THE METAMORPHOSIS OF KANANG AND SANG THONG

ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างความศิวิไลซ์ อำนาจ และการสร้างความเป็นอื่นในประวัติศาสตร์ไทย ผ่านนิทรรศการ ‘รูปสุวรรณศิวิไลซ์: Metamorphosis in Gold’ โดย นักรบ มูลมานัส

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF WARIN LAB EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

บางคนอาจคุ้นกับ ‘สังข์ทอง’ วรรณกรรมไทยโบราณที่เล่าถึงพระสังข์ผู้ซ่อน ‘รูปสุวรรณอยู่ชั้นใน’ ใต้รูปเงาะ เพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริงอันงดงามไว้ แต่มีบางห้วงความคิดก็ทำให้เรานึกไปถึง ‘สังข์ทอง สีใส’ นักร้องลูกทุ่งและนักแสดงภาพยนตร์ผู้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หายาก หรือภาวะ Ectodermal Dysplasia ที่แม้จะไม่มีอาการหนักแต่ก็ไม่มีทางรักษา ซึ่งสังข์ทอง สีใส เคยถูกตีตราและมองว่าเป็น ‘เทพบุตรหน้าผี’ เช่นเดียวกับน้องชายของเขา ‘สุเทพ สีใส’ ที่เป็นโรคสังข์ทองและเป็นนักแสดงในวงการบันเทิงที่โดนตีตราความน่าเกลียดน่ากลัวในรูปหน้าของเขาเองด้วย แม้พวกเขาจะมีความเก่งกาจในการแสดงหรือน้ำใจงดงามอย่างพระสังข์ก็ตาม เขาก็ไม่อาจถอดรูปออกมาให้เห็นดวงใจงามของเขาได้

Kanang as the Little Prince

การกดทับผ่านรูปกายภายนอกเช่นนี้ เผยให้เห็นกลไกของสายตามนุษย์ที่ถือตนว่าสูงส่งกว่า คอยนิยามและประทับตรา ‘คนอื่น’ ให้ต่ำต้อยลงไปเพื่อยกตนข่มท่าน ซึ่งสร้างมวลความทุกขเวทนาภายใต้สายตาจับจ้องเหล่านั้น ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘คนัง’ เด็กชายชาวมานิในหน้าประวัติศาสตร์สยาม เพราะเหตุที่ว่าคนังไม่ได้ถูกมองในฐานะมนุษย์ที่มี ‘เลือดเนื้อและศักดิ์ศรี’ ที่เท่าเทียม หากแต่ถูกมองเป็น ‘สิ่งแปลกปลอมอันน่าเอ็นดู’ จากผืนป่าเมืองพัทลุง เมื่อเข้ากรุงก็ถูกจับแต่งตัวและจัดวางตำแหน่งแห่งที่ในราชสำนักสยามเพื่อสะท้อนภาพความเมตตาและความศิวิไลซ์ของชนชั้นนำ นี่เองทำให้ภาพบางส่วนของคนในสองช่วงเวลาได้ร้อยรัดเข้าด้วยกันผ่านรอยแผลของการเป็น ‘มนุษย์ผู้ถูกจ้องมอง’ และถูกนิยามค่าโดยเปลือกนอกมาทุกยุคทุกสมัย

Kanang’s Paper Mask

แม้นิทรรศการ รูปสุวรรณศิวิไลซ์: Metamorphosis in Gold ของนักรบ มูลมานัส จะมุ่งไปยังตัวตนของ คนัง และทาบทับกับวรรณกรรมไทยสองเรื่อง เรื่องแรกคือ ‘สังข์ทอง’ เรื่องที่สองคือ ‘เงาะป่า’ พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 ทว่าแก่นแกนที่ร้อยรัดสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน กลับเป็นการเปิดเปลือยกลไกของอำนาจที่ใช้ ‘รูปทอง’ หรือความศิวิไลซ์มาครอบทับและแปรสภาพ มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อให้กลายเป็นเพียงวัตถุทางวัฒนธรรม ซึ่งในนิทรรศการนี้ ตัวตนของคนังไม่ได้ถูกเล่าในฐานะเด็กโปรดในราชสำนักผู้โชคดีเพียงอย่างเดียว แต่กลับถูกส่องสะท้อนคู่ขนานไปกับ ‘เจ้าเงาะ’ และ ‘ซมพลา’ ในฐานะภาพตัวแทนของ ‘คนอื่น’ ที่ถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อตอบสนองสายตาของชนชั้นนำ ย่อหน้าทางประวัติศาสตร์และโลกวรรณคดีจึงถูกนักรบนำมาปะติดปะต่อใหม่ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวละครในจินตนาการหรือมนุษย์ที่มีอยู่จริง ต่างก็เคยเผชิญกับบาดแผลของการถูกริบยึดตัวตน แล้วเคลือบฉาบไว้ด้วยเปลือกนอกอันเรืองรองที่สังคมเป็นผู้กำหนดให้ทั้งสิ้น

Scene from Sivilai Kingdom

ในนิทรรศการ รูปสุวรรณศิวิไลซ์: Metamorphosis in Gold ได้เนรมิตพื้นที่ของวารินแล็บให้กลายเป็นประหนึ่งสถานที่จัดแสดงวัตถุทางวัฒนธรรมที่นำโดยคนัง เมื่อเราเข้ามาภายในเราจะมองเห็นฉากลับแลที่มลังเมลืองด้วยผู้คนและสีทองในผลงาน Scene of Sivilai Kingdom ที่ฉาบหน้าด้วยบรรดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ที่ด้านหน้า แต่ด้านหลังปรากฏรูปของราษฎรทุกหัวระแหงที่ถูกซุกซ่อนอยู่ ‘หลัง’ และนอกจากนี้พื้นที่ของวารินแล็บยังแบ่งส่วนใหญ่ของชั้นหนึ่งด้วยผ้าม่านชมพูหวานกั้นระหว่างพื้นที่ของงาน installation กับผลงานหลักอย่างภาพยนตร์ที่ฉายบนผนังขนาดกว้างและกำกับโดยนักรบเอง ซึ่งภาพยนตร์นั้นเป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเป็นที่แพร่หลายในช่วงรัชกาลที่ 5 เช่นกัน

‘ภาพยนตร์’ เรื่องนี้ไม่ได้ฉายให้เห็นถึงสภาพการณ์ของบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 ทว่าเป็น ‘ละครนอก’ ที่จับเรื่องสังข์ทอง ตอน รจนาเสี่ยงพวงมาลัย โดยใช้บทจากบทละครนอกพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางรจนากับพระสังข์ว่าหากเคยทำบุญร่วมกันมาก็ขอให้นางเห็น ‘รูปทองในร่างเงาะ’ ของพระสังข์ คลอไปกับเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่คล้ายเสียงพิณดีดสายแผ่วเป็นจังหวะ

Photo: Sarunkorn Arthan

เมื่อเริ่มมีเสียงบทละครเซ็งแซ่ออกมา นางรจนาผู้ทรงเครื่องฟู่ฟ่า ผัดหน้าขาว ดูศิวิไลซ์อย่างตะวันตกเหมือนหญิงผู้ดีชาวฝรั่งเศสอยู่ในที ก็ออกมาร่ายรำออกมาพร้อมกับเงาะ1 เขาสวมกางเกงเลและคาดใบปาล์ม—พืชที่ใช้สร้างทับหรือที่อยู่อาศัยของชาวมานิ—แนบติดกายไว้พร้อมกับไม้ไผ่ลำยาว แต่เขาคนนี้พยายามฉวยเอามาลัยจากเจ้าหญิง และยังเต้นด้วยท่าทีธรรมชาติอย่างมนุษย์ แต่ภาพก็ตัดสลับไปถึง ‘เงาะร่างทอง’ อีกคนหนึ่งที่พร่างพราวราวเจ้าชาย สวมใส่เครื่องแต่งกายอย่างตะวันตกเป็นเสื้อติดกระดุมห้าเม็ด เช่นเดียวกับสนับเพลาที่ใช้ในการแสดงและกระบองประดับกระจกและอัญมณีอย่างหรูหรา เขาไม่ได้เต้น หาก ‘รำ’ รำอย่างนาฏลักษณ์ อย่างละคร และอย่าง ‘เป็นระเบียบ’ พยายามรับมาลัยจากนางรจนาเช่นเดียวกัน จนท้ายที่สุดเราจะเห็นว่านางรจนาได้มอบพวงมาลัยแก่เงาะป่าและเขาได้กลายเป็นเงาะร่างทองที่สง่างามจนได้ครองคู่กันในตอนจบ

Photo: Sarunkorn Arthan

ภาพยนตร์ชิ้นหลักของนักรบชิ้นนี้อาจชี้นำให้เห็นถึง ‘คนัง’ ที่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถถอดใบหน้าของเงาะออกไปได้ เพราะสายเลือดและดวงหน้านั้น คือ สายโลหิตชาติพันธุ์มานิ ที่ไหลเวียนและประดับอยู่บนรูปลักษณ์ของเขา ไม่ว่าในโลกจริงที่เขาจะถูกจับถ่ายภาพและ ‘ออกขาย’ ในงานฤดูหนาววัดเบญจมบพิตร  โดยจะแต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็น ‘พระสังข์ร่างเงาะ’ ที่ร่ายรำอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือเป็นชาวมานิในผ้าเตี่ยวตามอย่างดั้งเดิม ตัวตนของเขาก็ยังคงถูกจองจำอยู่ภายใต้กรอบสายตาของชนชั้นนำสยามที่เฝ้ามองลงมา สะท้อนกลับมายังคำอธิษฐานในบทละครเพื่อขอให้เห็นร่างทอง จึงกลายเป็นความลักลั่นอันแสนเศร้า เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สำหรับสังคมศิวิไลซ์ของชนชั้นนำสยามแล้ว ‘รูปสุวรรณ’ ที่แท้จริงของคนังไม่ได้เกิดจากบุญญาธิการข้างใน กลับเกิดจาก ‘หน้ากากและเครื่องแต่งกายแบบสมัยใหม่’ ที่ระบอบอำนาจจัดฉากและทองด้วยการ ‘ชุบ’ ตัวไปบนเรือนร่างของเขา เพื่อบดบังและควบคุมสิ่งป่าเถื่อนที่พวกเขาไม่รู้ (และอาจหวาดกลัว) เอาไว้ข้างใต้ร่างกายอันน่ารักของเด็กชายชาวป่า

นอกจากนี้ภายในนิทรรศการ รูปสุวรรณศิวิไลซ์: Metamorphosis in Gold ยังจัดแสดงสิ่งเกี่ยวเนื่องในการแสดงไว้ด้วยตั้งแต่ หัวเงาะหลากหลายแบบ—หัวเงาะสีดิน สีทอง และสีขาวที่มีตัวอักษรปรากฏ, ชุดที่พระสังข์รูปเงาะสวมทั้งร่างเงาะป่าและร่างทอง, ชุดนางรจนา รวมถึง ‘พวงมาลัย’ ที่ชื่อ Garland of Sivilai ที่ประดับความพร่างพรายของอัญมณีรวมกับสิ่งละอันพันละน้อยของวัตถุที่แซมไปด้วยสีทอง ซึ่งจัดแสดงกระจายอยู่ทั่ววารินแล็บทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง

  • Kanang at Ambara Villa

ในส่วนของชีวิตคนังในรั้วราชสำนักนั้น นักรบศึกษาจากภาพถ่ายเก่าในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และนำมาตีแผ่ด้วยวิถีคอลลาจอันเชี่ยวชาญของเขา เช่น ภาพสามภาพที่แสดงรูปคนังในอิริยาบถต่างๆ ในผลงาน Kanang at Ambara Villa,  Kanang at Chakri Maha Prasat Throne Hall และ Kanang in the Garden of Dusit Palace ที่ทำให้เห็นว่าคนัง แต่งตัวและปฏิบัติตัวอย่างไรท่ามกลางสภาพที่รายล้อมด้วยส่วนประกอบแห่งศิวิไลซ์ ยังมีโต๊ะเขียนหนังสือที่เต็มไปด้วยลายมือขูดขีดบนโต๊ะด้วยข้อความหรือรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รูปพระบรมรูปทรงม้า หรือ ข้อความเขียนถึงอ้ายตาขยิบ (ที่ใช้เรียกแทนเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ หรือรัชกาลที่ 6 ในขณะนั้น) ในผลงาน Kanang’s Sivilai Writing Desk หรือภาพถ่ายฟิล์มกระจก—นวัตกรรมที่โด่งดังภายในราชสำนัก—ที่ถ่ายภาพเงาะ (หรือคนังกันแน่) บ้างเดี่ยว บ้างคู่กับนางรจนา ซึ่งวัตถุจำลองและเศษเสี้ยวทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงระเบียบวิธี และการรับรู้ถึงตัวตนของ ‘คนนอก’ หรือ ‘ความเป็นอื่น’ ที่ถูกนิยามและจัดวางตำแหน่งแห่งที่ไว้ในยุคแห่งการแสวงหาความศิวิไลซ์ได้อย่างแจ่มชัด

ความลึกซึ้งของนิทรรศการนี้ยังอยู่ที่ส่วนอาร์ไคฟ์ที่นักรบค้นคว้ามาหลายปี มีทั้งเอกสารชั้นต้นจากหอจดหมายเหตุ บันทึกจากช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์โดยหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล และบันทึกของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ รวมถึงเอกสารหนังสือต่างๆ เช่น บทละครนอก พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 บทละครเรื่องเงาะป่า ของรัชกาลที่ 5 หรือแม้แต่หนังสือร่วมสมัยของธงชัย วินิจจะกูล หลักฐานพวกนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุคที่ชนชั้นนำสยามพยายามปรับตัวให้ดู ‘ศิวิไลซ์’ ตามแบบตะวันตก สิ่งหนึ่งที่กำลังดำเนินไปพร้อมๆ กัน คือ การสำรวจ/ล่าอาณานิคมภายในและทำให้ ‘คนใน’ (ชาติ) แต่นอก (กรุงเทพ) รู้ว่าใครเป็นผู้ปกครองของพวกเขากันแน่ ตัวตนของคนังที่ปรากฏอยู่ในบันทึกเหล่านั้นและในนิทรรศการจึงเต็มไปด้วยความลักลั่น ย้อนแย้ง และกำกวมบางอย่าง

Portrait of Rochana and Chao Ngo

แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด หรือกรอบสายตาของส่วนกลางจะพยายามชุบตัวตนของคนังให้กลายเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมที่ดูศิวิไลซ์แค่ไหน เนื้อแท้ของเขาที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยลบเลือนได้คือความเป็นมนุษย์ผู้มีสายเลือดเนื้อเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์มานิ และบาดแผลจากการถูกริบยึดตัวตนไปนิยามตามใจผู้มีอำนาจในอดีต ก็ได้กลายเป็นมรดกความเจ็บปวดที่ตกทอดมาถึงกลุ่มคนมานิรุ่นหลังในปัจจุบันอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากข่าวที่มติชนเผยแพร่ว่าชาวมานิยื่นหนังสือต่อสส.จังหวัดสงขลาเรื่องให้เลิกใช้คำว่า ‘เงาะป่า-ซาไก’ เพราะคำดังกล่าวเป็นคำดูถูกเหยียดหยาม (ซาไก เป็นคำในภาษามลายูแปลว่า ‘ทาส’)  นำไปสู่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และส่งผลกระทบทางจิตใจต่อกลุ่มชาติพันธุ์มานิในประเทศไทยอย่างมาก ซึ่งการพยายามครั้งล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ตกค้างอยู่ในดวงตาของมนุษย์บางคน คือ ความไม่เข้าใจในความแตกต่างหลากหลายของผู้คน และอาจรวมถึงการมองชาติพันธุ์ที่ต่างจากตัวเองเป็น ‘คนนอก’ เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต่ำกว่าตนอยู่เสมอมา แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์มานานแล้วก็ตาม

นิทรรศการ Metamorphosis in Gold: รูปสุวรรณศิวิไลซ์ จัดแสดงที่ Warin Lab Contemporary ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม – 10 กรกฎาคม 2569

_

1 เงาะในบริบทนี้หมายถึง นางรจนาและพระสังข์ในรูปเงาะเท่านั้น

warinlab.com