวงจันทร์’ และ ‘ผู้เยียวยา’ มาใช้ท้าทายระบอบปฏิทินสุริยคติอันเป็นมรดกตกค้างจากยุคล่าอาณานิคมและการเป็น ‘ส่วนกลาง’ เพื่อดึงมนุษย์ให้หลุดพ้นจากตารางเวลาที่ถูกกะเกณฑ์ แล้วกลับมาเชื่อมโยงกับจังหวะธรรมชาติที่แปรผันตามตำแหน่งของดวงดาวอีกครั้ง

สวนสาธารณะสะพานหิน

ในขณะที่งานของ ปิตุพงษ์ เชาวกุล ก็กำลังธำรงตนรอให้สัมผัสผลงาน เขาวงกตหมายเลข 2 อยู่ที่อีกฝั่งของภูเก็ตที่บริเวณสวนสาธารณะสะพานหิน ผลงานชิ้นนี้เป็นลูกบาศก์สีแดงสดขนาด 700 x 700 x 700 เซนติเมตร ในยามกลางวันและกลางคืนมันโดดเด่นด้วยตัวเอง และยังโดดเด่นในการเข้าไปสัมผัสด้วย นั่นคือไม่ว่าต่างคนจะเข้าจากทางไหน ก็จะมีช่วงหนึ่งที่เราหมุนเวียนเดินวนกลับมาเจอกัน ซึ่งปิตุพงษ์จงใจใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมนี้ท้าทายให้เรายอม ‘ละสายตา’ จากหน้าจอสมาร์ตโฟนที่เคยกักขังเราไว้ในโลกเสมือน แล้วก้าวเข้าสู่เขาวงกตเพื่อ ‘สบตา’ กับมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ การเดินสวนกัน การรับรู้ถึงเสียงหัวเราะ และการสังเกตการมีอยู่ของผู้อื่นท่ามกลางโครงสร้างสีแดงนี้ คือการรื้อฟื้นนัยสำคัญของการปฏิสัมพันธ์ในโลกกายภาพที่นับวันจะเปราะบางลง

ขอโน้ตไว้นิดหนึ่งว่าผลงานทั้งสองชิ้นนี้เป็นผลงานที่ติดตั้งอยู่ในที่สาธารณะผู้ชมสามารถเข้าถึงทั้งสองที่นี้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถเดินชมโดยรอบและมีปฏิสัมพันธ์ได้เต็มที่

ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ (มหาชน) สาขาภูเก็ต (เดิม)

สองวีรสตรี

จากชายขอบของเกาะที่เฝ้ามองดวงดาวและทางเดินแห่งความสัมพันธ์ เราหันกลับมาสำรวจลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของ ‘วีรสตรี’ ที่ไม่ใช่เพียงอนุสาวรีย์ที่ตระหง่านและครวญถึงวีรกรรมชื่อก้องกลางเมือง ‘ถลาง’ แต่มันอาจเป็นจิตวิญญาณของแม่ ของเมีย ของลูกสาว ของผู้หญิง ที่สถิตอยู่ไม่เพียงในประติมากรรมโลหะ แต่สถิตอยู่ในตัวผู้มีเพศกำเนิดหญิงทุกคน ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏอยู่อย่างน้อยในงานสองชิ้นที่ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ (มหาชน) สาขาภูเก็ต (เดิม) ในย่านเมืองเก่าภูเก็ต

บนพื้นที่ขนาดกว้างของชั้นสาม กมล เผ่าสวัสดิ์ นำเสนอเรื่องราวของพระนางเลือดขาว ในผลงาน พันธสัญญาที่เปล่าประโยชน์ โดยการหยิบยกตำนานอันน่าเศร้ามาชำแหละผ่านสื่อผสมทั้ง VR, กลิ่น และจิตรกรรม เพื่อถ่ายทอดภาวะ ‘กึ่งฝันเหนือจริง’ ของหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้ายและลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งกมลใช้สิ่งนี้สะท้อนว่า จิตวิญญาณของผู้หญิงในทุกยุคสมัยยังคงต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ตัวเองภายใต้สายตาที่คอยจับจ้องและกดทับของอำนาจที่มองไม่เห็นอยู่เสมอ เช่นเดียวกับผู้บริสุทธิ์ ‘ไม่มีมลทินมัวหมอง’ ที่ถูกกดทับจากอำนาจและประเพณีในทุกยุคสมัย

  • Photo: Sarunkorn Arthan

อาจคล้ายกับ ‘สุวรรณี สุคนธา’ ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองจากความเป็นแม่ (แน่นอนแม่ของ ‘น้ำพุ’) ความเป็นเมีย และความเป็นผู้หญิงในสังคมการทำงาน ซึ่ง อารีแอน สุทธวงษ์ ได้ค้นคว้าข้อมูลของสุวรรณีในด้านต่างๆ โดยเฉพาะบทบาทบรรณาธิการนิตยสารลลนา ไปจนถึงชีวิตส่วนตัวที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ของ ‘วีรสตรีทางปัญญา’ ที่ไม่ได้สู้ด้วยดาบแต่สู้ด้วยปลายปากกา อารีแอนชี้ให้เห็นว่าการเป็นผู้หญิงที่มีจุดยืนชัดเจนในยุค 1960-1980 นั้น คือการต้องรบรากับอคติทางเพศและกรอบระเบียบของสังคมอยู่ตลอดเวลา

ศาลเจ้ากะทู้

บารมีหลวงพ่อแช่ม

หากความเป็นผู้หญิงจะต้องพิสูจน์ตัวตนเพื่อถูกยอมรับในสังคมชายเป็นใหญ่ ความเป็นคนนอกของชาวหัวเฉียวก็ต้องพิสูจน์ตัวตนจากคนใน (คนไทย) เช่นกัน เพราะครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต แรงงานชาวจีนพลัดถิ่นในเหมืองแร่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง ‘สิ่ง’ ที่น่าหวั่นเกรง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กบฏอั้งยี่ในปี พ.ศ. 2419 ที่ความขัดแย้งพุ่งถึงขีดสุด รวมถึงการเป็นศูนย์รวมใจของหลวงพ่อแช่มในการต่อต้านกบฏอั้งยี่จนได้รับสมณศักดิ์จากรัฐบาลสยาม

Photo: Sarunkorn Arthan

ศาลเจ้ากะทู้ อำเภอกะทู้ เป็นหนึ่งในศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่เก่าแก่ที่สุดในภูเก็ต และยังเป็นสถานที่ก่อกำเนิดเทศกาลถือศีลกินผัก (กินเจ) รวมถึงศูนย์รวมชาวหัวเฉียวในจังหวัดภูเก็ตอีกด้วย ซึ่งความเป็นหัวเฉียว หรือชาวจีนโพ้นทะเล ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยแต่กลับมีอยู่ในหลายประเทศและหลายระลอก ซึ่งจะเห็นได้จากทั้งผลงานชุด Tiger’s Head, Nail’s Tail ของเซอรีน ฮุย ศิลปินชาวฮ่องกง

ผลงานตั้งอยู่บนอาคารใหม่ของศาลเจ้ากะทู้ อาจสะท้อนถึงศรัทธาและ ‘บารมี’ ของเทพเจ้าทั้งเก้าองค์ที่ยังแผ่อยู่ทั่วสารทิศ อย่างไรก็ดีผลงานแรกของเซอรีน Tiger’s Head, Nail’s Tail: The Scribe ได้กล่าวถึงปู่ของเธอที่เคยทำงานเป็นนักเขียนจดหมายให้แก่ชาวหัวเฉียวในเวียดนามและฮ่องกงได้ส่งกลับไปสู่มาตุภูมิ ผ่านซุ้ม 7 ซุ้มที่บรรจุเสียงอ่านจดหมายเป็นภาษาจีนและเนื้อความภาษาไทย-จีนของชาวหัวเฉียวในอุษาคเนย์ ที่คัดเลือกจากจดหมายโพยก๊วน/เฉียวผี อันเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) และวรรณกรรม ‘จดหมายจากเมืองไทย’ ของสุภา สิริสิงห ขนานไปกับ Tiger’s Head, Nail’s Tail: Nanyang Sojourners ที่นำเอาเสียงของงิ้วแต้จิ๋วผสมผสานกับเสียงในจังหวัดภูเก็ต ที่แสดงถึงความหลากหลายของกลุ่มคนจีนที่มีทั้งฮกเกี้ยน, แต้จิ๋ว และอีกมากมาย ซึ่งผลงานของเซอรีนเอง ทำให้เห็นเราเห็นอีกแง่มุมหนึ่งของชาวหัวเฉียวที่อาจเป็นเพียงผู้โหยหาอนาคตที่มั่นคงมากกว่าการเป็นขโมยขโจรหรือแม้แต่กบฏแย่งชิงอำนาจบางอย่าง

ท้ายที่สุดแล้ว ‘นิรันดร์กัลป์’ แนวคิดของไทยแลนด์เบียนนาเล่, ภูเก็ต ครั้งนี้ อาจไม่ใช่การมองหายุคสมัยที่คงทนถาวร แต่คือการยอมรับความจริงว่าเกาะแห่งนี้ถูกถักทอขึ้นจากเศษเสี้ยวของรอยร้าวและความหวังของบรรดา ‘คนนอก’ มาโดยตลอด

_

1 อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์. 2567. ‘จุดกำเนิดภูเก็ตเมืองท่องเที่ยว.’ ไทยรัฐออนไลน์, คอลัมน์ The Issue, 4 มิถุนายน 2567.
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2790338.

thailandbiennale.org/
facebook.com/thailandbiennale