โชว์รูมใหม่ของ Knuckle Olive ที่สะท้อนแนวคิดเรื่อง ‘ร่องรอยแห่งกาลเวลา’ ผ่านงานออกแบบที่ผสานตัวตนของแบรนด์เข้ากับบริบทของย่านเจริญกรุง
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO: KETSIREE WONGWAN
(For English, press here)
หากเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยของเจริญกรุง ย่านเก่าที่ยังคงหายใจด้วยจังหวะของศิลปะและความทรงจำ และตรงเข้ามาใน Warehouse 30 ก็อาจสะดุดตากับมือจับประตูที่ดูไม่เหมือนใคร หนักแน่นมีเสน่ห์ ละเมียดละไมไม่อวดตัว ที่นี่เองคือพื้นที่ใหม่ของ Knuckle Olive แบรนด์ฮาร์ดแวร์ที่ไม่เพียงออกแบบวัตถุให้จับต้องได้ แต่ยังออกแบบความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อมือสัมผัสกับกาลเวลาอีกด้วย

ณรงค์ โอถาวร (ซ้าย) และ สิริน ภิญญาวัฒน์ (ขวา)
ในวันนี้เราได้มาเยี่ยมชมโชว์รูมของ Knuckle Olive พร้อมพูดคุยกับสอง key people ที่เป็นหลักใหญ่ใจความของที่แห่งนี้ นั่นคือ หนิง-สิริน ภิญญาวัฒน์ CEO ของ Knuckle Olive และ ตี๋-ณรงค์ โอถาวร สถาปนิกผู้ก่อตั้ง SO Architect ที่จะมาพูดคุยถึงแบรนด์และการออกแบบ flagship store แห่งนี้ในบรรยากาศสบายๆ แต่ลุ่มลึกด้วยรายละเอียดที่น่าค้นหา

จุดเริ่มต้นของแบรนด์
สิรินอุ่นเครื่องด้วยการเล่าให้เราฟังว่า กว่าจะเดินทางมาถึงปีที่ 17 เธอได้สร้างแบรนด์นี้จากความหลงใหลในฮาร์ดแวร์ประเภทมือจับตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้รู้นอกในจนเรียกได้ว่าเป็น ‘Hardware Enthusiast’ ผนวกกับปัญหาในระหว่างการปรับปรุงบ้านของตนเองที่ไม่ได้รับการใส่ใจและการเก็บข้อมูลภายในบ้านเท่าที่ควร นั่นเองทำให้เธออยากสร้างแบรนด์จำหน่ายฮาร์ดแวร์ที่ผสานปัญหาที่พบเหล่านั้นรวมกับใจบริการแบบไทยๆ กลายเป็น Knuckle Olive ในปัจจุบัน
เพราะมือจับเป็นอุปกรณ์ที่สะท้อนสัมผัสแห่งกาลเวลา
สิรินมองว่า ฮาร์ดแวร์ประเภทมือจับเป็นเครื่องประดับประจำบ้านที่มีเอกลักษณ์ (unique) ที่ไม่เหมือนกับสิ่งของที่ขายทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งจะต้องส่งเสริมคุณค่าสุนทรียะและความรู้สึกของการเป็นงานศิลปหัตถกรรม (arts & crafts) เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสถาปัตยกรรมยิ่งขึ้น เหมือนเครื่องประดับบนเรือนกายที่จะเสริมค่าความงามของมนุษย์เช่นกัน
ทำให้ Knuckle Olive ผลิตสินค้าจากวัสดุหลากหลายเป็นต้นว่า ทองเหลือง สัมฤทธิ์ นิกเกิล เงินสเตอร์ลิง คล้ายจะออกคอลเล็กชันเครื่องประดับที่สะท้อนผิวสัมผัสแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และเมื่อผ่านการใช้งานจะเกิดเป็นร่องรอยของกาลเวลา (patina of time) เช่น การเกิดสนิมสัมฤทธิ์เป็นสีเขียว หรือการขึ้นเงามันของทองเหลืองผ่านการขัดถูหรือใช้งานเป็นประจำ ฮาร์ดแวร์มือจับเหล่านี้จะกลายเป็นความงามและปรากฏพื้นผิวสัมผัสพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่สามารถหาได้จากท้องตลาดหรือการสั่งทำพิเศษ

จากสุขุมวิทสู่เจริญกรุง
ด้วยความชื่นชอบส่วนตัวของสิริน ผสมกับความบังเอิญอันเหมาะเจาะที่ Gallery 1-2 ของ Warehouse 30 ว่างลง ทำให้เธอตัดสินใจครั้งใหญ่ คือการย้ายโชว์รูมจากที่เดิมในย่านสุขุมวิทที่มีปัญหาเรื่องสถานที่จอดรถและการจราจรแสนวุ่นวาย มาสู่ย่านเมืองเก่าอย่าง ‘เจริญกรุง’ เพราะเธอเล็งเห็นว่าย่านนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยความเป็นย่านแห่งศิลปะ และเธอเชื่อว่า Knuckle Olive เป็นแบรนด์ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในศูนย์กลางของทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านเศรษฐกิจในเมืองหลวง


ในการย้ายมาที่ใหม่ ก็ทำให้การออกแบบของ Knuckle Olive เปลี่ยนไปบางส่วน เพราะสิรินเองมีจุดประสงค์ให้ flagship store แห่งนี้มีลักษณะคล้ายแกลเลอรี แต่ด้วยเป็นพื้นที่ใหญ่กว่าโชว์รูมเดิมกว่าห้าเท่าในขนาด 550 ตารางเมตร สิรินกับณรงค์จึงทำงานร่วมกันทั้งในแง่การออกแบบและการสร้างประสบการณ์ของผู้ใช้ จนออกมาอย่างที่จะเล่าต่อไป

ผสานตัวตน ผสมการออกแบบ
ในแง่การออกแบบณรงค์กล่าวว่า ตัวตนของ Knuckle Olive มีความชัดเจนและเข้มข้นมากๆ แต่ก็เบลนด์เข้ากับลักษณะอาคารโกดังเก่าของ Warehouse 30 ที่งดงามเหนือกาลเวลาได้อย่างกลมกล่อม ซึ่งเป็นเหตุให้โชว์รูมแห่งใหม่นี้ไม่ต้องออกแบบอะไรใหม่ๆ มาก แต่ต้องจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมและขับเน้นความงามควบคู่ไปกับการใช้งานของสินค้าได้มากที่สุด พร้อมกับผสานตัวตนของแบรนด์เข้าไปด้วย ซึ่งทั้งสิรินและณรงค์ก็ได้ทำงานและทดลองดันเพดานการออกแบบให้หลุดจากกรอบเดิมๆ มากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือเคาน์เตอร์ลอย (island counter) ในโซนครัวที่มีเสาไม้เสียบอยู่ตรงกลาง ซึ่งท้าทายหลักการออกแบบของสถาปนิกอย่างมาก แต่ด้วยความต้องการให้เหมือน ‘คนที่ไม่เข้าใจ’ พยายามทำด้วยตัวเอง จึงออกมาอย่างที่เป็นคือ มีเสาไม้สีเข้มเข้ากับท็อปเคาน์เตอร์สีชมพูนวลตาได้อย่างไม่น่าเชื่อ


ณรงค์ชี้ชวนให้สังเกตอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือ ‘แสง’ ที่ไม่ได้มีเพียงแสงจากดวงไฟที่ส่องลงมายังสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีการทำช่องเปิดคล้าย window wall เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดข้อดีแก่ลูกค้าในการเทียบสีฮาร์ดแวร์มือจับที่ปรากฏใต้แสงไฟและใต้แสงธรรมชาติ เพื่อสร้างประสบการณ์การเลือกสินค้าได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

วิถีของการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้มาเยือน
ในแง่ของการสร้างประสบการณ์ สิริน ตั้งใจทำเป็นส่วนจัดแสดงมือจับประตูและมือจับตู้ ที่จัดแสดงตัวอย่างทุกประเภทบนแผ่นไม้สักติดแม่เหล็กติดตั้งอยู่ในตู้ไม้ขนาดใหญ่เรียงรายหลายแผ่นคงความเรียบหรูเอาไว้ได้อย่างกลมกลืน ทำให้เมื่อต้องการตรวจสอบ, เทียบสี หรือแม้แต่สัมผัส ก็ให้สะดวกต่อการหยิบจับ และสร้างประสบการณ์เสมือนจริงในการสัมผัสของลูกค้าด้วย

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งมือจับในโซนเครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์ครัว-ชั้นจัดเก็บเสื้อผ้า และ Curated Shop ที่สิรินตั้งใจให้ผู้มาเยือนทุกคนมองเห็นภาพว่าหากมือจับชนิดต่างๆ อยู่บนพื้นงานเดียวกันจะเป็นอย่างไร ซึ่งเธอได้กล่าวถึงปัญหาของลูกค้าที่ลดลงว่า

“แน่นอนว่าลูกค้าจะมีคำถามน้อยลง เมื่อเขารู้สึกว่าเห็นภาพ เช่น เราติดตั้งมือจับราคาต่างกันบนบานตู้สีฟ้าใบเดียวกัน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ถูกปิดกั้นว่าของแพงคือของสวยงาม เพราะเราอยากแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าราคาและรูปลักษณ์ต่างกันและสวยงามอย่างไร ถ้าชอบแบบไหนก็สามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการ”
วิถีของการสร้างประสบการณ์ให้กับนักออกแบบ
ในด้านการออกแบบประสบการณ์ของชุมชนนักออกแบบ ณรงค์พูดถึงการสร้างภาพและการใช้สายตาไว้ว่า จากความคุ้นเคยของมนุษย์ที่จะเห็นประตูมีเพียงสองด้าน แต่ที่ Knuckle Olive ประตูจะมีด้านที่สาม คือ ด้านที่ติดตั้งกลอน / กลไกของประตู ทำให้สามารถมองดูความเข้ากันของรูปลักษณ์และกลไกนั้นได้ง่าย และยังทำให้นักออกแบบเข้าใจมากขึ้นว่า หากติดตั้งในพื้นที่จริงแล้วมือจับและบานประตูจะมีลักษณะอย่างไร ซึ่งสิ่งนี้เองอาจต่อยอดความเป็นไปได้ถึงการออกแบบที่สนุกขึ้น ซึ่ง Knuckle Olive เป็นส่วนหนึ่งที่จะ stimulate ความกล้าให้นักออกแบบทุกคน


ในท้ายที่สุด Knuckle Olive กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 ซึ่งถือเป็นก้าวที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนวงการออกแบบให้ก้าวไปข้างหน้า สอดคล้องกับปรัชญาของแบรนด์ที่ว่า ‘Simple detail go a long way’ รายละเอียดที่เรียบง่ายแต่ผ่านการคิดมาอย่างดีจะสร้างคุณค่าได้แสนไกล แม้การเดินทางที่ผ่านมาจะมีร่องรอยของกาลเวลาปรากฏอยู่บ้าง แต่สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ทำให้ Knuckle Olive เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มือจับเพียงชิ้นเดียวสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยเข้ากับสถาปัตยกรรมได้อย่างสวยงาม

knuckleolive.com
facebook.com/knuckleolive
instagram.com/knuckleolive
Line: @knuckleolive








