THE NORM

ชวนเปิดรับความสุนทรีย์ บทสนทนา และประสบการณ์ที่เป็นกันเองในแบบ ‘Here You Belong’ ผ่านสถาปัตยกรรมของ The NORM รูฟท็อปบาร์บน Dusit Central Park โดย EKAR Architects ที่ตั้งต้นจากเฟอร์นิเจอร์ Fritz Hansen

TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO: RUNGKIT CHAROENWAT

(For English, press here)

เป็นเรื่องปกติที่เรามักจะเห็นงานออกแบบซึ่งเริ่มต้นจากการออกแบบพื้นที่ให้เสร็จสรรพก่อนจะนำเฟอร์นิเจอร์มาจัดวางเพื่อให้ตอบโจทย์กับการใช้งาน แต่กับในโปรเจกต์ The NORM รูฟท็อปบาร์แห่งใหม่บนชั้น 42 ของโครงการ Dusit Central Park นี้ แนวทางในการออกแบบนั้นกลับให้เฟอร์นิเจอร์นั้นเป็นจุดตั้งต้น ก่อนจะค่อยๆ เริ่มออกแบบพื้นที่ที่ตอบโจทย์กับรูปแบบการใช้งานเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น และที่สำคัญที่สุด เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในโปรเจกต์นี้ล้วนแต่เป็นเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์สัญชาติเดนมาร์กที่มีอายุ 152 ปี และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนในแวดวงของงานออกแบบต้องรู้จักอย่าง ‘Fritz Hansen’ แบรนด์ที่ทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ระดับตำนาน อาทิ Arne Jacobsen และ Poul Kjærholm จนเกิดเป็นผลงานระดับ iconic ที่ยังเป็นที่พูดถึงจนปัจจุบัน อาทิ Egg™ Chair, Swan™, PK22™, PK9™ ฯลฯ 

แทนที่จะหยิบเอาเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้มาจัดวางในฐานะคอลเล็กชันหรืองานศิลปะ เพียงหนึ่งหรือสองชิ้น The NORM กลับเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์กว่า 100 ชิ้นทั่วทั้งพื้นที่และให้ทุกคนได้ใช้งานจริงๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องย้อนไปยังเป้าหมายของเติร์ก-สิทธานต์ สงวนกุล ผู้ก่อตั้ง The NORM ที่ต้องการนำเสนอรูฟท็อปบาร์ที่มอบประสบการณ์ที่มีความสบายๆ ในแบบที่เป็นกันเองภายในแนวคิด ‘Here You Belong’ ที่ทุกคนสามารถรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งความเป็นกันเองของพื้นที่นี้ยังเข้าไปตรงกับปรัชญาในแบบ Scandinavian Design ของ Fritz Hansen ที่ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพและการใช้งานจริง คุณค่าของงานฝีมือ หากแต่ยังรวมไปถึงความเชื่อว่างานออกแบบที่ดีนั้นควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ 

จากแนวคิดที่ตรงกัน เกิดเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง The NORM และ Fritz Hansen ในการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์กับการใช้งานในส่วนต่างๆ อีกทั้งโปรเจกต์นี้ยังได้ EKAR Architects มาเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบพื้นที่ต่างๆ ให้สอดคล้องกับเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น โดย EKAR Architects เริ่มต้นการออกแบบจากทั้งสามประเด็น คือการถอดรหัสการใช้เก้าอี้ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้ใช้ บรรยากาศของพื้นที่ภายในที่เป็นกันเอง รวมถึงการดึงศักยภาพของบริบทพื้นที่ roof top ให้ได้มากที่สุด ทำให้พื้นที่ภายในของ The NORM นี้ถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมดสี่ส่วน ประกอบด้วย The Main Hall ซึ่งเป็นบาร์หลัก The Circle of EGG ซึ่งเป็นมุมบาร์โค้งรีรูปไข่ The Pelagus Terrace บาร์เอาต์ดอร์ และ The Whispering Room ซึ่งเป็นส่วนบาร์ด้านในสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น 

หากเดินเข้ามายังตัวบาร์ พื้นที่แรกที่ผู้ใช้งานจะพบนั่นคือพื้นที่บาร์ส่วน The Main Hall โดยพื้นที่นี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ EKAR Architects ได้เห็นพื้นที่เดิมของตัวร้านซึ่งเดิมทีเป็นพื้นที่ห้องที่ตั้งอยู่ใต้บันไดขนาดใหญ่ไว้ระบายคนจากดาดฟ้าซึ่งมีความสูงมากกว่า 12 เมตร ด้วยปริมาตรที่สูงลอยเกินขนาดการใช้งานนี้นำไปสู่การสร้างภาวะโหวงเหวงที่ลดทอนความเข้มข้นของปฏิสัมพันธ์ ขณะเดียวกัน บันไดหนีไฟเดิมยังส่งผลต่อความต่อเนื่องของทัศนียภาพภายใน 

EKAR Architects จึงเริ่มต้นล้อมรอบบันไดหนีไฟเดิมให้กลายเป็นพื้นที่บาร์ในลักษณะสี่เหลี่ยมคางหมู ซึ่งยาวกว่า 31 เมตร ประกอบกับการออกแบบให้มีการกดเตี้ยของเพดาน เพื่อควบคุมให้สเกลของพื้นที่นั้นเหมาะสมกับพฤติกรรมการพูดคุยในแบบที่เป็นกันเองมากขึ้น

แม้ลักษณะของฝ้าเตี้ยได้ปรับใช้ในพื้นที่เกือบทั้งหมด แต่ EKAR Architects ก็ได้สอดแทรก ‘อุโมงค์’ ทางตั้งที่ติดกับส่วน The Main Hall โดยพื้นที่ส่วนนี้มีลักษณะเป็นที่ว่างทางตั้งซึ่งเกิดจากการไล่เรียงฝ้าในรูปแบบจั่วคว่ำ จนจรดที่ความสูงเดิมของพื้นที่ ก่อให้เกิดความเปรียบต่างระหว่างความตื้นและความลึกที่ช่วยกำหนด space ส่วนต่างๆ พร้อมสร้างมิติทางสายตาไปในตัวอีก อีกทั้งยังมีการใช้องค์ประกอบของ ‘ระนาบ’ ทางนอนในการออกแบบฝ้าให้เป็นชั้นๆ ที่มีการสอดแทรกการออกแบบแสงสว่างที่ก่อให้เกิดมิติของแสงเงาที่ซับซ้อนที่ทำงานร่วมกับวัสดุหลักอย่างไม้เพื่อสร้างแสงสลัวในพื้นที่ที่ก่อให้เกิดบรรยากาศที่อบอุ่นมากขึ้น

นอกจากการจัดการกับบรรยากาศและพื้นที่ว่างภายใน ความน่าสนใจของโปรเจกต์นี้อยู่ที่การออกแบบ zoning ในส่วนต่างๆ ที่อ้างอิงจากพฤติกรรมการใช้เฟอร์นิเจอร์แต่ละชนิด ตั้งแต่ The Main Hall ที่มีการใช้เก้าอี้ Series 7™ มีขาเป็นแบบ stool ซึ่งด้วยความสูงของที่นั่ง ที่สูงพอดีกับบาร์เทนเดอร์ด้านหน้า หรือ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้านหลัง นั้นสร้างบทสนทนาได้หลากหลายรูปแบบและเป็นกันเอง พร้อมกับเลือกใช้เก้าอี้ Swan™ ในพื้นที่ที่ยกสูงขึ้น เพื่อเน้นการนั่งแบบต่ำพิเศษ สร้างความรู้สึกส่วนตัว สร้างบทสนทนาที่ลุ่มลึก deep talk ได้ หรือแม้แต่ในส่วน The Circle of EGG ซึ่งเป็นมุมบาร์โค้งทรงรีซึ่งถูกวางตำแหน่งให้หันไปด้านดวงอาทิตย์ทรงกลม และ ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ Egg™ Chair ที่มีความโอบอุ้มร่างกายและสามารถนั่งนานๆ พร้อมกับโฟกัสเครื่องดื่มตรงหน้า พร้อมๆ กับสามารถเอียงตัวเพื่อพูดคุยกับคู่สนทนาโดยที่ยังมีความเป็นส่วนตัวอยู่ หรือในส่วน The Whispering Room ซึ่งเป็นส่วนบาร์ด้านในที่ใช้ PK9™ ที่ดูผ่อนคลายขึ้น และจัดให้หันไปดูพระอาทิตย์ตอนตกตอนเย็น เหมาะกับผู้ที่มาเป็นกลุ่มส่วนตัว

ในขณะเดียวกัน ประเด็นของ ‘ระนาบ’ ที่ปรากฏในองค์ประกอบฝ้านั้นยังขยายออกไปในการจัดการพื้นที่ด้านนอก เพราะแทนที่จะใช้การออกแบบที่เปิดโล่งเพื่อเปิดรับทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ในแบบ rooftop bar ทั่วไป EKAR Architects เลือกที่จะเพิ่ม The Pelagus Terrace บาร์เอาต์ดอร์ที่มีฉากหลังคือ ‘ระนาบตั้ง’ ทางตั้งที่จงใจออกแบบขึ้นเพื่อบดบังภายนอกก่อนหนึ่งชั้น ก่อนจะเชื่อมทางสัญจรอย่างบันไดเข้ากับพื้นที่ระเบียงด้านนอกที่ถูกยกระดับให้อยู่สูงกว่าระดับสายตา

พื้นที่ส่วน The Pelagus Terrace นี้ทำหน้าที่ทั้งการเป็นพื้นที่ใช้งาน และเป็น ‘พื้นที่เปลี่ยนผ่าน’ ที่ช่วยกำหนดความรู้สึกของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ใช้งานภายในที่มีกิจกรรมหลักคือการสร้างบทสนทนาและปฏิสัมพันธ์จะสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศของตัวร้านได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกรบกวนด้วยพื้นที่ภายนอก ในขณะที่พื้นที่ภายนอกที่ถูกยกขึ้นและแยกออกมาก็ได้สร้างความต่างของระดับพื้นที่พร้อมทำให้ผู้ใช้งานเกิดการเปรียบเทียบประสบการณ์สูงต่ำ พร้อมรับรู้มุมมองแบบพาโนรามาของ skyline และขับเน้นความสูงในชั้น 42 ของตัวอาคารมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานมองต่ำลงสู่พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อย่างสวนลุมพินี และสังเกตโครงข่ายการจราจรที่สับสนวุ่นวายเบื้องล่าง กลับทำให้ความสูงนี้ยิ่งเด่นชัดผ่านการเปรียบเทียบ ที่ทอประสานกันอยู่ด้านล่างในฐานะภูมิทัศน์ของเมืองที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา

“จริงๆ แล้วประสบการณ์ของ The NORM นั้นเริ่มต้นตั้งแต่บนถนน” หนึ่ง-เอกภาพ ดวงแก้ว จาก EKAR Architects อธิบายเสริมถึงความพิเศษของ The NORM ที่มีความแตกต่างจาก rooftop bar แห่งอื่นจากวิธีการเข้าถึงตัวบาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยไล่เรียงจากผู้ใช้งานที่สัมผัสกับความวุ่นวายจากบริบทของ Dusit Central Park ที่ตั้งอยู่ในย่านสีลม ก่อนจะเดินเข้ามายังโถงลิฟท์ของ Central Park Offices ที่เป็นสเปซโล่งกว้างยาวที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่าน ก่อนจะขึ้นลิฟท์พิเศษที่ขึ้นไปยังชั้น 42 โดยตรง ทำให้ความรู้สึกของการเข้าถึงบาร์ The NORM จึงคล้ายกับการเปลี่ยนผ่าน จากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่งโดยฉับพลัน ทิ้งความวุ่นวายและเหนื่อยล้าไว้เบื้องหลัง ก่อนจะเข้าไปใช้เวลาเพื่อพักผ่อนหรือสังสรรค์บนบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

ประเด็นสำคัญของการเอาเฟอร์นิเจอร์ระดับ iconic จากช่วง 50’s – 60’s (หรือที่เราคุ้นชินกันในชื่อ mid-century) มาใช้จริงนี้ยังสะท้อนถึงแนวคิด Scandinavian Design ที่นอกจากจะให้ความสำคัญกับความงามและประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยังสะท้อนแนวคิดเรื่อง ‘ความเป็นสาธารณะ’ (Publicness) ได้อย่างชัดเจน กล่าวคือเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ไม่ได้เพียงออกแบบให้กับผู้มีฐานะในฐานะของสะสม แต่เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค ซึ่งก็ชวนให้คิดต่อกับงานออกแบบรูปแบบอื่นๆ ที่ควบรวมถึงประเด็นด้าน Democratic Design ทั้งในงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบพื้นที่สาธารณะด้วย (โดยที่ตัว Series 7™ นั้นก็มีการใช้จริงในสนามบิน Copenhagen ด้วย ลองดูได้ที่ fritzhansen.com/en/inspiration/projects/copenhagen-airport)

ความน่าสนใจของ The NORM นั้นยังอยู่ที่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งผู้ใช้งานแต่ละคนอาจได้รับกลับไปไม่เหมือนกัน บ้างอาจดื่มด่ำกับเครื่องดื่มที่ถูกออกแบบมาอย่างดี บ้างอาจเลือกสัมผัสกรุงเทพฯ จากมุมมองที่พิเศษของพื้นที่ชั้น 42 ของ Dusit Central Park บ้างอาจชื่นชมกับบรรยากาศของพื้นที่ภายใน วัสดุ และที่ว่าง สุดท้ายแล้ว เราถามเอกภาพว่าในฐานะสถาปนิก มองว่าอะไรคือประเด็นสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ เอกภาพนึกสักพักก่อนจะบอกว่า 

“ความสุนทรีย์ รื่นรมย์ และบทสนทนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ น่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สถาปัตยกรรมมิได้ถูกจดจำจากรูปทรง หากแต่จากประสบการณ์ที่ผู้คนพากลับไปกับตนเอง และเมื่อบทสนทนาเริ่มต้นขึ้น สถาปัตยกรรมก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว”

ekar-architects.com
facebook.com/ekar.architects