WOLFGANG MARZIN

Wolfgang Marzin

สำรวจบทบาทของ Light + Building ในวันที่ความยั่งยืน การใช้พลังงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอาคารและแสงสว่างทั่วโลก ผ่านบทสัมภาษณ์ของ Wolfgang Marzin

TEXT: NATHANICH CHAIDEE
PHOTO: RUNGLADDA CHAKPUTRA

(For English, press  here)

กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา งาน Light + Building 2026 งานมหกรรมเทคโนโลยีแสงสว่างและระบบอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดขึ้นที่ Messe Frankfurt ประเทศเยอรมนี เป็นเสมือนเวทีสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านและทิศทางของอุตสาหกรรมแสงสว่างที่เติบโตขึ้นตามห้วงเวลา ตั้งแต่ยุคของ LED ไปจนถึงยุคแห่งการมาถึงของอาคารและโครงสร้างพื้นฐานในระบบอัจฉริยะบนโลกที่เดินหน้าบนแนวทางความยั่งยืน

art4d ชวนพูดคุยกับ Wolfgang Marzin ประธานและ CEO ของ Messe Frankfurt ถึงบทบาทของงาน Light + Building งานแฟร์ระดับโลกที่กำลังเดินทางท่ามกลางโจทย์ใหม่ของความยั่งยืน การเชื่อมต่อ และบทสนทนาระหว่างผู้คนจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก

Wolfgang Marzin

art4d: ปัจจุบัน Light + Building ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในงานแฟร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในด้านเทคโนโลยีแสงสว่างและอาคาร จากมุมมองของคุณ ภารกิจแรกเริ่มของการจัดงานนี้ต้องการตอบโจทย์เรื่องใดและแตกต่างจากงานแฟร์อื่นๆ อย่างไร และจนถึงวันนี้ ภารกิจดังกล่าวยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันหรือไม่

WM: Light + Building ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนคือ การสร้างแพลตฟอร์มระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแสงสว่างและอาคาร ตั้งแต่แรกเริ่ม เราต้องการรวบความหลากหลายทางวิชาชีพและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาคารและแสงสว่างเข้าไว้ด้วยกัน อย่างวิศวกรรมไฟฟ้า หรือบริการทางเทคนิคสำหรับอาคาร

ในช่วงเริ่มต้น เราวางแผนและพัฒนาให้งานนี้ก้าวไปได้ไกลกว่างานแสดงสินค้าแบบเดิม โดยมองถึงระบบที่สามารถทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงกันได้ การรวบรวมเทคโนโลยีและโซลูชั่นต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันภายในบริบทของเทคโนโลยีอาคาร โดยไม่ได้มองเพียงแค่ผลิตภัณฑ์แยกชิ้นออกจากกัน ตัวอย่างเรื่องประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่เราทำงานด้วยตั้งแต่ยุคแรกซึ่งกลายมาเป็นประเด็นหลักในงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรม อย่างการเติบโตของเทคโนโลยี LED การเติบโตของระบบอาคารอัตโนมัติ ไปจนถึงการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานผ่านเครือข่ายดิจิทัล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันกับที่อุตสาหกรรมเองก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง งานแฟร์ของเราจึงมีบทบาทเหมือนกับเป็นกระจกสะท้อนอุตสาหกรรม

หากจะกล่าวให้ชัดเจน อย่างที่เห็นกันในวันนี้ว่าประเด็นความยั่งยืน การใช้พลังงานไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ได้กลายมาเป็นลำดับความสำคัญของของอุตสาหกรรมไปแล้ว จากเดิมที่เคยเป็นเพียงหนึ่งในหัวข้อเล็กๆ ในอดีต รวมทั้ง Light + Building ยังคงมองตัวเองในฐานะงานแสดงสินค้าชั้นนำระดับโลกที่รวบรวมนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์และสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงต้องทำในระดับอุตสาหกรรมและในวิธีคิดของผู้คน จากวันนี้เราทุกคนทราบกันดีว่า การใช้พลังงานไฟฟ้ากำลังจะกลายเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตของเรา

art4d: ปัจจุบัน งานแสดงสินค้ามักถูกมองว่าเป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์ แล้วในมุมมองของคุณ บทบาทที่กว้างกว่านั้นของ Light + Building ควรมีบทบาทอย่างไรต่อสถาปนิก นักออกแบบ และอุตสาหกรรมการออกแบบโดยรวม

WM: แน่นอนว่างานแฟร์เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่จุดแข็งที่แท้จริงของงานประเภทนี้คือการพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คนโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เปิดให้เกิดการตีความแนวโน้มใหม่ๆ และเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับทิศทางในอนาคต

ซึ่งการพูดคุยแลกเปลี่ยนภายในเครือข่ายหรือพื้นที่พบปะเช่นนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเสนอแนวคิดของตัวเอง แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกับผู้คนจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง กับเพื่อนร่วมวิชาชีพ หรือแม้แต่กับผู้คนใหม่ๆ ทำให้ Light + Building วางตำแหน่งตัวเองเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจ บนพื้นที่แห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ แรงบันดาลใจจากสิ่งที่เห็นในงาน รวมทั้งการประชุมและเสวนาด้วยเนื้อหาที่คัดสรรมาอย่างดี นำไปสู่การต่อยอดในเนื้อหาและมุมมองทางธุรกิจหรือแนวทางสร้างสรรค์ซึ่งมีคุณค่าแก่ผู้เข้าชม

อีกสิ่งสำคัญคือ งานแฟร์นี้เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวิชาชีพเข้าด้วยกัน ทั้งสถาปนิก แพลนเนอร์ ผู้ค้า ผู้ผลิต หรือผู้ค้าปลีก มาร่วมในบทสนทนาเดียวกัน แต่ละฝ่ายจึงได้ทำความเข้าใจความต้องการของอีกฝ่าย และการได้พบกับคู่ค้าหรือพันธมิตรแบบต่อหน้าก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำงานร่วมกัน

art4d: เราเห็นว่า Light + Building กำลังขยายการเติบโตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองของคุณ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เอเชียกลายเป็นแนวหน้าทางยุทธศาสตร์สำคัญของงานในเวลานี้

WM: เอเชียถือเป็นตลาดสำคัญแห่งอนาคต จากอัตราการสร้างนวัตกรรมที่รวดรเวและการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องเมืองอัจฉริยะ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล การลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากในเอเชีย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภูมิภาคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา

เรามีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่ฮ่องกง ซึ่งช่วยให้เรารักษาความสัมพันธ์กับตลาดที่กำลังเติบโตได้อย่างใกล้ชิด โดยเรามีการจัดนิทรรศการด้านแสงสว่างใน Guangzhou มากว่า 20 ปี เมื่อเรามีพันธมิตรที่แข็งแรงร่วมกับความมุ่งมั่นในระยะยาว ความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งนี้ช่วยให้เราสามารถมองเห็นและตอบสนองต่อแนวโน้มใหม่ๆ ได้ตั้งแต่เริ่มต้น และแน่นอนว่า การได้เป็นผู้เริ่มต้นย่อมดีกว่าการเป็นผู้ตาม ทำให้ในเชิงกลยุทธ์ เป้าหมายของเราคือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายระดับโลกของเรา และสร้างความเชื่อมโยงที่มีความหมายระหว่างตลาดต่างๆ

ส่วนในอุดมคติ เราต้องการสร้างมาตรฐานคุณภาพเดียวกันจาก Light + Building ซึ่งนับเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ต่อผู้แสดงสินค้า ที่จะได้รับมาตรฐานเดียวกันกับ Messe Frankfurt ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลซึ่งนับว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งหมด นั่นหมายถึงโมเดลธุรกิจของเราสร้างขึ้นบนแนวคิดของการนำผู้เล่นชั้นนำจากทั่วโลกมารวมตัวกัน พร้อมกับการพัฒนารูปแบบงานที่สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละภูมิภาคได้ โดยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังในทั้งสองทิศทาง ทั้งจากยุโรปสู่เอเชีย และจากเอเชียสู่ยุโรป

จนถึงวันนี้ Light + Building มีตัวอย่างความสำเร็จหลายกรณีจากผู้แสดงสินค้าที่เริ่มต้นจากพื้นที่จัดแสดงในระดับพื้นฐาน เช่นใน Hall 10 และเติบโตขึ้นจนสามารถก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงระดับนานาชาติได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเราได้เรียนรู้ร่วมกันว่า จะนำเสนออย่างไร จะวางตัวในตลาดอย่างไร และจะเชื่อมต่อกับผู้ชมในระดับสากลได้อย่างไร ด้วยเป้าหมายคือการเชื่อมโยงผู้ที่มีความมุ่งมั่นร่วมกันในการผลักดันอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าในระดับนาชาติผ่านการสร้างพื้นที่แห่งปฏิสัมพันธ์ของเรา

art4d: สำหรับ Light + Building ในอนาคต คุณคิดว่าเราจะได้เห็นความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างยุโรปและเอเชียอย่างไร และคุณมองว่านี่คือโอกาสสำคัญสำหรับทั้งสองภูมิภาคหรือไม่

WM: การมีส่วนร่วมของเราใน Guangzhou ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับเอเชีย ขณะเดียวกันก็มีผู้แสดงสินค้าจากเอเชียจำนวนมากเข้าร่วม Light + Building ที่ Frankfurt อยู่เสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดบนเครือข่ายของความร่วมมือและพันธมิตรระดับนานาชาติ

ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนวัตกรรมจากยุโรปกับตลาดเอเชียที่มีพลวัตสูงจะสร้างให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ จากพันธมิตรทางเทคโนโลยีและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว งานแฟร์มีหน้าที่สร้างสะพานเชื่อมระหว่างภูมิภาคและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น บทสนทนาระหว่างยุโรปและเอเชียจึงเป็นหัวใจสำคัญของสิ่งที่เราทำ เรามองว่าการแลกเปลี่ยนเป็นประโยชน์ เสริมสร้างศักยภาพให้กับตลาด และพาผู้คนมาพบกัน นั่นก็ย้อนกลับไปสู่สิ่งที่เราพูดคุยกันตั้งแต่ต้น คือการข้ามพรมแดนเพื่อนำผู้คนมาพบกัน เพราะนี่คือคุณค่าที่แท้จริงของงานจัดแสดงสินค้า และเราภูมิใจที่มี Light + Building เป็นงานที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลัง

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านงาน Light + Building 2026 ที่พึ่งจบลง ถึงการเป็นพื้นที่ที่ช่วยผลักดันและตีความทิศทางของอุตสาหกรรมแสงสว่างและอาคารผ่านบทสนทนาระหว่างผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายจากทุกภูมิภาคอย่างไร้พรมแดนระหว่างเอเชียและยุโรป ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มาตรฐาน และแนวคิดใหม่ร่วมกัน และท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ Light + Building ยังคงทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรม นั่นคือบทบาทในฐานะสะพานที่เชื่อมโยงตลาด ความคิด และผู้คน เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อนาคตของอุตสาหกรรมยังคงเริ่มต้นจากการพบกันต่อหน้า การสร้างบทสนทนา และการเรียนรู้ที่เปิดทางสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ร่วมกัน

light-building.messefrankfurt.com