Early Years Project #9: Actions Speak Louder? ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ‘พื้นที่’ ‘เสียง’ และ ‘โครงสร้างอำนาจ’ ผ่านผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามต่อเส้นแบ่งและกฎเกณฑ์ในสังคมร่วมสมัย
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF BANGKOK ART AND CULTURE CENTRE
(For English, press here)
โครงการ Early Years Project นอกจากจะเป็นพื้นที่ปล่อยพลังและแสดงทักษะของศิลปินรุ่นใหม่แล้ว ในครั้งที่ 9 ของโครงการนี้มาพร้อมกับโจทย์ท้าทายอย่าง Actions Speak Louder? (พูดไปสองไพเบี้ย?) ที่ตั้งคำถามถึงน้ำหนักของการลงมือทำและเสียงที่ถูกส่งออกไปในบริบทสังคมร่วมสมัย ซึ่งฉายภาพให้เห็นการปะทะกันระหว่างการกระทำส่วนบุคคลกับโครงสร้างอันหนักอึ้งที่คอยกำกับสังคมอยู่
ท่ามกลางสุมทุมของผลงานทั้งหมดในพื้นที่สีขาวของชั้น 7 ในหอศิลป์ กรุงเทพฯ art4d มองเห็นว่าแม้ศิลปินจะมีสื่อและวิธีคิดต่างกัน แต่กลับมีประเด็นร่วมกันอย่างแหลมคม นั่นคือการถอดรหัส ‘พื้นที่’ และ ‘โครงสร้างอำนาจ’ ที่เข้ามากำหนด ควบคุม และขีดเส้นชีวิตเรา โดยไล่เรียงสเกลตั้งแต่ระดับพรมแดนรัฐชาติ สภาพแวดล้อมเมือง เนื้อหนังมังสา ไปจนถึงระบบนิเวศทางธรรมชาติที่พ้นมนุษย์ เพราะพื้นที่ไม่ใช่เพียงพื้นที่จริงๆ เราไม่ได้สร้างสรรค์ทุกอย่างจากความว่างเปล่า แต่ ‘พื้นที่’ แห่งนั้นล้วนอุดมไปด้วยมวลของความทรงจำ กลไกการจัดระเบียบ และการแย่งชิงความหมายที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

พรมแดนไทย-กัมพูชา เป็น ‘พื้นที่’ พื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์แห่งหนึ่งที่เกิดการชิงไหวชิงพริบและชิงความถูกต้องอยู่เสมอ และชาวไทย ‘ผู้รักชาติยิ่งชีพ’ พร้อมที่จะช่วงชิงความเป็นไทยผ่านปลายนิ้วบนคีย์บอร์ดและโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาจะเป็นช่วงที่เรามองเห็นผู้กล้าหน้าฟีดไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคนต่อกรเพื่อช่วงชิงพื้นที่ของกันและกัน แต่น้อยคนนักจะมีประสบการณ์ใกล้ชิดกับเขตสงครามเท่าคนในพื้นที่ชายแดนจริงๆ นี่เป็นต้นเค้าของผลงาน ‘พรมแดนแห่งเสียง’ ของสุทธิพงษ์ สุดสังข์ ก่อนหน้าที่พรมแดนสมมติและเสียงปืนจะเข้ามาแทรกซึม บ้านเกิดของสุทธิพงษ์ในจังหวัดศรีสะเกษเคยเป็นเพียงพื้นที่อันเงียบสงบ วิถีชีวิตดำเนินไปอย่างปกติระหว่างธรรมชาติกับผู้คนตามแนวชายแดน จนกระทั่งรัฐชาติและความตึงเครียดทางการเมืองได้เปลี่ยน ‘บ้าน’ ให้กลายเป็น ‘เขตยุทธศาสตร์ทางทหาร’

สุทธิพงษ์นำเอาส่วนหนึ่งของเกมประเภท Battle Royale (เกมยิงกันอย่างที่เราเข้าใจนั่นแหละ) มาสร้างเป็นพื้นที่ห้องบางอย่างในระหว่างนิทรรศการ เมื่อเราเข้าไปเราอาจมองเห็นกันและกัน หรือมันอาจมืดจนเดินได้ยากลำบาก ประกอบกับเสียงที่เดี๋ยวเงียบเดี๋ยวดัง ซึ่งไม่ได้ดังจากเพลง Background Music แต่ดังจากยุทโธปกรณ์และยุทธภัณฑ์จากสงคราม สิ่งนี้ทำให้ผู้ชมอาจเชื่อมโยงไปถึงสถานที่จริงได้บ้าง (แม้จะทดลองด้วยความสนุก (หรือไม่) ก็ตาม) ซึ่งทำให้น่าตั้งคำถามไปกว่านั้นคือ อำนาจการสั่งการจากระยะไกลได้ลดทอนบาดแผล การพลัดถิ่น และความสูญเสียของคนในพื้นที่จริง ให้เหลือเพียงข้อมูล ตัวเลข หรือปุ่มกดบนหน้าจอที่ปราศจากความรู้สึกหรือไม่

ในอาณาเขตภูมิภาคเดียวกัน อย่างตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน เราจะมองเห็นว่า ‘พื้นที่’ ในแถบลุ่มน้ำโขงยังเคยถูกปักหมุด แย่งชิง และซ้อนทับด้วยอิทธิพลทางความคิดจากภายนอกมาโดยตลอดเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่เหล่าชาติมหาอำนาจตะวันตกมุ่งใช้สถาบันศาสนา สัญลักษณ์ และการสร้างสถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือเชิงทางการเมืองวัฒนธรรมในการแทรกซึมและขีดเขียนความหมายใหม่ลงบนวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งนุ่มนวลและแช่มช้อยกว่าการใช้ยุทธวิธีทางการทหาร ประเด็นนี้ทำให้ ผดุงทรัพย์ ประชานันทร์ ชวนเราย้อนมองร่องรอยการเดินทางของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งปารีส (Missions Étrangères de Paris—M.E.P.) กลุ่มมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสที่มาเผยแผ่คริสตศาสนาในแถบลุ่มน้ำโขงโดยตั้งต้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนจะขยายไปทั่วภูมิภาคอีสานเหนือจนสร้างชุมชนชาวคาทอลิกขนาดใหญ่ที่อำเภอท่าแร่ จังหวัดสกลนคร

Another Field in the Same Place

The Rose Window
ผลงาน ‘Another Field in the Same Place’ นำเสนอภาพวาด Landscape ชนิดสามแผ่นต่อกันคล้าย Triptych ในศาสนาคริสต์ แม้ภูมิทัศน์ที่มองเห็นนั้นดูคลับคล้ายคลับคลากับจิตรกรรมแบบยุโรป แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่เข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่ความงามแบบตะวันตก แต่เป็นองค์ประกอบแปลกตาจากอุษาคเนย์ที่จู่ๆ ก็ผสมผสานปนเปเข้ามาได้อย่างน่าสนใจ เราจะมองเห็นต้นมะละกอ ต้นตาล ท้องนาอันดาษด้วยความแห้งแล้ง นอกจากนี้ยังมีผลงาน ‘The Rose Window’ ที่นำเอาองค์ประกอบสำคัญของโบสถ์คริสต์อย่าง ‘Rose Window’ บานหน้าต่างกลมที่อยู่บริเวณด้านหน้าของอาคาร ที่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการติดกระจกในรางโลหะ แต่เป็นการติดสติ๊กเกอร์ที่ผสมผสานเรื่องราวจันทรคติของอุษาคเนย์เข้ากับการส่องแสงของดวงอาทิตย์เพื่อความอบอุ่นในอาคารแบบตะวันตก

และหากลองเขยิบสเกลเข้ามาสู่สเปซในเมืองและพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานครแห่งนี้ ‘กำแพง’ นอกจากจะเป็นโครงสร้างที่กั้นแบ่งพื้นที่ทางกายภาพแล้ว กำแพงยังดำรงตนเป็นสนามปะทะทางความคิดและสมรภูมิย่อยๆ ที่ผู้คนต่างพยายามเข้ามาสถาปนาตัวตนและส่งเสียงขัดขืนผ่านสเปรย์สีเป็นรูปอักษรต่างๆ แม้ในขณะเดียวกันที่รัฐเองก็คอยจับตาและใช้อำนาจในการลบเลือนความทรงจำเหล่านั้นออกไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา ‘ความสงบเรียบร้อย’ ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นความสนใจของ วรรณพล แสนคำ ทำให้เขาได้ลองสำรวจ บันทึก รวบรวมผลงานจากสมรภูมินั้นมาสร้างเป็นผลงาน ‘Residual Confession: Temporary Book — Doc Street Text’

เราจะเห็นว่าวรรณพลทำหน้าที่คล้ายนักจดบันทึกประวัติศาสตร์เมืองฉบับนอกตำรา ด้วยการถอดรหัสรอยขีดเขียน ข้อความทางการเมือง คำสารภาพ ตลอดจนการ ‘วาด ทาทับ ลบ และเขียนซ้ำ’ ที่เกิดขึ้นจริงบนกำแพงเมือง การทับซ้อนกันของชั้นสีและข้อความในผลงานจึงกลายเป็นการเปิดเผยการต่อรองสิทธิ์ในการใช้พื้นที่สาธารณะ นี่อาจเป็นส่วนที่เผยให้เห็นว่าแม้อำนาจรัฐจะพยายามลบเสียงของผู้คนออกไปมากเพียงใด แต่ร่องรอยการขีดขืนและเจตจำนงในการส่งเสียงของคนเล็กคนน้อย ก็ยังคงทิ้งบาดแผลและซากประวัติศาสตร์ตกค้างอยู่บนผิวกำแพงเมืองเสมอ และยังสะท้อนถึงสิทธิในการแสดงออกของคนธรรมดาด้วยว่า ‘เพราะเป็นไพร่ (เสียง) จึงไร้ค่า’

เมื่อผิวกำแพงคอนกรีตในโลกจริงที่ถูกทาทับและลบเลือน ความน่าสนใจต่อไปคืออำนาจในการขีดกั้นไม่ได้จบลงเพียงสเปซทางกายภาพ หากแต่ถูกเปลี่ยนมือสู่ ‘กำแพงล่องหน’ ในมิติดิจิทัล โลกเสมือนและวิดีโอเกมไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เพื่อการบันเทิงอันอิสระ หากแต่ถูกสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างอำนาจ การลากเส้นขอบเขต และกฎเกณฑ์ที่ไม่ต่างจากตรรกะของรัฐชาติ ผู้พัฒนาเกมสวมบทบาทเป็นผู้สถาปนากฎและผู้กำหนดพรมแดนผ่านโค้ดคอมพิวเตอร์ คอยกั้น ‘กำแพงที่มองไม่เห็น’ เพื่อสั่งการว่าจุดใดคือพื้นที่เล่นได้ และจุดใดคือพื้นที่ห้ามเข้า เพื่อจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้เล่นให้อยู่ในกรอบที่ถูกวางไว้


ในผลงาน ‘LUCKY 39’ ของ สหพล ชูตินันท์ ศิลปินสวมบทบาทเป็น ‘นักโบราณคดีดิจิทัล’ เพื่อออกสำรวจพื้นที่นอกเจตนา หรือสุญญากาศที่หลุดรอดจากการควบคุมในวิดีโอเกม สหพลพาเราไปเผชิญหน้ากับ ‘กำแพงล่องหน’ ผืนน้ำดิจิทัลที่กว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด หรือบั๊กของโปรแกรมที่เผยให้เห็นโครงสร้างภายในของเกม การเจาะเข้าไปในสเปซที่ผู้สร้างไม่ได้ตั้งใจให้ใครเห็น จึงกลายเป็นการขัดขืนต่อกฎเกณฑ์ของผู้มีอำนาจในโลกเสมือน และพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าระบบจะถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมเพียงใด สเปซจำลองก็มักจะเกิด ‘พื้นที่สุญญากาศ’ ไร้เจ้าของขึ้นมาให้ผู้คนได้ตั้งคำถามและเข้าไปสถาปนาการดำรงอยู่ใหม่ได้เสมอ


หากกำแพงล่องหนในโลกเสมือนของสหพลคือการลากเส้นควบคุมในอากาศ สเปซที่ถูกลากเส้นกำกับไว้แนบเนียนและใกล้ชิดเราที่สุดกลับไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจาก ‘ร่างกาย’ ของตัวเราเอง ซึ่งหากเราใช้กรอบคิด ชีวการเมือง มันจะเผยให้เห็นว่า เรือนร่างและเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ไม่ได้เป็นสเปซส่วนตัวอย่างบริสุทธิ์ เพราะเป็นพื้นที่ปะทะหลักที่กลไกอำนาจรัฐ สถาบันทางการแพทย์ และวาทกรรมบรรทัดฐานทางสังคม เข้ามากำหนด นิยาม จัดระเบียบ และคอยตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา ว่าร่างกายใดคือความ ‘ปกติ’ หรือร่างกายใดที่กลายเป็นอื่น


ในผลงาน ‘Bodies of Memo’ ของ ภาคภูมิ ณัชปภัสสร ศิลปินนำประสบการณ์ความเจ็บป่วยจริงจากโรคหลอดเลือดดำผิดปกติที่น่องขา มาถอดรหัสเป็นงานจัดวางที่ผูกโยงระหว่างร่างกาย ประวัติการรักษา และเอกสารทางการแพทย์ ภาคภูมิพาเราข้ามผ่านการมองบาดแผลในเชิงชีววิทยา ไปสู่การตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาต่อสถาบันการแพทย์และระบบประกันสุขภาพ ที่วางตัวคอยตีตรา ประเมินคุณค่า และจำแนกร่างกายมนุษย์ผ่านตัวเลขและคำพูด การแปรสภาวะความเจ็บป่วยส่วนบุคคลให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงคล้ายห้องตรวจของแพทย์ที่เดิมทึบแต่ตอนนี้ใสสว่างจึงคล้ายเป็นการเปิดเปลือยกระบวนการที่ประชาชนถูกควบคุมจำกัดสิทธิ์โดยโครงสร้างอำนาจระดับสถาบันอย่างนุ่มนวลโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว


ขณะที่ เจษฎา จันทร์แย้ม กลับปะทะกับกลไกชีวการเมืองในมิติศาสนาและวัฒนธรรมอย่างโดดเด่น โดยเจษฎานำเรื่องเล่าพญานาคในพระไตรปิฎก ผู้พยายามปลอมตนเป็นมนุษย์เพื่อบวชแต่ถูกปฏิเสธ มาลองอ่านใหม่ผ่านสายตาแบบเควียร์ด้วยภาพยนตร์ผลงาน ‘มนุสโสสิ’ ซึ่งชี้ให้เห็นการลากเส้นพรมแดนศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทยที่ผลักไสเรือนร่างเพศอื่น (นอกจากชาย) และผู้หญิงออกไปอยู่นอกสเปซทางศาสนา ทำให้ผู้ที่บวชได้และถูกนับรวมว่าเป็น ‘มนุษย์’ สมบูรณ์แบบ มีเพียงชายฉกรรจ์ตามบรรทัดฐานเท่านั้น ขณะที่เรือนร่างที่มีจิตใจหรืออัตลักษณ์เพศสภาพเป็นอื่นกลับถูกปฏิเสธการมีตัวตน และต้องกลายเป็นผู้ส่งต่อหรืออาศัยเอาส่วนบุญเท่านั้น ไม่สามารถสร้างเองได้ด้วยการออกบวช นอกจากนี้ เจษฎายังทำสิ่งที่ท้าทายจิตใจ ‘มนุษย์ชายแท้’ เหล่านั้นด้วยการให้พวกเขา ‘จำเป็นต้อง’ นุ่งผ้าถุงเพื่อเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงของเขา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่จะมีอยู่สองแบบคือ ยอมใส่เพื่อตามใครบางคนเข้าไป กับพุ่งถลาเข้าไปโดยไม่สนข้อห้ามเงื่อนไขใดเลย


การรื้อถอนพรมแดนในนิทรรศการ Early Years Project #9 นี้ไม่ได้หยุดลงที่เรื่องราวของมนุษย์ หากแต่พยายามข้ามพ้นกรอบคิดแบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Anthropocentrism) ไปสู่มิติทางนิเวศวิทยาแบบพ้นมนุษย์ที่ซึ่งสายสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต พืชพันธุ์ ดิน และจักรวาลวิทยา ได้เข้ามาสถาปนาพื้นที่แห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน เพื่อท้าทายการจัดระเบียบและสกัดทรัพยากรของมนุษย์ด้วย



ในผลงาน ‘หล่า (we are reincarnating through each other)’ ของ ปริฉัตร ธนาภิวัฒนกูร ศิลปินนำพาเราย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เขากระโจม บนเทือกเขาตะนาวศรี พื้นที่ที่เคยถูกทุนนิยมทำสัมปทานดีบุกจนหลงเหลือเพียงซากร้าง ปริฉัตรนำเอาซากบางส่วนของอาคารร้างมาจัดวางในหอศิลป์ ผสานเข้ากับปลวก สปอร์เห็ดปลวก ความชื้น เสียงบันทึกภาคสนาม และเรื่องเล่ามุขปาฐะ ซึ่งจะค่อยๆ ตื่นตัวและผลิบานเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ปฏิบัติการชิ้นนี้สอดประสานเข้ากับจักรวาลวิทยาเรื่อง ‘หล่า’ ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยง) ที่ถือว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีชีวิต และเมื่อสิ่งใดดับสูญ ‘หล่า’ หรือพลังชีวิตไม่ได้มลายหายไป หากเพียงย้ายออกจากเรือนร่างเดิม ล่องลอยอยู่ในความว่างเพื่อรอวันหวนกลับมาจุติเกิดใหม่เมื่อเงื่อนไขและปัจจัยทางธรรมชาติสมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง ซากอาคารและพื้นที่จัดแสดงจึงถูกทวงคืนความหมาย จากการเป็นเพียงซากไร้ชีวิตจากการสกัดทรัพยากรของมนุษย์ ไปสู่พื้นที่ที่พลังชีวิตและสังสารวัฏของทุกสิ่งทุกอย่างกำลังซึมผ่าน ถักทอ และหมุนเวียนคืนชีวิตให้แก่กันและกันอย่างไม่จบสิ้น

ขณะเดียวกัน ปรเมษฐ์ จิตทักษะ ขยับเข้ามาตั้งคำถามต่อการจัดระเบียบสเปซทางชีวภาพในพื้นที่ส่วนบุคคลอย่าง ‘บ้าน’ ในผลงาน ‘Stella Nova’ ปรเมษฐ์ได้ลองสวมบทบาทเป็นผู้ดูแลสวน ดึงเอาดินและพืชพันธุ์ตามเส้นทางการย้ายถิ่นของครอบครัวมาปลูกและสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน โดยนำเอา ‘พลูด่าง’ (พืชต่างถิ่นรุกรานที่มักถูกจัดประเภทว่าเป็นภัย) มาปลูกปะทะคู่กับ ‘จันผา’ (พืชท้องถิ่นยอดนิยม) เพื่อเปิดพื้นที่บทสนทนาเรื่องการเมืองของพืช ในการจัดแสดงผลงานปรเมษฐ์ใช้การเติบโตและการแทรกซึมรบกวนของพืชพันธุ์ เข้ามารื้อถอนบรรทัดฐาน เรื่องเล่าของครอบครัว และขอบเขตความสะอาดตารูปแบบเดิมภายในบ้าน สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่สเปซอันเป็นส่วนตัวที่สุดของมนุษย์ ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่บริสุทธิ์ที่มนุษย์จะควบคุมได้โดยสมบูรณ์ ก็ไม่อาจหลีกหนีการปะทะและการเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดพื้นที่ของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นได้เลย

การเดินทางผ่านสเกลสเปซทั้งสี่ คือ พื้นที่ระดับสากล ระดับเมือง ระดับมนุษย์ และระดับพ้นมนุษย์ ใน Early Years Project #9 จึงเป็นทั้งการตอกย้ำว่า ‘Actions Speak Louder’ จริงๆ และอาจควบรวมได้ว่านิทรรศการนี้เป็นปฏิบัติการทำแผนที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า พรมแดนทุกเส้นบนโลกใบนี้ล้วนถูกขีดเขียนขึ้นและมนุษย์รวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกสปีชีส์ ต่างมีสิทธิ์ที่จะท้าทาย รบกวน และสถาปนาความหมายของพื้นที่ขึ้นมาใหม่ได้เสมอ
นิทรรศการ Early Years Project #9: Actions Speak Louder? จัดแสดงที่ห้องนิทรรศการหลักชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน – 13 กันยายน พ.ศ. 2569



















