Wind Grove พาวิลเลียนที่พิสูจน์ว่าสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่สิ่งที่ ‘มองเห็น’ แต่เป็นสิ่งที่ ‘รู้สึกได้’ โดย Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research
PHOTO: WORAPAS DUSADEEWIJAI EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
ก่อนจะย้ายไปยังวัดอโรคยธรรมหลังจบงานสถาปนิก’69 พาวิลเลียน Wind Grove ผลงานของ Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพาวิลเลียนชั่วคราวที่จัดแสดงภายในงาน หากแต่เป็นพื้นที่เชิงทดลองที่ตั้งคำถามต่อความหมายของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยว่านอกเหนือจากการตอบสนองต่อการใช้งานหรือสร้างประสบการณ์ทางสายตาแล้วนั้น สถาปัตยกรรมสามารถเยียวยาผู้คนได้จริงหรือไม่ ในงานสถาปนิก’69 ที่ผ่านมา พาวิลเลียนแห่งนี้จึงถูกใช้เป็นสถานที่จัดเวิร์กช็อป Inner Landscape: ภูมิทัศน์ภายใน ซึ่งต่อยอดแนวคิดของสถาปัตยกรรมไปสู่การสำรวจสภาวะภายในจิตใจของผู้เข้าร่วมโดยตรง (กิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนโดย art4d และ The Federation of Thai Industries (FTI), Cluster Construction Materials) พาวิลเลียนแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของกิจกรรมในงานสถาปนิก’69 หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกระบวนการรับรู้ที่เชื่อมโยงพื้นที่ ธรรมชาติ และผู้คนเข้าด้วยกัน

Image courtesy of Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research
Wind Grove เริ่มด้วยคำถามตั้งต้นว่า ‘หากผู้ใช้อาคารไม่สามารถรับรู้พื้นที่ผ่านการมองเห็นได้อย่างเต็มที่ สถาปัตยกรรมจะสื่อสารกับมนุษย์ด้วยวิธีใด’ คำถามนี้นำไปสู่การออกแบบศูนย์ปฏิบัติธรรมสำหรับพระสงฆ์อาพาธ ณ วัดอโรคยธรรม พื้นที่ซึ่งอุทิศให้กับการเยียวยาทั้งทางร่างกายและจิตใจของพระภิกษุที่เจ็บป่วย โดยผู้ออกแบบเลือกให้ธรรมชาติเป็นผู้สร้างประสบการณ์ ลม เสียง กลิ่น อุณหภูมิ แสง และบรรยากาศ กลายเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่มีบทบาทไม่ต่างจากผนัง หลังคา หรือโครงสร้าง เมื่อลมธรรมชาติพัดผ่านแผ่นอะลูมิเนียมที่แขวนเรียงตัวกันเป็นโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม แผ่นอะลูมิเนียมเหล่านั้นจะสั่นไหวและสัมผัสกันจนเกิดเสียงแผ่วเบาคล้ายกระดิ่งลมในวัดซึ่งใช้เป็นเครื่องเตือนสติให้ระลึกถึงธรรมะ ขับไล่สิ่งชั่วร้าย และเสริมความร่มเย็น ให้ความรู้สึกราวกับว่าโครงสร้างนี้กำลังส่งเสียงแห่งความปรารถนาดีไปยังผู้ที่กำลังพักฟื้นอยู่ในบริเวณนั้น


Wind Grove ถูกออกแบบให้สามารถแทรกตัวกลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อย่างดี หลังคาทรงสามเหลี่ยมถูกมุงขึ้นจากวัสดุรีไซเคิลที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทำให้พาวิลเลียนนี้ไม่เพียงตอบสนองต่อประเด็นด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นการตีความสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นขึ้นใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยโดยการสร้างสมดุลระหว่างภาษาทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัสดุ และงานช่างฝีมือ โดยพาวิลเลียนนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้แนวคิด modular และ zero-waste ซึ่งออกแบบตามระบบโมดูลที่มีขนาดตั้งแต่ 600 ถึง 1,200 มิลลิเมตร เพื่อให้สามารถประกอบ รื้อถอน ขนย้ายได้ง่าย และนำกลับไปติดตั้งใหม่ได้จริงโดยแรงงานช่างท้องถิ่นหลังจากเสร็จสิ้นบทบาทของการเป็น ASA Theme Exhibition ในงานสถาปนิก’69 หน้าที่ของพาวิลเลียน Wind Grove นี้จึงไม่ได้จบลงพร้อมนิทรรศการแต่ถูกเคลื่อนย้ายไปทำหน้าที่ใหม่ ณ วัดอโรคยธรรม และกลายเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่มีชีวิตต่อหลังการจัดแสดงมากกว่าจะเป็นเพียงโครงสร้างที่สร้างความหวือหวาเพียงชั่วคราวสำหรับงานอีเวนต์


ท้ายที่สุด Wind Grove อาจไม่ได้ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่าพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมจะสื่อสารกับมนุษย์ด้วยวิธีใดได้บ้างนอกจากการสร้างภาพจำให้มองเห็นได้ แต่ Wind Grove แสดงให้เห็นว่าการสร้างการรับรู้เชิงผัสสะก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่สถาปัตยกรรมสามารถทำได้ ส่วนจะเยียวยาผู้คนได้จริงหรือไม่นั้นก็คงจะไม่สามารถการันตีได้แต่หาก Wind Grove สามารถทำให้ผู้คนหยุดนิ่ง รับฟังเสียงลมและเสียงตัวเองได้แม้เพียงชั่วขณะ บางทีการเยียวยาอาจได้เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วินาทีนั้น
