พูดคุยกับ David York จาก Graphisoft เพื่อรู้จัก Archicad ซอฟต์แวร์ BIM โดยสถาปนิก เพื่อสถาปนิก ที่จะเปลี่ยนโลกการทำงานของสถาปนิกที่ซับซ้อนให้ต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ
TEXT: NATHATAI TANGCHADAKORN
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่เมื่อพูดถึงซอฟต์แวร์ยอดนิยมซึ่ง ‘เด็กจบใหม่’ ควรเชี่ยวชาญก่อนก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานในประเทศไทย ชื่อที่มักถูกนึกถึงก็มักเป็นซอฟต์แวร์ 2D หรือ 3D ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ขณะเดียวกัน BIM หรือ Building Information Modeling ก็เป็นอีกคำที่ปรากฏขึ้นอยู่บ่อยครั้งในบทสนทนา ไม่ว่าจะในทำนองว่า ‘ถ้าใช้เป็นก็ได้เปรียบ’ หรือ ‘บริษัทต่างๆ กำลังหันมาใช้กันมากขึ้น’ แต่คำถามคือเรารู้จักโปรแกรมสำหรับ BIM ดีแค่ไหน และมีกี่คนที่เคยลองใช้จริงๆ
บริษัทหลายแห่งไม่ได้ยึดติดอยู่กับซอฟต์แวร์เดิม เพียงแต่ไม่เห็นความจำเป็นต้องเปลี่ยน ด้วย workflow ของแต่ละตำแหน่งในทีมต้องสอดประสานกัน การเปลี่ยนซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นเรื่องยุ่งยากอย่างยิ่ง วันนี้ art4d จึงอยากลองพาทุกคนทำความรู้จักกับหนึ่งในซอฟต์แวร์ BIM จาก Graphisoft อย่าง Archicad กันสักครั้ง ผ่านการเดินทางไปนั่งพูดคุยกับ David York ตำแหน่ง Global Channel Vice President ของ Graphisoft ที่ Vertier Bangkok ในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

Photo: Worapas Dusadeewijai
art4d: คุณคิดว่าจุดแข็งสำคัญของ Archicad คืออะไร และมันเหมาะกับงานสถาปัตยกรรมประเภทไหนมากที่สุด?
David York: ผมคิดว่าหนึ่งในคุณค่าหลักของ Archicad คือเป็นซอฟต์แวร์ที่สถาปนิกพัฒนาขึ้นเพื่อสถาปนิก จึงทำงานสอดรับกับกระบวนการออกแบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การออกแบบในขั้นคอนเซ็ปต์ ไปจนถึงการพัฒนาแบบอย่างละเอียด การสร้างภาพเสมือนจริง (visualization) และการจัดทำเอกสารประกอบแบบ
เราเห็นการใช้งาน Archicad ในโครงการที่หลากหลายมาก และมันก็ถูกใช้กับอาคารทั่วโลกมาแล้วกว่าหนึ่งล้านแห่ง ตั้งแต่บ้านพักอาศัยขนาดเล็กไปจนถึงอาคารขององค์กรขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าครอบคลุมงานได้อย่างกว้างขวาง มันช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการออกแบบและการสื่อสารระหว่างผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทำให้สถาปนิกมีเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ มากขึ้น อย่างการหาคุณค่าให้โปรเจกต์และการออกแบบอะไรสวยๆ งามๆ

Image: Graphisoft

Image: Graphisoft
art4d: ช่วยขยายความคำว่า ‘โดยสถาปนิก เพื่อสถาปนิก (By architects for architects)’ ให้ฟังหน่อย
DY: โดยทั่วไปสถาปนิกมักได้รับบรีฟจากลูกค้าก่อน แล้วจึงเริ่มสเก็ตช์หรือทำชุดภาพคอนเซ็ปต์ของอาคารขึ้นมาใช่ไหมครับ Archicad ช่วยให้คุณเริ่มทำงานได้ตั้งแต่ในขั้นพัฒนาแนวคิดเลย คุณสามารถต่อยอดจากสเก็ตช์ไปสู่ภาพ 3D เสมือนจริงได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการออกแบบ เพราะในขณะที่คุณสเก็ตช์อยู่นั้น คุณก็กำลังสร้างโมเดล 3D ไปพร้อมกันด้วย
สิ่งนี้ช่วยให้คุณเข้าใจแกนหลักของงานออกแบบได้ชัดเจนขึ้น และยังนำไปใช้พูดคุยกับลูกค้าได้ง่ายขึ้นด้วยว่าแบบที่พัฒนาขึ้นมาตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการหรือไม่ ผมคิดว่าความสามารถในการสร้างงานจากโมเดล 3D ไปสู่การทำภาพเสมือนจริงได้โดยตรงนี่แหละครับ คือสิ่งที่ทำให้มันแตกต่าง
art4d: คุณมองว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดของสถาปนิกในยุคนี้คืออะไร และ Archicad พัฒนาเครื่องมือขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านั้นยังไง?
DY: อย่างที่เห็นกันครับ โลกกำลังเปลี่ยนไป และ AI ก็กำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับกระบวนการทำงานในหลายด้าน มันส่งผลต่อวิชาชีพสถาปนิกไม่ต่างจากที่กำลังกระทบกับโลกในด้านอื่นๆ หนึ่งในปัญหาอย่างหนึ่งของสถาปนิกในวันนี้คือ เมื่อออกแบบเสร็จแล้วและงานเดินหน้าต่อไปถึงขั้นก่อสร้าง มักจะมีบางจุดที่ต้องกลับมาแก้ไขอยู่เสมอ นั่นหมายความว่าสถาปนิกต้องย้อนกลับมาทบทวนแบบ หาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น และจัดทำแบบใหม่อีกครั้ง

Photo: Worapas Dusadeewijai
Archicad ช่วยให้พวกเขาทำงานอยู่ภายในสภาพแวดล้อมเดิมได้ต่อเนื่อง และสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นได้ภายในระบบเดียวกัน ที่สำคัญคือเมื่อมีการแก้ไข ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะสะท้อนไปยังทุกระดับของโมเดล ทั้งเอกสารและการสร้างภาพเสมือนจริงด้วย จึงไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปแก้ไขแยกทีละส่วน
ขณะเดียวกัน สิ่งที่เราเริ่มเห็นก็คือโอกาสจาก AI ในการเข้ามาช่วยจัดการกระบวนการที่ต้องทำซ้ำๆ โดยใช้ข้อมูลจากโจทย์และเนื้อหาต่างๆ เพื่อสร้าง scheme ให้กับสถาปนิก จากเดิมที่อาจต้องหยุดทุกอย่างแล้วกลับไปเริ่มออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้น พวกเขาอาจได้รับชุดความคิดหรือแนวทางที่เป็นไปได้กลับมาช่วยต่อยอด ทำให้สามารถทุ่มเวลาและพลังไปกับขั้นตอนที่มีคุณค่าจริงๆ ได้มากขึ้น ซึ่งก็คือการออกแบบ

Image: Graphisoft
art4d: เราได้เห็น Archicad 29 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว มันแตกต่างจากเวอร์ชันก่อนหน้านี้ยังไงบ้าง และมีฟีเจอร์ไหนบ้างที่ส่งผลต่อการทำงานชัดๆ?
DY: ใน Archicad 29 มีการพัฒนาและปรับปรุงมากกว่า 14 จุด ซึ่งล้วนช่วยให้กระบวนการทำงานของสถาปนิกสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่พาเลทสีไปจนถึง annotation ต่างๆ

Image: Graphisoft
แต่ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด เรามีอยู่ 2 จุดสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้ดีขึ้น อย่างแรกคือ Project Aurora ซึ่งขณะนี้กำลังเปิดให้ทดลองใช้งาน และจะเปิดตัว Archicad 29 ฉบับสมบูรณ์ภายในปีนี้ เครื่องมือนี้ช่วยให้ผู้ใช้ดึงข้อมูลที่ตั้งของโครงการได้ ทั้งจากตำแหน่งบนแผนที่และพิกัดของอาคาร จากนั้นก็สามารถนำแบบ conceptual เข้าไปวาง และทำการจำลองหรือวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาคารนั้นได้เลย
ผู้ใช้จะมองเห็นข้อจำกัดและปัจจัยแวดล้อมของโครงการได้ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านความสูง ข้อจำกัดด้านแสง หรือแม้แต่เรื่องอย่างทิศทางดวงอาทิตย์และความร้อน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้สถาปนิกออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการใช้พลังงานตลอดอายุการใช้งานของอาคารได้ด้วย

Image: Graphisoft
อีกส่วนหนึ่งคือเราได้นำ MEP Designer ซึ่งครอบคลุมงานระบบเครื่องกล ไฟฟ้า และสุขาภิบาล เข้ามาอยู่ใน Archicad ด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถออกแบบระบบต่างๆ ได้ภายในตัวโมเดลโดยตรง วิศวกรที่ดูแลงานรายละเอียดจึงยังทำงานในวิธีที่คุ้นเคยกับเส้น 2D และแบบได้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ใช้ศักยภาพของเครื่องมือ MEP ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณอัตราการไหล การคำนวณค่าต่างๆ การจับตำแหน่งของชิ้นส่วน และการเชื่อมต่อองค์ประกอบต่างๆ แบบอัตโนมัติ และเพราะทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอยู่ภายในโมเดลเดียวกัน ผู้ใช้จึงมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการออกแบบกับองค์ประกอบด้านวิศวกรรมของระบบต่างๆ ได้ชัดเจน ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา
art4d: ทิศทางการพัฒนาของ Archicad ในช่วงนี้เป็นยังไง และตอนนี้ Graphisoft กำลังพัฒนาอะไรอยู่สำหรับ Archicad 30?
DY: หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของ Archicad และเป็นหนึ่งในคุณค่าที่เรามอบให้กับสถาปนิก ก็คือการรองรับการทำงานข้ามเวอร์ชันแบบย้อนหลังได้ หากสถาปนิกกำลังทำงานอยู่ในเวอร์ชัน 29 แล้วต้องการขยับไปใช้เวอร์ชัน 30 ก็สามารถนำโมเดลเดิมเข้าไปทำงานต่อในสภาพแวดล้อมของเวอร์ชัน 30 ได้ทันที และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Archicad 30 เท่านั้น แต่จะรวมถึงเวอร์ชันถัดๆ ไปในอนาคตด้วย

Image: Graphisoft
ขณะเดียวกัน เราก็กำลังลงทุนอย่างมากกับเครื่องมือ AI รวมถึงการเข้าซื้อบริษัทด้าน AI บางแห่งด้วย เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับงานที่ต้องทำซ้ำๆ ระหว่างกระบวนการออกแบบได้มาก แน่นอนว่าเรายังต้องพัฒนาต่ออีกว่า จะนำมันมาใช้อย่างไรจึงจะตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ให้กับสถาปนิกได้จริง จากประสบการณ์ของผม สถาปนิกต้องการสร้างอาคารที่สวยงาม และสร้างงานที่มีมิติทางศิลปะอย่างแท้จริง ดังนั้นยิ่งเราสามารถทำให้งานรายละเอียดบางส่วนเป็นระบบอัตโนมัติ หรือเปิดให้เข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยจัดการงานเหล่านั้นได้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ของการออกแบบได้มากขึ้นเท่านั้น

Project Aurora | Image: Graphisoft
art4d: จากมุมมองของ Graphisoft ซึ่งอยู่ในตลาดระดับโลก ความแตกต่างของรูปแบบสถาปัตยกรรมในแต่ละภูมิภาคส่งผลต่อกระบวนการทำงานและวิธีการใช้งาน Archicad หรือเปล่า?
DY: เราพัฒนาโปรดักต์มาอย่างต่อเนื่องตลอด 40 ปี ในตลาดระดับโลก โดยมีฐานการพัฒนาหลักอยู่ในยุโรป และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงมีฐานผู้ใช้งานอยู่ในหลายภูมิภาค เราทำงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างที่วันนี้เราอยู่กันที่ประเทศไทย เราทำงานในอเมริกาด้วยเช่นกัน และสิ่งที่เราเห็นก็คือ สถาปนิกในแต่ละประเทศต่างมีเงื่อนไขเฉพาะที่ต้องคำนึงถึงในการทำงาน

Photo: Worapas Dusadeewijai
มีสตูดิโอสถาปนิกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่เปลี่ยนจากซอฟต์แวร์ของคู่แข่งมาใช้ Archicad ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะติดปัญหาด้านการออกแบบ พวกเขาออกแบบบ้านพักอาศัยที่สวยมากหลังหนึ่งในลาตินอเมริกา และเจ้าของบ้านก็ต้องการรักษาความสวยงามของทิวทัศน์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนและแดดจัด สถาปนิกก็จำเป็นต้องสร้างแผงกันแดดบนอาคารเพื่อให้ใช้งานได้จริง เมื่อทำงานใน Archicad พวกเขาสามารถออกแบบเปลือกอาคารที่ใช้ระแนงเป็นองค์ประกอบได้โดยยังคงไว้ทั้งแสง ความโปร่งเบา และมุมมองที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยกรองแดดและบรรเทาความร้อนที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยได้ด้วย
แต่ละภูมิภาคของโลกต่างมีรายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญต่อบริบทของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการระบายน้ำฝน การใช้พลังงาน หรือการรับมือกับความร้อน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลต่อวิธีคิดและวิธีทำงานของสถาปัตยกรรม และเพราะ Archicad ถูกพัฒนาขึ้นโดยสถาปนิกเพื่อสถาปนิก กระบวนการทำงานของมันจึงรองรับรายละเอียดที่พวกเขาต้องทำงานด้วยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Image: Phanoowhat Chanlawhong by ArchiCAD LAB THAILAND

Image: Phanoowhat Chanlawhong by ArchiCAD LAB THAILAND
art4d: มีอะไรอยากฝากถึงสถาปนิกที่กำลังสนใจเปลี่ยนมาใช้ Archicad ไหม
DY: โลกการทำงานของสถาปนิกทุกวันนี้ซับซ้อนมากครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในแต่ละขั้นตอน พวกเขามักต้องใช้เทคโนโลยีคนละตัวกัน ส่วนมากพอทำงาน 2D คนก็ชอบใช้โปรแกรมอย่าง SketchUp หรือ AutoCAD แล้วพอจะขยับไปเป็น 3D ก็ต้องย้ายไปอีกโปรแกรมหนึ่งและทำแบบขึ้นมาใหม่ จากนั้นเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำ drawings ก็ต้องย้ายโปรแกรมอีกที ซึ่งทำให้กระบวนการทั้งหมดทั้งยุ่งยากและชวนสับสน
ข้อดีอย่างหนึ่งของ Archicad คือมันเปิดให้ผู้ใช้ทำงานได้ต่อเนื่องตั้งแต่การออกแบบในขั้น conceptual การเขียนแบบ ไปจนถึงการพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ ของโปรเจกต์ในรูปแบบ 3D นั่นหมายความว่าในขณะที่คุณกำลังออกแบบอยู่ คุณก็กำลังสร้างภาพของอาคารขึ้นไปพร้อมกันด้วย

Image: Graphisoft
นอกจากนี้ Archicad ยังจัดการข้อมูล metadata ในระบบ Building Information Modeling (BIM) ไปพร้อมกัน ทำให้การทำงานไหลต่อเนื่องเป็นธรรมชาติมากขึ้น การปรับแก้ก็ทำได้ง่าย และพอเริ่มใช้แล้ว คุณก็คงไม่อยากกลับไปใช้โปรแกรมอื่นอีก คุณน่าจะชอบมันมากเลยล่ะครับ (หัวเราะ)

David York, Global Channel Vice President, Graphisoft | Photo: Worapas Dusadeewijai 







