หาความหมายของความคุ้นเคยที่แปลกประหลาดผ่านชิ้นงานและสถาปัตยกรรมของ Smiljan Radic ผู้ที่ยืนกรานต่อความกำกวมบนความแม่นยำในการก่อสร้าง
TEXT: KRAIPOL JAYANETRA
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
ตอนที่รู้ข่าวครั้งแรกว่า Smiljan Radic ได้รับรางวัล Pritzker Prize ผมรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ที่สถาปนิกสายเชิงกวีอย่าง Kazuo Shinohara หรือ John Hejduk ได้ก้าวเข้าสู่แสงสปอตไลต์ของเวทีกระแสหลักเสียที การยกย่องครั้งนี้ไม่ได้เพียงทำให้ผลงานของเขาเป็นที่จับตามองมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้วิธีคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่ไม่ยอมถูกนิยามอย่างตายตัวได้รับความสนใจไปด้วย

Smiljan Radic | Photo courtesy of The Pritzker Architecture Prize
ผมได้เห็นงานของ Radic เป็นครั้งแรกในนิทรรศการเดี่ยวที่ TOTO Gallery · MA ในโตเกียว ภาพจำยังชัดเจนคือชุดโมเดลหน้าตาประหลาดที่ให้ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและคลาดเคลื่อนไปจากที่ทางของมันในเวลาเดียวกัน บางชิ้นดูคล้ายวัตถุจากโลกคติชน บางชิ้นสะท้อนความแม่นยำแบบ Mies van der Rohe ขณะที่บางชิ้นใกล้เคียงกับจินตนาการเชิงอนาคตของ Cedric Price หรือ Constant Nieuwenhuys

Photo: Kraipol Jayanetra
สำหรับผมในเวลานั้น ภาพผลงานของ Radic ไม่อาจแปรเป็นเหตุผลที่ชัดเจนได้ แต่ความแปลกในความคุ้นเคยของมันกลับก่อให้เกิดความผูกพันอย่างไม่อาจอธิบายได้ กลายเป็นความทรงจำที่ไม่อาจนิยามได้อย่างตายตัว
จากประสบการณ์ดังกล่าว Radic สร้างงานสถาปัตยกรรมในฐานะวัตถุที่ให้ความรู้สึกพิศวง ที่ก่อให้เกิดประสบการณ์แบบ Magical Realism ซึ่งความคุ้นเคยและความแปลกประหลาดดำรงอยู่พร้อมกันในระดับของการรับรู้
สภาวะดังกล่าวสามารถทำความเข้าใจได้ผ่านสิ่งที่ Smiljan Radic เรียกว่า ‘กระบวนการควบแน่น’ ในบทความ a+u ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่นำปัจจัยหลากหลาย ทั้งความเชื่อ วัฒนธรรมทางภาพ ตรรกะเชิงพื้นที่ และนิยามของวัตถุ มารวมเข้าด้วยกันโดยไม่แยกขั้นตอนหรือจัดลำดับตายตัว จนความคิดค่อยๆ ควบแน่นเป็นภาพที่ทำหน้าที่ชี้นำการออกแบบ

Teatro Regional del Biobio Model | Photo: Kraipol Jayanetra
ในงานอย่าง Prism House + Room/Terrace ร่องรอยจาก Prism House ของ Shinohara อาจอ่านได้ผ่านหลังคาทรงชัน 45 องศา แต่แทนที่จะคงความประหลาดของต้นแบบไว้ตรงๆ เขากลับแปรให้เป็นโครงสร้างที่เบาและเปิดมากกว่าเดิม แล้วผสานเข้ากับการวางอาคารบนระเบียงโครงสร้างไม้ขนาดใหญ่ ความเข้มข้นของต้นทางจึงไม่ถูกคงไว้โดยตรง หากถูกแปรเป็นความพิศวงเชิงพื้นที่แทน

Teatro Regional del Biobio Model | Photo: Kraipol Jayanetra
ตรรกะการประกอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับสถาปัตยกรรม แต่ Radic ขยายมันไปสู่ชุดอ้างอิงจากคติชนและตำนาน ซึ่งตั้งอยู่บนความกำกวมอยู่แล้ว ช่วงต้นอาชีพ เขาสร้างงานกึ่งประติมากรรม-กึ่งสถาปัตยกรรม โดยได้รับแรงจาก Illustrations for Six Fairy Tales from the Brothers Grimm ของ David Hockney และพัฒนาเป็นชุดวัตถุ เช่น The Boy Hidden in an Egg, Fragile: A Tower of Wine Glasses และ The Selfish Giant’s Castle ซึ่งเขาเรียกรวมว่า ‘สารานุกรมสัตว์พิศวงแห่งยุคกลาง’-ชุดสิ่งมีชีวิตลูกผสมที่บ่งชี้ถึงตรรกะการประกอบซ้อนกันซึ่งจะกลับมาในงานสถาปัตยกรรมภายหลัง

Fragile: A Tower of Wine Glasses Model | Photo: Kraipol Jayanetra
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ความต่อเนื่องของรูปทรง แต่เป็นความต่อเนื่องของวิธีการ รูปลักษณ์ถูกแปรข้ามสเกลจากภาพสู่วัตถุ และจากวัตถุสู่อาคาร ในกระบวนการนี้ ภาพไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวอ้างอิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นสภาวะหนึ่ง สิ่งที่หลงเหลือจึงไม่ใช่รูปทรงเต็มตัว หากเป็นเพียงเศษตกค้างที่ถูกพาข้ามการแปรเปลี่ยนไป เช่น ความตั้งอยู่ของ Fragile: A Tower of Wine Glasses ที่สะท้อนกลับมาใน Santiago Telecommunications Tower หรือ The Selfish Giant’s Castle ที่กลับมาอีกครั้งในรูปของ Serpentine Pavilion สิ่งที่ชวนทึ่งไม่ใช่การทำซ้ำ แต่เป็นความแม่นยำของการแปรเปลี่ยน
Radic ขยายแนวคิดเรื่องตรรกะของการแปรเปลี่ยนไว้ใน a+u โดยกล่าวถึงความงดงามของ Nenia-บทกวีไว้อาลัยในพิธีศพ การขับขาน Nenia คือการทำความเข้าใจอย่างเงียบงันต่อสิ่งที่เหลืออยู่หลังการสูญเสีย
ในความหมายนี้ สถาปัตยกรรมจึงไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏอย่างเต็มตัว หากเป็นสิ่งที่คงค้างอยู่ในความทรงจำ และด้วยเหตุนี้ รูปทรงจึงถูกแปลและซ่อนตัวระหว่างการเคลื่อนจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง
ตัวอย่างที่สอดคล้องกันปรากฏใน Ma(rra)queta Shelter ซึ่ง Radic ใช้ห่วงยางพองลมที่มีรูปคล้ายทั้งแพพื้นถิ่นและก้อนขนมปังของชิลีเป็นแม่แบบในการขึ้นรูปที่พักขนาดเล็กด้วยไฟเบอร์กลาสเสริมเรซิน เมื่อปล่อยลม แม่แบบไม่ได้ ‘ถอดออก’ แต่ยุบตัวลง สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นร่องรอยของการก่อรูป-ความทรงจำของพื้นที่ที่เพิ่งเกิดขึ้นและหายไป ขณะเดียวกัน องค์ประกอบอุตสาหกรรม เช่น ฐานโลหะ ประตู หรือเชือกตึง ก็ถูกใช้เพื่อสร้างแรงดึงระหว่างโลกพื้นถิ่นกับระบบควบคุมเชิงออกแบบ

Photo: Kraipol Jayanetra
เมื่อขอบเขตการทำงานขยายออกไป ตรรกะนี้ถูกทดสอบในระดับเมือง ดังในโครงการ Nave ซึ่ง Radic แปลงอาคารที่ถูกทิ้งร้างจากไฟไหม้และแผ่นดินไหวให้เป็นศูนย์ศิลปะการแสดง เขาไม่ได้พยายามหลอมสิ่งเก่าและใหม่ให้กลมกลืน แต่ประกอบมันจากองค์ประกอบที่แปลกแยกกัน เปลือกอาคารเดิมถูกบูรณะให้กลับเป็นภาพนิ่งแบบคลาสสิก ภายในถูกเปิดเป็น black box ดิบในบรรยากาศอุตสาหกรรม และด้านบนถูกเติมโครงหลังคาเบารูปทรงคล้ายกระโจมที่หุ้มด้วยผ้าใบสีแดง-เหลือง ส่วนต่างๆ ไม่รวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ทำงานผ่านความตึงเครียดระหว่างกัน

NAVE, Performing Arts Center | Photo courtesy of Cristobal Palma

NAVE, Performing Arts Center | Photo courtesy of Cristobal Palma

NAVE, Performing Arts Center | Photo courtesy of Cristobal Palma
ตรรกะเดียวกันถูกผลักดันต่อใน Teatro Biobio ซึ่งอาคารโรงละครมักถูกกำหนดด้วยข้อจำกัดด้านโครงสร้างและความคาดหวังเชิงสัญลักษณ์ของเมือง แต่ Radic เลือกตอบสนองด้วยการใช้สเกลบ้านพักอาศัยเป็นฐานคิด โดยอ้างอิงจากโครงการ Habitación (Room) เพื่อควบแน่นตรรกะโครงสร้างขนาดเล็กก่อนขยายสู่สเกลใหญ่ ใน Teatro Biobio เขาใช้ระยะช่วงเสาเพียง 3.9 เมตร ทำให้สามารถใช้เสาหน้าตัด 30 × 30 เซนติเมตรแบบบ้านพักอาศัยมารองรับโรงละครขนาดใหญ่ เมื่อเข้าสู่พื้นที่ภายใน โถงกลางให้ความรู้สึกคล้ายโครง space frame แบบเปิด ชวนให้นึกถึงภาพของ Cedric Price ใน Fun Palace ขณะที่เยื่อหุ้มโปร่งแสงรอบอาคารช่วยลดทอนความหนักของมวลอาคาร ผลลัพธ์คือความมั่นคงที่ไม่ได้มาจากความทึบ หากมาจากความเบาที่จัดวางอย่างแม่นยำ

Teatro Regional del Biobio | Photo courtesy of Hisao Suzuki
เมื่อมองผ่านผลงานเหล่านี้ สถาปัตยกรรมของ Smiljan Radic ปฏิเสธการเป็นภาษาหรือรูปแบบตายตัว หากทำงานผ่านกระบวนการควบแน่น ซึ่งภาพ วัตถุ และสภาวะของพื้นที่ถูกแปรและก่อรูปใหม่อยู่เสมอ
จากโลกตำนานสู่รูปทรงจริง งานของเขาเผยให้เห็นความสนใจต่อสิ่งที่ยังหลงเหลือ มากกว่าสิ่งที่สมบูรณ์ สถาปัตยกรรมจึงเป็นพื้นที่ของการปรากฏเพียงบางส่วน ที่ซึ่งความทรงจำ การขาดหาย และวัตถุอยู่ร่วมกัน

Teatro Regional del Biobio | Photo courtesy of Iwan Baan
นี่คือเหตุผลที่งานของเขาให้ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกไปพร้อมกัน มันไม่ได้คลี่คลายทุกอย่าง หากประคองความตึงระหว่างการจดจำและความไม่แน่ชัด และภายในภาวะนี้ ความผูกพันกับสิ่งที่ยังไม่อาจเข้าใจจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
ในแง่นี้ Magical Realism ไม่ใช่เพียงรูปแบบ แต่เป็นวิธีมองโลก ซึ่งในงานของ Radic ความหลงใหลต่อ ‘สารานุกรมสัตว์พิศวงแห่งยุคกลาง’ และกระบวนการควบแน่น จึงไม่ใช่ส่วนแยก หากเป็นโครงคิดเดียวกัน

Teatro Regional del Biobio | Photo courtesy of Hisao Suzuki
เราอาจอ่านสถาปัตยกรรมของ Smiljan Radic เป็น Magical Realism ร่วมสมัยที่ไม่อธิบายตัวเองตรงไปตรงมา แต่ค่อยๆ ก่อรูปเป็นความรู้สึกตกค้างในความทรงจำ ในยุคที่สถาปัตยกรรมจำนวนมากมุ่งสู่ความชัดเจนและประสิทธิภาพ งานของเขากลับยืนกรานต่อความกำกวม และต่อสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้อย่างหมดจด โดยที่สิ่งซึ่งดูคล้ายกวีในงาน แท้จริงแล้วตั้งอยู่บนความแม่นยำเชิงการออกแบบอย่างเข้มงวด
_
อ้างอิง
a+u (Architecture and Urbanism), no. 21:08, “Smiljan Radic,” 2021.
El Croquis, no. 199, “Smiljan Radic,” 2019.

NAVE, Performing Arts Center | Photo courtesy of Cristobal Palma 
