HAPPITAT: A LIVING LANDSCAPE: WHERE PLANTS BECOME PART OF THE STORY

Happitat แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของภูมิสถาปัตยกรรมในการเป็นมากกว่าพื้นที่สีเขียว แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ธรรมชาติ และผู้คน โดย TK Studio

PHOTO: JINNAWAT BORIHANKIJANAN EXCEPT AS NOTED

(For English, press here)

หลายครั้งที่งานภูมิสถาปัตยกรรมถูกลดบทบาทลงเป็นเพียง ‘พระรอง’ ที่ทำหน้าแค่สร้างความร่มรื่นให้แก่โครงการ ทว่าสำหรับ Happitat ภูมิสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบเสริม แต่สวมบทบาทเป็นตัวละครหลักที่โครงการให้ความสำคัญตั้งแต่วันแรกของการวางผัง

ต่อยอดจากแนวคิดเบื้องหลังงานสถาปัตยกรรมในตอนที่แล้ว ครั้งนี้เราจะพาไปสำรวจการออกแบบภูมิทัศน์ของ Happitat ที่เป็นมากกว่าการปลูกต้นไม้ตกแต่ง แต่คือการสร้าง ‘ระบบนิเวศที่มีชีวิต’ เพื่อเรียงร้อยอาคาร มนุษย์ และธรรมชาติให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ยั่งยืนในระยะยาว

ลำดับเรื่องราวจากเมืองสู่ป่า

TK Studio ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมในโปรเจกต์นี้ เลือกใช้แนวคิด ‘การเล่าเรื่องผ่านลำดับประสบการณ์’ ที่ค่อยๆ พาผู้ใช้งานเปลี่ยนผ่านจากความเร่งรีบของเมือง เข้าสู่ความสงบเยือกเย็นของธรรมชาติด้านใน จังหวะการเข้าถึงนี้สะท้อนออกมาผ่านการเลือกใช้วัสดุที่เริ่มต้นจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างอิฐและดินเผาในส่วนหน้า แล้วค่อยๆ แทนที่ด้วยหินธรรมชาติและต้นไม้ที่หนาตาขึ้นตามระยะทาง แม้แต่ละอาคารจะมีแนวทางการออกแบบที่เฉพาะตัว แต่ทุกส่วนยังคงร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน

ธวัชชัย กอบกัยกิจ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง TK Studio | Photo: Ketsiree Wongwan

ขุนเขาจำลองที่โอบล้อมด้วยพรรณไม้

ก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร ผู้มาเยือนจะพบกับบริเวณรับส่ง (Drop-off) ที่พร้อมต้อนรับสู่ธรรมชาติผ่านพื้นทางเดินลายใบไม้ และการโอบล้อมจากกำแพงอิฐดินเผา ที่เป็นปราการคัดกรองเสียงรบกวนจากถนนบางนา-ตราด กำแพงอิฐเกิดจากการนำอิฐและหินสีส้มกว่า 35,000 ก้อน มาเรียงกันอย่างบรรจงจนได้ลักษณะลดหลั่นคล้ายขั้นบันได เมื่อน้ำตกบนกำแพงอิฐไหลลงมาตามแรงโน้มถ่วง น้ำจะตกกระทบกับก้อนอิฐที่วางลดหลั่นกัน มอบเสียงอันไพเราะสื่อถึงการต้อนรับด้วยความยินดี วัสดุหินสีส้มได้รับการคัดสรรมาอย่างใส่ใจ หินสีส้มเป็นวัสดุภายในประเทศที่หาได้ง่าย จึงลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่ง นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติลดการเกิดตะไคร่ ทำให้กำแพงอิฐดูแลรักษาได้ง่ายเช่นกัน

งานออกแบบกำแพงอิฐในส่วนต้อนรับเชื่อมโยงกับดีไซน์ของอาคาร Bloominas ที่ตั้งด้านหน้า อาคารมีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นขั้นบันไดลดหลั่นคล้ายภูเขา ซึ่งถูกเติมเต็มด้วยการสอดแทรกแมกไม้ไปบนระเบียงทุกชั้น สร้างทัศนียภาพอันสดชื่นให้ผู้ใช้อาคารภายใน และเกิดเป็นภาพอาคารเขียวชอุ่มที่ดูสบายตาจากภายนอก

ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกพรรณไม้ตามสภาวะอากาศระดับจุลภาค (Micro-climate) โดยชั้นล่างจะเน้นกลุ่มที่ต้องการแสงน้อยเนื่องจากถูกเงาอาคารบดบัง ผสมผสานกับการใช้ ‘พะยอม’ และ ‘ขานาง’ ที่มีทรงพุ่มโปร่งเพื่อให้สายตามองทะลุผ่านเรือนยอดเห็นรายละเอียดสถาปัตยกรรม สำหรับชั้นบนซึ่งต้องปะทะแสงแดดและลมแรง พันธุ์ไม้ที่เลือกใช้เป็นไม้ที่มีฟอร์มแข็งแรง ทนทาน และมีการแต่งเติมไม้ดอกเพื่อแต้มสีสันให้ตัวอาคาร

ในส่วนของอาคาร Wonderwild ทีมออกแบบได้สอดแทรกสวนขนาดเล็ก (Pocket Park) ไว้ด้านล่าง เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสัญจรคนเข้าสู่อาคาร และทำหน้าที่เป็นสเปซสาธารณะสำหรับจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น ดนตรีในสวน หรือ Farmer’s Market บริเวณนี้คงกลิ่นอายความอบอุ่นด้วยผนังอิฐดินเผาที่วางแนวโค้งเว้าอย่างมีชั้นเชิง กำแพงมีลักษณะคล้ายคลึงกับกำแพงอิฐส่วนต้อนรับอาคาร แต่แตกต่างกันที่ขนาดอันใหญ่โตกว่า เป็นความมหึมาที่เกิดจากการนำอิฐแดงกว่า 50,000 ก้อนมาเรียงกันด้วยมือ โดยมีต้นจามจุรีคอยแผ่ร่มเงาช่วยลดอุณหภูมิให้พื้นที่ใช้งาน นอกจากนี้บนชั้น 5 และ 6 ยังถูกเนรมิตให้เป็นสนามเด็กเล่นกลางแจ้งและพื้นที่เรียนรู้ เพื่อให้เด็กๆ ได้ออกมาใช้ชีวิตนอกเวลาเรียนท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันร่มรื่น

เมืองภายใต้ร่มเงาแมกไม้

เมื่อเคลื่อนตัวลึกเข้าสู่โซนอาคาร Festie Town บรรยากาศจะเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นธรรมชาติที่เข้มข้นขึ้น ผ่านอุโมงค์ต้นจามจุรีที่แผ่กิ่งก้านเสมือนชายคาธรรมชาติ และปกคลุมทั่วบริเวณจนมวลอาคารดูเลือนรางลง งานออกแบบภูมิทัศน์ภายในพื้นที่ ได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองเก่าในยุโรป โดยการใช้วัสดุพื้นกระเบื้องตัดลายเลียนแบบทางเดินหิน Cobblestone ในแพทเทิร์นวงกลมที่ดูสนุกสนาน

แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะยกลอยเหนือระดับดินและมีหลังคาคลุมบางส่วน แต่สตูดิโอเลือกปลูกพรรณไม้ทรงสูงในกระถาง เช่น ‘ต้นกระดุมไม้ใบเงิน’ เพื่อคงความเขียวขจีให้ต่อเนื่อง และยังใส่ใจไปถึงสมาชิกสี่ขาด้วยการติดตั้งน้ำพุขนาดเล็กบริเวณหน้าหอนาฬิกา เพื่อเป็นจุดพักดื่มน้ำสำหรับสัตว์เลี้ยง สะพานเชื่อมระหว่าง Wonderwild และ Festie Town ยังถูกตกแต่งด้วยต้นเหลืองชัชวาลที่เลื้อยคลุมราวจับ มอบประสบการณ์การเดินท่ามกลางสีเขียวแบบไร้รอยต่อ

พื้นที่โอบรับชีวิตอันหลากหลาย

มากกว่าแค่ความสวยงาม Happitat ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมในทุกมิติ ทุกบริเวณเชื่อมต่อกันด้วยทางลาดตามหลัก Universal Design เพื่อให้คนทุกวัยสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้โดยสะดวก พร้อมการแยกเส้นทางจักรยานออกจากทางเท้าอย่างชัดเจนโดยมีแถบต้นไม้กั้นกลางเพื่อความปลอดภัย

สิ่งที่ทำให้ Happitat แตกต่างอย่างแท้จริงคือแนวคิด ‘Dynamic Landscape’ ภูมิทัศน์ที่นี่ไม่ใช่สวนประดิษฐ์ที่ต้องตัดแต่งให้เนี้ยบตลอดเวลา แต่เป็นป่าที่ได้รับอนุญาตให้ออกดอก ผลัดใบ และเติบโตตามฤดูกาลจริง เพื่อดึงดูดนก แมลง และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กให้กลับมามีที่ยืนในเมืองหลวงอีกครั้ง เป็นการคืนธรรมชาติที่สมบูรณ์ให้แก่กรุงเทพฯ

ท้ายที่สุดแล้ว Happitat คือบทพิสูจน์ของการแสวงหาจุดสมดุลระหว่างการขยายตัวของเมืองและการดำรงอยู่ของธรรมชาติ งานภูมิสถาปัตยกรรมโดย TK Studio ในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการสร้างสเปซพักผ่อน แต่คือการรื้อฟื้นระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ให้กลับมาผลิบานกลางมหานครอีกครั้ง ที่ซึ่งทุกชีวิต ทั้งมนุษย์และธรรมชาติ สามารถเติบโตและงดงามเคียงคู่กันไปอย่างยั่งยืน

happitatthailand.com
facebook.com/happitatthailand