AT THE EDGE OF SPACE AND LIGHT

Photo courtesy of BODW

จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงานของ Tereza Šváchová ที่รวมแก้วและสถาปัตยกรรมเพื่อให้ ‘แสง’ มีชีวิต ณ Business of Design Week 2025

TEXT: SUKANYARAT KAIYASING
PHOTO CREDIT AS NOTED

(For English, press here)

เมื่อความสงสัยนำไปสู่ความอยากรู้อยากเห็นและเกิดเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอิตาลีมาอย่างยาวนาน ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างสาขาวิชาและแนวคิดต่างๆ ซึ่งได้ขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม แฟชั่น และการผลิต โดยสะท้อนให้เห็นได้จากความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศและการทำงานร่วมกันที่หลากหลายภายใต้แบรนด์ ‘Made in Italy’ ในขณะเดียวกัน แนวคิดด้านการออกแบบของฮ่องกงก็เจริญรุ่งเรืองจากการผสมผสานภูมิปัญญาตะวันออกเข้ากับอิทธิพลตะวันตก ผลักดันเมืองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมทางวัฒนธรรมและการออกแบบที่มีความหมายผ่านการทดลองอย่างกล้าหาญ ชุมชนการออกแบบทั้งสองแห่งได้เน้นย้ำถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ในการหล่อหลอมมรดกและขับเคลื่อนความเป็นเลิศของพวกเขา

Photo courtesy of BODW

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ฮ่องกงได้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักออกแบบ และผู้นำด้านธุรกิจระดับโลกมาไว้ใน Business of Design Week 2025 (BODW 2025) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ผ่านการบรรยาย การเสวนา ภายใต้หัวข้อ ‘Curiosity Ignites Design Innovation’ โดยได้ร่วมมือกับอิตาลีในฐานะประเทศพาร์ทเนอร์ตลอดทั้งปี เพื่อเสริมบทบาทการแลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ระหว่างสองภูมิภาค โดยงาน Summit หลักได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ธันวาคม ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre (HKCEC)

Tereza Šváchová | Photo: Michael Tomeš

หนึ่งในสปีคเกอร์ที่เราได้ร่วมฟังการบรรยายของเขาคือ Tereza Šváchová สถาปนิกจากสาธารณรัฐเช็กที่เชื่อมโยงสถาปัตยกรรมกับแก้วในผลงานมาตลอด และยังเป็นสมาชิกของสมาคมแสงและแก้วแห่งยุโรป รวมทั้งประธานคณะกรรมการกำกับดูแลของกองทุน Eliáška Endowment Fund ซึ่งมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์โรงงานผลิตโคมระย้า Elias Palme เดิมอีกด้วย

การบรรยายในครั้งนี้เทเรซาเริ่มจากการพูดถึงภาพจำทั่วไปของประเทศที่เธออยู่ ซึ่งก็คือสาธารณรัฐเช็กที่หลายคนอาจนึกถึงแค่การดื่มเบียร์และความสำเร็จด้านกีฬา ice hockey เท่านั้น ก่อนจะชี้ให้เห็นว่าแก้วและคริสตัลโบฮีเมียนก็เป็นอีกหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งของสาธารณรัฐเช็ก

ในพื้นที่เล็กๆ กลางยุโรปซึ่งมีประชากรเพียงราวสิบล้านคน แก้วไม่ใช่เพียงวัตถุ หากแต่เป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ และความทรงจำส่วนตัว ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เทือกเขาตามแนวพรมแดนของประเทศได้หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมแก้วด้วยทรัพยากรสำคัญเพียงสามประการ ได้แก่ ป่าไม้ ทรายซิลิกาบริสุทธิ์ และผู้คนที่เติบโตมากับงานฝีมือราวกับหัวใจที่ทำจากแก้ว

  • Jablonec nad Nisou façade | Photo: Petr Polák

หนึ่งในพื้นที่สำคัญคือ Crystal Valley หรือแคว้น Liberec อันเป็นแถบยาวจาก Harrachov ถึง Kamenický Šenov ภายในระยะทางไม่ถึงสองชั่วโมง ที่นี่ แก้วถูกผลิตในทุกรูปแบบเท่าที่จะจินตนาการได้ ตั้งแต่แก้วเป่า เครื่องประดับ กระจกสี ไปจนถึงโคมระย้าคริสตัลที่เคยส่องสว่างให้โรงโอเปราและพระราชวังทั่วโลก เมืองอย่าง Kamenický Šenov และ Jablonec nad Nisou จึงไม่ได้เป็นเพียงเมืองอุตสาหกรรม แต่คือภูมิทัศน์ของแสง

Jablonec nad Nisou façade | Photo: Petr Polák

เทเรซาเติบโตมากับสภาพแวดล้อมนี้ แม้จะไม่ได้เรียนด้านแก้วโดยตรง แต่ก็เลือกเส้นทางสถาปัตยกรรม ซึ่งสำหรับเธอแล้ว สถาปัตยกรรมคือพื้นที่ที่ถูกกำหนดด้วยแสง และแสงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเงาเป็นคู่ตรงข้าม เช่นเดียวกับที่อาคารอย่าง Pantheon หรือผลงานของ Le Corbusier ที่ใช้ผนังและช่องเปิดเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแสง ให้กลายเป็นวัสดุที่มีชีวิต

EXPO | Photo: boysplaynice, courtesy of Apropos Architects

แก้วจึงเป็นตัวกลางสำคัญ เพราะแสงไม่สามารถมองเห็นได้หากมันไม่สัมผัสกับอะไรสักอย่าง เทเรซาได้อธิบายการมองเห็นแสงผ่านแก้วไว้สี่วิธี ได้แก่ การส่งผ่าน การหักเห การกระเจิง และการสะท้อน ซึ่งแก้วเองจึงได้กลายเป็นฐานความคิดในการออกแบบที่สถาปนิกจากสาธารณรัฐเช็ก ตั้งแต่อาคารเช็กพาวิลเลียนในงาน Expo 2025 Osaka ที่ออกแบบโดย Apropos Architects ซึ่งใช้ façade แก้วเป็นงานศิลปะในตัวเอง ไปจนถึงการทดลองใช้แก้วมวลหนาเพื่อให้แสงเรืองออกมาจากขอบ แม้ในวันที่ท้องฟ้าครึ้ม

EXPO | Photo: Filip Švácha

  • EXPO | Photo: Filip Švácha

ในอีกด้านหนึ่ง แสงที่แตกกระจายผ่านคริสตัลได้นำไปสู่เรื่องราวของโคมระย้า ซึ่งมีรากเหง้ามาจากปราสาทหินหนาทึบของยุโรป โคมคริสตัลถูกสร้างขึ้นเพื่อพาแสงเทียนไปถึงมุมที่มืดที่สุด และจากเมืองเล็กๆ ในเช็ก โคมไฟระย้าแบบ Maria Theresa ก็ได้เดินทางไปส่องสว่างในสถานที่สำคัญทั่วโลก โรงงานแก้ว Elias ซึ่งเคยเป็นหัวใจของการผลิตเหล่านี้ กลับกลายเป็นซากปรักหักพัง ก่อนที่เทเรซาและทีมจะเข้ามาฟื้นฟูให้กลายเป็นศูนย์นานาชาติด้านโคมระย้าและการวิจัยแสงอีกครั้ง

การทำงานกับแสงยังขยายไปสู่การใช้กระจกไดโครอิกในพิพิธภัณฑ์แก้วและเครื่องประดับที่ Jablonec nad Nisou façade ที่เคยทึบกลับกลายเป็นพื้นผิวที่สะท้อนสีสันเปลี่ยนไปตามมุมมองและสภาพแสง ราวกับภาพวาดที่ไม่เคยซ้ำกันในแต่ละวัน ทำให้พื้นที่สาธารณะมีชีวิตขึ้นจากการสะท้อนของแสงเพียงอย่างเดียว

Universum | Photo courtesy of the authors

อีกกลไกการใช้แก้วและแสงที่ปรากฏชัดอีกที่คือโบสถ์ใกล้กรุงปราก อาคารรูปทรงเรียบง่ายที่เริ่มต้นจากความมืด และค่อยๆ เปิดรับแสงผ่านช่องเล็กๆ นับร้อย จนเกิดเป็นปรากฏการณ์คล้ายแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ แก้วถูกหล่อรวมกับคอนกรีตกำลังสูง ทำให้ผนังไม่ใช่เส้นแบ่ง แต่เป็นสื่อกลางที่แสงสามารถไหลผ่านได้ โบสถ์จึงไม่ได้เพียงรับแสงจากภายนอก หากยังเปล่งแสงออกสู่เมืองราวกับประภาคาร

Univerzum | Photo: Oto Melter

เทเรซาไม่ได้พูดถึงแก้วในฐานะวัสดุ หากแต่พูดถึงแสงในฐานะประสบการณ์ – แสงที่สามารถมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อมันสัมผัสขอบและพื้นผิวและถูกทำให้ช้าลงพอที่มนุษย์จะรับรู้ได้ มุมมองนี้ทำให้สถาปัตยกรรมไม่ใช่เพียงการสร้างรูปทรง แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้แสงได้เล่าเรื่องของมันเอง ขณะเดียวกันก็ยังชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแก้วของสาธารณรัฐเช็กไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางด้านศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการออกแบบและสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยมี ‘แสง’ เป็นหัวใจหลักของการสร้างสรรค์

bodw.com
terezasvachova.cz