PAPAYA PICKLEBALL CLUB

จากสนามฟุตบอลกึ่งเปิดโล่งสู่คลับพิกเกิลบอลในร่ม Papaya Pickleball Club ผลงานของ KANITarchitects ที่ใช้การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อแก้ปัญหาและยกระดับประสบการณ์การเล่นกีฬา

TEXT: RAN LIMTAWIN
PHOTO: MIKE KANITPAT

(For English, press here)

Featured Product

SEARA SPORTS

 

KANITarchitects คือสตูดิโอที่มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิด ‘Architecture & Its Purpose’ หรือการถอดโจทย์ที่เป็นหัวใจหลักของโครงการให้กลายเป็นภาษาสถาปัตยกรรมที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และตอบโจทย์ของลูกค้าได้จริง ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกนำมาพิสูจน์ผ่านโปรเจกต์ Papaya Pickleball Club ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความนิยมในกีฬาพิกเกิลบอลที่กำลังเติบโตขึ้นในเมืองไทย นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมซึ่งเป็นสนามฟุตบอลให้เช่ากึ่งเปิดโล่งให้กลายเป็นคลับพิกเกิลบอลในร่มที่สามารถรองรับกิจกรรมได้ตลอดทั้งวัน

หลังจากการค้นคว้า สถาปนิกค้นพบว่าโครงการนี้มีความท้าทายด้วยกันทั้งหมด 3 ประการ ประกอบด้วยความร้อน เสียง และสายตา เริ่มต้นจากพื้นที่เดิมซึ่งเป็นสนามฟุตบอลให้เช่าที่โครงสร้างนั้นนำมาสู่การสะสมความร้อนอบอ้าวในช่วงกลางวัน อีกทั้งท่ามกลางทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นของพัฒนาการ 44 ปัญหาที่สถาปนิกจำเป็นต้องคำนึงจึงเป็นเรื่องของการควบคุม ‘เสียงกระทบของลูกบอล’ เพื่อไม่ให้รบกวนชุมชนรอบข้าง อีกทั้งด้วยธรรมชาติของพิกเกิลบอลที่โต้ตอบกันด้วยความเร็วสูงคล้ายปิงปองบนสนามที่ใหญ่กว่า นักกีฬาจึงต้องเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงและใช้สมาธิโฟกัสอยู่กับลูกตลอดเวลา โจทย์ข้อนี้จึงกลายเป็นสมการสำคัญที่สถาปนิกต้องนำมาขบคิด เพื่อสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการตอบสนองของการอ่านเกม  โดยการออกแบบพื้นที่ต้องลดสิ่งเร้าทางสายตา เพื่อให้นักกีฬาสามารถโฟกัสกับความเร็วของลูกและอ่านระยะของสนามได้อย่างแม่นยำที่สุด

KANITarchitects จึงเปลี่ยนภาพจำจากสนามกึ่งเปิดโล่งในอดีต ให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมระบบปิดที่ใช้ระบบปรับอากาศทั้งหมด โดยการตีความใหม่ที่ยังคงเก็บแนวเสาสแปนกว้างและโครงหลังคาเหล็กถัก (truss) เอาไว้เป็นแกนหลักของการทำงาน ก่อนจะตีความก้อนอาคารคอนกรีตด้านหน้าใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่คลับ (club & waiting area) ผ่านการใช้อิฐดินเผาสีส้มที่หยิบมาจากวัสดุดั้งเดิมบนไซต์ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่ร้อยเรียงไปกับตัวอาคาร และใช้ระนาบที่นั่งคอนกรีตยาวเป็นตัวกำหนดทิศทางการสัญจรที่ต่อเนื่องจากชานด้านนอก ลากทะลุผ่านผนังกระจกเข้ามาสู่โซนคาเฟ่ด้านใน เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกิจกรรมภายในและภายนอกอย่างแนบเนียน

หัวใจของโครงการนี้คือการตีความพื้นที่ระหว่าง club และ courts โดยดีไซน์ให้มี stair step ซึ่งคือบันไดที่เป็นทั้งทางสัญจร ที่นั่งพักผ่อน พื้นที่สีเขียว และทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างความผ่อนคลายในโซนคลับและความเคลื่อนไหวภายในสนามแข่งขัน เปิดโอกาสให้นักกีฬาได้ทิ้งตัวนั่งพักผ่อน แลกเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างกันก่อนแยกย้าย เป็นจุดที่เอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบ social sport อย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อขยับเข้าสู่พื้นที่สนามแข่งขันจะมีทั้งหมดแบ่งออกเป็น 6 คอร์ท สถาปนิกจัดวางโดยใช้ main circulation เป็นแกนกลางเพื่อให้ผู้เล่นเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยมีการใช้แนวรั้วโปร่งเข้ามาสร้างเส้นแบ่งเชิงสัญลักษณ์ระหว่างทางเดินหลักและตัวสนาม เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและลดสิ่งรบกวนระหว่างเกม ยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละคอร์ทยังถูกดีไซน์ให้มี private lounge ประจำสนาม เป็นโซฟาที่จัดวางอย่างเป็นสัดส่วนเพื่อให้ผู้เล่นได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ช่วยลดความพลุกพล่านของสนามข้างเคียง ในขณะที่ยังคงเปิดรับบรรยากาศความสนุกสนานและจังหวะของเกมรอบข้างไว้ได้ในคราวเดียวกัน

เพื่อให้รายละเอียดสถาปัตยกรรมทั้งหมดมีภาษารูปทรงที่สอดประสานกัน KANITarchitects จึงหยิบเอา ‘สัดส่วนของอิฐรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า’ มาเป็นตัวกำหนดจังหวะหลักของงานดีไซน์ โดยนำเอกลักษณ์นี้ไปสอดแทรกผ่านลวดลายกระเบื้องพื้นและผนัง ตะแกรงเหล็ก ตาข่ายสีส้มไปจนถึงบล็อกแก้วในห้องน้ำและห้องไอซ์บาธ วิธีนี้ช่วยให้วัสดุที่หลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ โดยเปลี่ยนจากองค์ประกอบที่ดูแตกต่าง ให้กลายเป็นภาษาเดียวกันผ่านการจัดเรียงในระนาบแนวตั้ง ทำให้ภาพรวมของอาคารมีจังหวะที่ต่อเนื่องและสอดประสานกันอย่างลงตัว

ความต่อเนื่องของภาษารูปทรงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สัดส่วนวัสดุ แต่ยังถูกนำไปใช้เป็นไกด์ไลน์ในการวาง ‘เฉดสี’ เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเล่นพิกเกิลบอล เริ่มจากการเลือกใช้สีส้มอิฐเป็นเส้นนำสายตาที่วิ่งพาดผ่านระนาบผนังไปจนถึงองค์ประกอบโครงสร้างเดิม เพื่อร้อยเรียงพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนจะเปลี่ยนผ่านสู่สีเทาในส่วนท่อนบนเพื่อให้กลืนเข้ากับโครงหลังคาเหล็กได้อย่างแนบเนียน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเวิ้งว้างของโถงสูงและสร้างความบาลานซ์ให้กับพื้นที่แล้ว สถาปนิกยังจงใจเลือกใช้สีเขียวเอิร์ทโทนของพื้นสนามเข้ามาตัดกับโทนสีส้มอิฐ เพื่อสร้าง contrast ที่ชัดเจน ซึ่งไม่เพียงช่วยป้องกันอาการตาลายในขณะที่นักกีฬาโฟกัสกับเกม แต่ยังช่วยขับเน้นให้ตำแหน่งของลูกพิกเกิลบอลโดดเด่นขึ้นมา โดยไม่กลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรวม ในขณะเดียวกันทั้งสองสีนี้ก็ยังเป็นมิตรกับสายตาเมื่อต้องใช้เวลานานๆ ในสนามอีกด้วย

จิกซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เติมเต็มให้สถาปัตยกรรมตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ คือการวางกลยุทธ์งานออกแบบแสงสว่าง (lighting design) ที่สร้างสภาวะแวดล้อมเฉพาะตัวให้กับแต่ละพื้นที่ ในโซนสนามแข่งขัน สถาปนิกควบคุมความเข้มของแสงให้สม่ำเสมอและคงที่ เพื่อลดความล้าของสายตาและป้องกันการแยงตาขณะเล่น ในขณะที่โซนพักคอย สถาปนิกกลับเลือกดึงจังหวะของแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนผ่านตามช่วงเวลาเข้ามาสร้างความผ่อนคลายและลดความกดดันจากการแข่งขัน โดยมีการติดตั้งโครงเหล็กตาข่ายสีส้มไว้บนเพดานเหนือโซฟา เพื่อทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์กรองแสงที่ทอดเงาลงบนผนัง เปลี่ยนแสงไฟให้กลายเป็นจังหวะของแสงและเงาที่นุ่มนวล สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวาให้แก่พื้นที่ส่วนตัวในยามที่ผู้เล่นต้องการพักผ่อน

ด้วยเหตุนี้ โครงการจึงถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุ แสงธรรมชาติ หรือการจัดวางพื้นที่ ทั้งหมดไม่ได้ทำมาเพื่อความหวือหวา แต่ตั้งใจทำให้สเปซนี้เป็นสนามที่ให้ความเป็นส่วนตัวกำลังดี และมีบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อทุกคน เหนือสิ่งอื่นใด คือการโอบรับเอาความสนุกของกีฬาพิกเกิลบอลเข้ามาอยู่ในร่ม เพื่อแก้โจทย์เรื่องสภาพอากาศและฝุ่น PM2.5 ให้ผู้ใช้งานได้สนุกกับเกมโดยไม่ต้องกังวลกับปัจจัยภายนอก เพราะท้ายที่สุดแล้ว หัวใจของสนามแห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามหรืออุปกรณ์ที่ครบครัน แต่อยู่ที่การได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และขยับร่างกายไปด้วยกัน

facebook.com/kanitarchitects